โพสต์ 6 มิ.ย. 56 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 3,988 Views

สุขภาพฟันของลูกน้อย

สุขภาพฟันของลูกน้อย 

 การ จัดตารางหรือโปรแกรมการดูแลสุขภาพฟันให้กับลูกน้อยนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิดเลย ควรต้องเริ่มเมื่อไร เริ่มอย่างไร และมีขั้นตอนอะไรบ้าง

การดูแลรักษาฟันของเด็กนั้น ควรเริ่มดูแลตั้งแต่แรกเกิด และไม่จำเป็นต้องรอให้ฟันน้ำนมซี่แรกขึ้นก่อน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรพาเด็กไปพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ และคุณพ่อคุณแม่ต้องมั่นช่วยดูแลสุขภาพฟันและวิธีการแปรงฟันที่ถูกต้องควบ คู่ไปด้วย

ข้อมูลด้านล่างนี้สามารถเป็นตัวช่วยคุณพ่อคุณแม่ในการดูแลรักษาสุขภาพฟันให้กับเด็กได้

ควรเริ่มเมื่อใด

The American Dental Association and American Academy of Pediatric Dentistry มีคำแนะนำดังนี้

เด็กอายุ 6 เดือนถึง 1 ขวบ ในวัยนี้ผู้ปกครองควรพาเด็กไปพบทันตแพทย์เมื่อมีฟันน้ำนมซี่แรกขึ้น หรือตอนอายุประมาณ 1 ขวบ

เด็กเล็ก ถึง เด็กวัยเริ่มเข้าโรงเรียน หลังจากที่เด็ก ได้รับการตรวจสุขภาพฟันในครั้งแรกแล้วนั้น ผู้ปกครองควรพาลูกไปตรวจสุขภาพฟันอีกครั้งทุกๆ 6 เดือน หรืออย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง หากทันตแพทย์พบว่า เด็กมีปัญหาในช่องปากหรือมีฟันผุ ทันตแพทย์จะนัดให้เด็กมาตรวจสุขภาพฟันบ่อยขึ้น

พบทันตแพทย์ในครั้งแรก การพาเด็กไปพบทันตแพทย์ทั่วไปหรือทันตแพทย์สำหรับเด็กนั้นมีความแตกต่างกัน คือ เด็กอาจจะรู้สึกสบายใจ เพลิดเพลินไปกับสีสัน และสิ่งแวดล้อมในห้องตรวจสำหรับเด็กมากกว่าห้องตรวจของทันตแพทย์ทั่วไป ดังนั้นผู้ปกครองควรพิจารณาทางเลือกให้เหมาะสมกับลูกก่อนการนัดหมาย

การขึ้นของฟัน และ อายุของเด็ก: (เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 3 ขวบ)

อายุของเด็ก

การขึ้นของฟัน

ตำแหน่งของฟัน

6 ถึง 7 เดือน

ฟันน้ำนม 2 ซี่แรก

ฟันขึ้นตรงกลาง ด้านบน และด้านล่าง

7 ถึง 9 เดือน

ฟันน้ำนม 2 ซี่ ชุดที่ 2

ฟันขึ้นตรงกลาง ด้านบน 4ซี่ และด้านล่าง 4ซี่

10 ถึง 14 เดือน

ฟันกราม 2 ซี่

ด้านหน้า

15 ถึง 18 เดือน

เขี้ยว

ด้านบน

2 ถึง 3 ปี

ฟันกราม ชุดที่ 2

ด้านหลัง

ข้อควรปฎิบัติ

การเตรียมพร้อมและวางรากฐานให้กับเด็กก่อนที่จะพาเด็กไปพบทันตแพทย์นั้น สามารถช่วยให้เด็กเกิดความคุ้นเคยและไม่กลัว เมื่อต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพฟัน

  •         กำหนดเวลา : ผู้ปกครองควรเลือกช่วงเวลาของวันที่เหมาะสมให้กับเด็กในการพบทันตแพทย์ครั้งแรก
  •         ทัศนคติที่ดี : ควรสร้างทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพฟัน เพื่อให้เด็กรู้ว่าการตรวจสุขภาพฟันนั้นจะช่วยให้เด็กมีสุขภาพฟันที่ดีและ แข็งแรงเมื่อฟันแท้ขึ้น
  •         ให้เด็กมีส่วนร่วม : ผู้ปกครองควรรับฟังพร้อมเปิดโอกาสให้เด็กบอกเล่าถึงความรู้สึกต่อ การรักษาสุขภาพฟัน เพื่อไม่ให้เด็กเกิดอาการกลัวเมื่อพบทันตแพทย์

ต้องเจอกับอะไรบ้าง

เด็กอายุระหว่าง 6 เดือน ถึง 1 ปี

  •        ในวัยนี้แนะนำให้เด็กนั่งบนตักผู้ปกครองระหว่างที่ทันตแพทย์ตรวจสุขภาพฟัน
  •         ทันตแพทย์จะทำการประเมินสุขภาพของช่องปาก รวมไปถึงวิธีรับประทานอาหาร การดื่มนํ้า และตรวจด้วยว่าเด็กมีฟันผุหรือไม่
  •         ทันตแพทย์จะขัดคราบฟันโดยใช้แปรงสีฟันเล็กๆ
  •        ทันตแพทย์จะแนะนำการแปรงฟันที่ถูกวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระแทกจากแปรงสีฟัน
  •          ทันตแพทย์จะเคลือบฟลูออไรด์ชนิดเจลให้กับเด็กเพื่อทำให้ฟันแข็งแรงขึ้น โดยเจลจะมาในถาดครอบฟันที่ขนาดพอดีกับช่องปากของเด็ก
  •         ตรวจช่องปากของเด็กว่ามีแผลเปื่อยที่ลิ้น กระพุ้งแก้ม หรือบริเวณเพดานปากหรือไม่
  •        ทันตแพทย์จะสอบถามประวัติหากเด็กติดนิสัยดูดหัวนมปลอมหรือดูดนิ้ว

เด็กเล็ก ถึง เด็กวัยเริ่มเข้าโรงเรียน

เด็กในวัยนี้ควรพบทันตแพทย์บ่อยขึ้น ดังนั้นห้องตรวจสำหรับเด็กที่มีอุปกรณ์ตรวจสุขภาพฟัน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ เพราะสีสันและสิ่งแวดล้อมในห้องสามารถทำให้เด็กเพลิดเพลินในขณะเข้ารับการ ตรวจสุขภาพฟัน

  •        ทันตแพทย์จะทำการเอ็กซ์เรย์ เพื่อที่จะได้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับภายในตัวฟันและเหงือก
  •          ทันตแพทย์จะใช้สารเคลือบฟันที่เป็นพลาสติกบางๆ เคลือบฟันกรามด้านในช่วงที่เป็นผิวหน้าบดเคี้ยวอาหาร
  •         ทันตแพทย์จะทำการอุดฟันที่ผุ และถอนฟันที่บกพร่องออก
  •         ทันตแพทย์จะให้คำแนะนำ หากเด็กติดนิสัย เช่น กัดเล็บ ดูดนิ้ว นอนกัดฟัน
  •        หากการเรียงตัวของฟันผิดปกติ ทันตแพทย์อาจให้เด็กดัดฟันแบบชั่วคราว (จัดเรียงฟันชนิดถอดได้)
  •         หากพบว่ามีฟันที่เรียงตัวผิดปกติมาก ทันตแพทย์จะจัดการเรียงตัวของฟัน เพื่อให้มีการสบฟันที่ดีมีความสวยงาม และสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  •         ทันตแพทย์จะทำการประเมิน หากเด็กในวัยนี้มีปัญหาในการสื่อสาร

หลังจากที่ทันตแพทย์ทำการตรวจและประเมินสุขภาพช่องปากและฟันของเด็กแล้ว พบว่ามีส่วนบกพร่อง ทันตแพทย์จะแนะนำให้ผู้ปกครองพาเด็กมาตรวจและรักษา ทุกๆ 6 เดือน 
เมื่อเด็กเข้าสู่วัยรุ่น ทันตแพทย์จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับ วิธีดูแลสุขภาพฟันและช่องปาก ที่อาจเกิดจากการรับอาหารที่ไม่ครบ 5 หมู่ การสูบบุหรี่ การถอนฟันคุดออก หรือการเจาะลิ้น เป็นต้น

ผู้ปกครองควรพาเด็กไปหาหมอฟันสม่ำเสมอทุก 6 เดือน เพื่อดูแลและตรวจสภาพในช่องปาก และวางแผนป้องกันอย่างเหมาะสม ก่อนที่จะเกิดโรคฟันผุ และยังช่วยให้มีประสบการณ์ที่ดีกับการทำฟัน

หากต้องการข้อมูลเพิ่มติดต่อ Contact Center 1719 (24 hrs) หรือ ศูนย์กุมารเวช หรือ ศูนย์ทันตกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพ หรือ นัดหมายแพทย์ คลิกที่นี่

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

หากท่าน (นักฟุตบอล) ไม่รู้...คงสู้เขาไม่ได้ (ตอนที่ 3)

26 สิงหาคม 2556 9.673

ในสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้กล่าวถึงความสำคัญของอาหารการกินหรือโภชนาการที่นักฟุตบอล (หรือนักกีฬาอื่นๆ ก็ได้) พึงทราบ โดยได้กล่าวถึงชนิดของอาหาร 5 หมู่ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน เกลือแร่และวิตามินไปแล้ว ในสัปดาห์นี้ผมจะขอนำเสนอสิ่งที่สำคัญมากๆ

ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง

21 สิงหาคม 2556 16.030

โรคไตวายเรื้อรังมีหลายระยะ ระยะเริ่มแรกอาการจะน้อยมาก แต่เมื่อเป็นจนถึงระยะปานกลาง และระยะรุนแรง อาการจะเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่เข้าเฝือก

17 สิงหาคม 2556 3.991

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่เข้าเฝือก เฝือก คืออุปกรณ์ที่ใช้ดามกระดูก และข้อเพื่อให้อวัยวะส่วนนั้นอยู่นิ่งๆ ในปัจจุบันนี้ นอกจากเฝือกที่ทำจากปูนปลาสเตอร์ ยังมีเฝือกใยสังเคราะห์ที่น้ำหนักเบา แข็งแรง ทนทาน มีสีสันสวยงาม

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ