โพสต์ 17 ส.ค. 56 ปรับปรุง 7 มี.ค. 57 12,238 Views

สาเหตุของโรคเก๊าท์

สาเหตุของโรคเก๊าท์ 

โรคเก๊าท์ (gout) เกิด จากการที่ระดับของกรดยูริคสูงในเลือด ซึ่งเป็นผลมาจากการสะสมกรดยูริคในร่างกายจำนวนมาก โดยเฉลี่ยแล้วกรดยูริคจะตกผลึกเมื่อระดับของกรดยูริคในเลือดมากเกิน 6.8 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร การที่ร่างกายมีกรดยูริคสะสมมากกว่าปกติ เป็นระยะเวลานาน ก็จะไปตกตะกอนอยู่บริเวณรอบๆ ข้อ หรือภายในข้อ ทำให้เกิดการอักเสบขึ้น

โรคเก๊าท์เกิดจากการที่มีระดับของกรดยูริคในเลือดสูง และไปตกเป็นผลึกเรียกว่า ผลึกยูเรท อยู่ตามเนื้อเยื่อต่างๆ โดยเฉพาะที่ข้อ บริเวณใกล้ข้อและที่ไต การที่จะเกิดการตกเป็นผลึกยูเรทตามเนื้อเยื่อต่างๆ ได้นั้นขึ้นอยู่กับสองปัจจัย คือระดับกรดยูริคในเลือด และสภาพของเนื้อเยื่อ ซึ่งเอื้อให้เกิดการตกผลึกเป็นผลึกยูเรท สภาพของเนื้อเยื่อของแต่http://www.bangkokhealth.com/cimages/gout01.jpgละ คนไม่เหมือนกัน ระดับของกรดยูริคในเลือดยิ่งสูงเท่าไร โอกาสตกเป็นผลึกก็มากขึ้น บางคนระดับกรดยูริคในเลือดไม่สูงมาก แต่ก็เกิดการตกเป็นผลึกยูเรทได้ เนื่องจากเนื้อเยื่อของคนคนนั้น เอื้ออำนวยให้เกิดการตกเป็นผลึกยูเรท โรคนี้พบได้บ่อย หากได้รับการรักษาที่ถูกต้องจะได้รับประโยชน์มาก แต่หากไม่ได้รับการรักษา หรือได้รับการรักษาไม่ถูกต้อง ผู้ป่วยอาจต้องพบกับการพิการทางข้อ และหรือไตวายเรื้อรังได้

สารพิวรีน

กรดยูริกเกิดจากการย่อยสลายสารพิวรีน ซึ่งพบได้ในเนื้อสัตว์ ข้าวสาลี เครื่องในสัตว์ เช่น ตับ เซี่ยงจี้ เป็นต้น ร่าง กายจะย่อยพิวรีนจนกลายเป็นกรดยูริค และจะขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะ ในคนปกติกรดยูริคจะถูกสร้างขึ้นในอัตราช้าพอที่ไตจะขับออกได้หมดทันกับการ สร้างขึ้นพอดี ในคนที่เป็นโรคเก๊าท์ พบว่าเกิดความผิดปกติของกระบวนการใช้และขับถ่ายสารพิวรีน

สมดุลของกรดยูริกในร่างกาย

ร้อยละ 90 ของผู้ป่วยโรคเก๊าท์ทั้งหมด เกิดจากการที่กรดยูริคถูกสร้างขึ้น แต่ไตทำหน้าที่ขับถ่ายออกมาได้ช้าหรือน้อย จนทำให้เกิดการสะสมของกรดยูริคมากขึ้นในร่างกาย และเกิดเป็นโรคเก๊าท์ขึ้น คน ที่เป็นโรคนี้มักจะมีระดับกรดยูริกในกระแสเลือดสูงกว่าปกติ แต่ไม่เสมอไปทุกคน และหลายคนที่มีระดับกรดยูริกสูงในกระแสเลือดกลับไม่มีอาการข้ออักเสบจากโรค เกาต์

ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 10 เกิดจากการที่ร่างกายสร้างกรดยูริคมากเกินไป พบว่ายูริคในเลือดที่สูงนั้น กว่าร้อยละ 90 เกิดจากการสร้างขึ้นในร่างกายเอง อาหารเป็นแหล่งกำเนิดของยูริคในเลือดน้อยกว่าร้อยละ 10 อาหารที่เมื่อรับประทานไปแล้วจะเปลี่ยนไปเป็นกรดยูริคได้มาก เช่น เครื่องในสัตว์ ปลาดุก กุ้ง ไก่ ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วดำ ชะอม กระถิน เป็นต้น

สำหรับคนที่มีระดับกรดยูริคในเลือด มากกว่า 7 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แต่ไม่มีข้ออักเสบ ไม่มีปุ่มปมของเก๊าท์ที่เรียกว่า โทฟัส และไม่มีนิ่วทางเดินปัสสาวะ จะไม่เรียกว่าเป็นโรคเก๊าท์ แต่เรียกว่าเป็นบุคคลที่ระดับกรดยูริคสูงชนิดไม่มีอาการ

ปัจจัยทางพันธุกรรม

พบว่าร้อยละ 18 ของผู้ป่วยโรคเก๊าท์ จะมีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคเก๊าท์เช่นกัน กลไกการเกิดโรคเก๊าท์เชื่อว่ามีปัจจัยทางพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย พบโรคเก๊าท์นี้มากในสายเลือดเดียวกัน เช่น พี่เป็น น้องเป็น และพ่อเป็น ลูกเป็น เป็นต้น

โรคพันธุกรรมที่พบน้อยบางชนิด ทำให้ร่างกายสร้างกรดยูริคออกมาในปริมาณที่มากเกิน ได้แก่

  1. hypoxanthine-guanine phosphoribosyl transferase deficiency (Lesch-Nyhan syndrome)
  2. glucose-6-phosphatase deficiency (von Gierke disease)
  3. fructose1-phosphate aldolase deficiency
  4. PP-ribose-P synthetase variants

เพศและกลุ่มอายุ

โรคเก๊าท์มักเป็นกับผู้ชายวัยสูงอายุ เนื่องจากภาวะกรดยูริคในเลือดที่สูงนั้น จะยังไม่เกิดการตกตะกอน และเกิดข้ออักเสบทันที แต่ต้องใช้ระยะเวลาที่กรดยูริคในเลือดสูงเป็นเวลานานหลายสิบปี พบว่าในผู้ชายที่มีกรดยูริคสูงนั้น ระดับของยูริคในเลือดจะเริ่มสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น และสูงไปนานจนกว่าจะเริ่มมีอาการคืออายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป ส่วนผู้หญิงระดับยูริคจะเริ่มสูงขึ้นหลังจากวัยหมดประจำเดือน เนื่องจากฮอร์โมนเพศหญิงโดยเฉพาะเอสโตรเจนจะมีผลทำให้กรดยูริคในเลือดไม่สูง โดยทั่วไปโรคเก๊าท์พบได้ในเพศชายมากกว่าเพศหญิง โดยทั่วไปก็พบเมื่ออายุมากกว่า 30 ปี ในเพศหญิงส่วนมากก็จะพบแต่ในวัยหมดประจำเดือน ถ้าหากพบโรคเก๊าท์ในเด็กก็ต้องมองหาความผิดปกติของโรคทางพันธุกรรม บางชนิดซึ่งพบได้น้อยมาก
โรคที่พบร่วมกับโรคเก๊าท์

ผู้ป่วยโรคต่อไปนี้ มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเก๊าท์มากขึ้น

  1. โรคอ้วน คนอ้วนมีโอกาสเป็นโรคเก๊าท์ได้มากกว่าคนผอม
  2. โรคเบาหวาน คนไข้โรคเก๊าท์โดยทั่วไปก็พบได้บ่อยว่ามีน้ำหนักตัวมาก และพบโรคเบาหวานได้บ่อย
  3. ไขมันในเลือดสูง โรคไขมันในเลือดสูงโดยเฉพาะระดับไขมันไตรกรีเซอไรด์ ซึ่งพบว่าสูงได้ประมาณร้อยละแปดสิบของคนไข้โรคเก๊าท์ทั้งหมด
  4. ความดันโลหิตสูง จากการศึกษาวิจัยพบโรคความดันโลหิตสูงร่วมกับโรคเก๊าท์ได้บ่อย
  5. โรคหลอดเลือดแข็งผิดปกติ
  6. ผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากสารตะกั่ว
  7. โรคไตวายเรื้อรัง คน ไข้ที่เป็นโรคไตที่มีสมรรถนะของการทำงานของไตลดลงมากก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ ระดับกรดยูริคสูงขึ้น เนื่องจากความสามารถในการขับถ่ายกรดยูริคออกทางปัสสาวะลดลง คนไข้ที่เป็นโรคเก๊าท์อยู่แล้ว และไตเสื่อมลงไปอีกจะทำให้ระดับกรดยูริคสูงขึ้นอีก คนไข้โรคเก๊าท์จะเสียชีวิตจากภาวะไตวายประมาณร้อยละสิบ
  8. โรคเลือดชนิด sickle cell anemia, myeloproliferative disease
  9. ผู้ป่วยโรคเลือดบางชนิด โรคมะเร็ง โดย เฉพาะมะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือได้รับเคมีบำบัด จะทำให้เซลล์ถูกทำลายมากอย่างรวดเร็ว จะทำให้ระดับกรดยูริคในเลือดสูงมากๆ ได้ ทำให้เกิดโรคเก๊าท์ ข้ออักเสบ นิ่วไต หรือแม้แต่ตัวกรดยูริคเองไปอุดตันตามท่อเล็กๆ ในเนื้อไตทำให้เกิดไตวายได้

เหล้าและแอลกอฮอล์

การดื่มเหล้า หรือเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ จะเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเก๊าท์ เนื่องจากไปขัดขวางกระบวนการขับกรดยูริคออกจากร่างกาย อีกทั้งแอลกอฮอล์ช่วยเร่งปฏิกิริยาการสร้างกรดยูริค โดยการเร่งกระบวนการการสลายตัวของสารอะดีโนซีนไตรฟอสเฟตในเซลล์ การดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะการดื่มเบียร์ซึ่งจะทำให้เกิดอาการข้ออักเสบได้ทันที เพราะเบียร์มีสารกวาโนซีนซึ่งเปลี่ยนสภาพเป็นกรดยูริคในร่างกายได้มาก ดังนั้น คนที่มีพฤติกรรมในการดื่ม แอลกอฮอล์ ไวน์หรือเบียร์เป็นประจำ จึงมีโอกาสเป็นโรคเก๊าท์ได้บ่อยกว่าคนที่ไม่มีความประพฤติเช่นนี้ แอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายสร้างกรดยูริคขึ้นมามากกว่าปกติ

ยาบางชนิด

ยาบางชนิดเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคเก๊าท์ โดยจะทำให้ระดับกรดยูริคในเลือดสูง เนื่องจากยาเหล่านี้ไปลดการขับถ่ายกรดยูริคออกทางไต ทำให้เกิดการคั่งของกรดยูริคในเลือด จนกระทั่งทำให้ระดับของกรดยูริคในเลือดสูง

  1. แอสไพริน aspirin
  2. ยาขับปัสสาวะกลุ่ม thiazide
  3. ยารักษาโรคพาร์กินสัน levodopa
  4. ยารักษาวัณโรค เช่น ไพราซินาไมด์ หรืออีแธมบูทอล
  5. ยากดภูมิคุ้มกัน cyclosporin

ขอขอบคุณ

Author

นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ

ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

174 บทความ

ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

การตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยโรคไต

21 สิงหาคม 2556 6.011

การตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยโรคไต และโรคทางเดินปัสสาวะมักจะทำเพื่อวินิจฉัยโรคไตวาย หรือความผิดปกติของไตอื่น ๆ เช่น เมื่อมีอาการบวม การตรวจเลือดเพื่อดูการทำงานของไตอย่างเดียว ไม่จำเป็นต้องงดน้ำ หรืองดอาหารก่อนเจาะเลือด

ยารักษาไวรัสตับอักเสบชนิดซี

8 มีนาคม 2556 4.315

การรักษาโรคตับอักเสบเรื้อรัง ที่เกิดจากไวรัสซี ต้องกำจัดเชื้อไวรัสออกจากร่างกายให้หมด และต้องตรวจไม่พบเชื้อไวรัสซีในเลือดเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือนภายหลังการรักษา จึงจะถือว่าการรักษาได้ผล นอกจากนี้ ยังมุ่งหวังที่จะหยุดยั้งการทำลายเซลล์ตับ

อาการของผู้ป่วยโรคเอดส์

8 สิงหาคม 2556 20.757

แม้ ว่าโรคเอดส์จะยังไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ในปัจจุบัน แต่ถ้าผู้ติดเชื้อเอดส์รู้ตัวได้เร็ว มีการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม ก็สามารถจะใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าต่อไปได้อีกหลายปีทีเดียวล่ะค่ะ เพราะฉะนั้นลองฟังดูนะคะว่า อาการนำที่พบได้บ่อย ๆ

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ