โพสต์ 8 มี.ค. 56 ปรับปรุง 16 ก.ค. 60 6,873 Views

สะอึก

 
 

หลายๆ ท่านคงจะมีประสบการณ์ในการ "สะอึก" มาบ้างแล้ว และทราบดีว่าการที่จะทำให้หยุดสะอึกอย่างจงใจนั้นไม่สามารถจะกระทำได้ การสะอึก (hiccup) เป็นอาการที่เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อกระบังลมที่อยู่ตรงรอยต่อระหว่างช่องปอดและช่องท้องที่เกิดขึ้นเองโดยไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้เกิดการหายใจเอาอากาศเข้าไปก่อน และจะหยุดหายใจเข้านั้น ทันทีทันใด เนื่องจากทางเข้าหลอดลมจะปิด ทำให้เสียงดังของการสะอึกเกิดขึ้นทุกครั้งไป
 
อาการสะอึกเกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อกะบังลมที่อยู่ตรงรอยต่อระหว่างช่องปอด และช่องท้องที่เกิดขึ้นเองได้โดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่คาดว่าเกิดจากมีสิ่งมากระตุ้นเส้นประสาท 2 เส้น คือ เส้นประสาทเวกัส vagus nerve และเส้นประสาทฟรีนิก phrenic nerve ซึ่งเป็นส่วนที่เชื่อมระบบประสาทต่อกับระบบทางเดินอาหารส่วนต้น โดยเสียงสะอึกที่เกิดขึ้นมาจากการหายใจออกขณะที่กะบังลมเกิดการกระตุกทันทีทันใด ทำให้เกิดเสียงดังของการสะอึกขึ้น อาการสะอึกอาจเกิดขึ้นเป็นช่วงสั้นๆ และหายไปได้เอง อาจใช้เวลาเป็นวินาทีหรือ 2-3 นาที ซึ่งอาจพบได้บ่อยๆ แต่ถ้าหากสะอึกอยู่นานๆ เป็นครั้งค่อนชั่วโมงหรือเป็นวันๆ อาจจะต้องหาสาเหตุว่ามาจากโรคของอวัยวะต่างๆ ควบคู่กันไปด้วย เช่น โรคเกี่ยวกับอวัยวะในช่องท้อง ในช่องปอด ในระบบสมองและประสาทส่วนกลาง เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสะอึกที่เกิดขึ้นในขณะนอนหลับจะมีความหมายมากกว่าการสะอึกในเวลากลางวัน
 
กลไกการสะอึก
 
ขณะที่หายใจเข้า กะบังลมที่อยู่ตอนล่างของช่องอกจะเคลื่อนลงล่าง ทำให้ปอดขยายตัว และดึงดูดให้อากาศเข้าปอด
กะบังลมเกิดการกระตุก ทำให้ลมหายใจตีกลับขึ้นข้างบน ขณะที่ลิ้นกล่องเสียงปิด ตัดกระแสลม ทำให้เกิดเสียงสะอึกขึ้น
ในที่สุดลิ้นกล่องเสียงเปิด กะบังลมคลายตัว และลมหายใจออกจากปอด
แม้ว่ากลไกการเกิดการสะอึก ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าอาการนี้อาจจะเป็นการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติชนิดหนึ่ง โดยศูนย์กลางของการสะอึกจะอยู่บริเวณก้านสมองบริเวณเมดัลลา แล้วเชื่อมระบบประสาทต่อกับระบบทางเดินอาหารส่วนต้นด้วยเส้นประสาทเวกัสและเส้นประสาทฟรีนิก

ขอขอบคุณ

Author

นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ

ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

174 บทความ

ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

เรียนรู้ “ยูโร 2012”

4 สิงหาคม 2556 2.220

ถ้าเอ่ยถึงยูโร 2012 ในปัจจุบันอาจหมายความถึงวิกฤตหนี้ยูโรโชนที่ทำให้หลายประเทศในทวีปยุโรปสะบัดร้อนสะบัดหนาวกันอยู่ แต่ขณะเดียวกันเมื่อพูดถึง “ยูโร 2012” ในชั่วโมงนี้ คนทั่วโลกน่าจะคิดถึงฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่กำลังแข่งขันกันอยู่ระหว่างวันที่ 8 มิ.ย.55 ถึง 1 ก.ค. 55 นี้ คนไทยเรามีฟุตบอลกันอยู่ในหัวใจมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นทัวร์นาเมนต์ไหนคนไทยก็ไม่พลาด แม้ว่าปีนี้ทีวีบางบ้านอาจมีจอดำกันบ้างแต่ก็คงพออาศัยข้างบ้านหรือใช้เสาหนวดแมว หนวดกุ้งหรือเสาก้างปลาแทนชั่วคราวกันไปก่อน ถ้าท่านมีโอกาสไปแถวปราจีนบุรีก็อาจเห็นเสาอากาศไทยประดิษฐ์แบบกะละมังซึ่งก็สามารถรับสัญญาณได้ไม่น้อยหน้าเสาอากาศชนิดไหนๆ เนื่องจากการแข่งขันถือเอาเวลาในประเทศยุโรปเป็นหลักซึ่งก็ต่างจากเวลาของประเทศไทยอยู่ราว 6 ชั่วโมง หัวข้อการสนทนาเรื่องนี้จึงเหมาะกับสภากาแฟในตอนเช้าของบ้านเรามาก

อาการปวดหลังเรื้อรังที่เกิดจากโรคข้ออักเสบต่างๆ

3 สิงหาคม 2556 2.575

โรคข้ออักเสบ อาทิเช่น โรครูมาตอยด์(Rheumatoid) โรคเก๊าต์(Gout) โรคข้อสันหลังอักเสบแบบยึดติด(AnkylosingSpondilitis) และโรคข้ออักเสบอื่นๆ สามารถทำให้เกิดอาการปวดหลังเรื้อรังได้อาการของผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะแยกยากจากอาการปวดหลังเรื้อรังที่เกิดขึ้นจากสาเหตุอื่น

อันตรายจากแสงแดด

6 มิถุนายน 2556 2.206

แสงแดดจัดว่าเป็นสิ่งที่ให้คุณอนันต์แต่ก็มีโทษมหันต์ แพทย์โรคผิวหนังมีความเห็นว่า แสงแดดให้โทษต่อผิวหนังมากกว่าให้คุณ ทำให้ผิวหนังไหม้เกรียม

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ