โพสต์ 17 ก.พ. 57 ปรับปรุง 24 เม.ย. 61 24,986 Views

สมองฝ่อในผู้สูงอายุ

สมองฝ่อในผู้สูงอายุ

 สมองฝ่อเป็นความผิดปกติของสมอง โดยเฉพาะด้านความจำที่เสื่อมลงไปทีละน้อย มีการเสื่อมของเซลล์สมอง มีจำนวนเซลล์น้อยลง สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบ แต่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุประมาณ 75 ปีขึ้นไป สภาวะเลือดไปเลี้ยงสมองน้อย ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคสมองฝ่อ ในคนสูงอายุที่มีอาการนี้ อาจเกิดจากการอุดตันของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองหลายๆ เส้น เกิดการตายของเซลล์สมองหลายๆ ตำแหน่ง ขนาดไม่ใหญ่ถึงกับทำให้คนสูงอายุนั้นเป็นอัมพาต ไม่มีอาการอะไรรุนแรง นอกจากความจำเสื่อม ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มทีมีแอลกอฮอล์มาก มีส่วนทำให้เกิดโรคสมองฝ่อได้มากกว่าผู้ที่ไม่ดื่ม

ความเสื่อมของร่างกายนั้นเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยชรา ไม่เพียงแต่สมองเท่านั้นที่เสื่อมลง อวัยวะอื่นๆ ก็เสื่อมด้วย เช่น ผิวหนังเหี่ยวย่น ผมหงอก ผมร่วง ฟันโยกคลอน ตาฝ้าฟาง หูตึง เป็นต้น "สมองฝ่อ" หมายถึงการที่เนื้อสมองสูญหายไปจำนวนหนึ่ง มักเกิดกับคนชรา ที่จริงแล้วไม่ใช่โรคแต่เป็นความเสื่อมที่เกิดขึ้นตามวัย คนแก่บางคนอายุมากแล้วสมองยังไม่ฝ่อก็มี

 

สมองมนุษย์

สมองมนุษย์มีเซลล์ที่พัฒนามาอย่างวิเศษ เรียกว่า เซลล์ประสาท (neurons) ประมาณ 140,000 ล้านเซลล์ แต่ละเซลล์จะมีกิ่งก้านสาขาเชื่อมติดกับเซลล์ประสาทอื่นๆ ถึง 15,000 จุดเชื่อมต่อ ซึ่งจะเห็นได้ว่า มีความสลับซับซ้อนกว่าคอมพิวเตอร์ที่ว่ายุ่งยากสุดๆ แล้วเสียอีก เซลล์ประสาทจะสร้างสัญญาณไฟฟ้า และสารเคมีเพื่อส่งสัญญาณข้อมูลต่อจากเซลล์ประสาทหนึ่งไปยังอีกเซลล์ประสาทหนึ่งทั่วสมอง และระบบประสาท นอกจากนี้เซลล์ประสาทยังสร้างสารเคมีพิเศษ (neurotransmitter) ซึ่งเอื้ออำนวย ต่อการส่งสัญญาณประสาทโดยสารนี้จะไหลออกไปช่วยเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาท 2 ตัว

 

อาการ

  1. สำหรับอาการของโรคสมองฝ่อ จะเริ่มต้นจากการลืมเหตุการณ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้น ต่อมาจะเกี่ยวข้องกับสมองในด้านการรับรู้ การเข้าใจ และการมีเหตุผล ขาดความสนใจในเหตุการณ์หรือกิจกรรมรอบๆ ตัวเอง และถ้าเป็นมากขึ้น บุคลิกภาพของผู้สูงอายุนั้นจะเสียไป
  2. บางรายมีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อแขนและขา ทำให้เคลื่อนไหวลำบาก
  3. กรณีที่เกิดสมองฝ่อแล้วไม่มีอาการอะไรก็ไม่ต้องไปวิตกกังวล ยกเว้นว่าจะมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย เช่น ความจำเสื่อม หลงลืม เชาวน์ปัญญาลดลง อารมณ์และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง เป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาต ช่วยเหลือตนเองได้น้อยลงเหมือนถอยหลังกลับไปเป็นเด็ก อย่างนี้ถึงจะจัดว่าเป็นโรคทางสมอง
  4. ส่วนอาการ "ขี้หลงขี้ลืม" นั้น ต้องแยกแยะให้ดี เพราะเกิดขึ้นกับคนแก่เกือบทุกคนหรือแม้แต่วัยกลางคน ส่วนมากมักไม่ใช่โรคอัลไซเมอร์ แต่เป็นเรื่องปกติของคนที่มีเรื่องราวสะสมในหัวมาก เมื่อเรื่องมากก็ต้องลืมง่ายเป็นธรรมดา โดยเฉพาะคนแก่มักลืมเหตุการณ์ใหม่ๆ แต่ไม่ยอมลืมความหลังครั้งเก่า ซึ่งอาการขี้ลืมนี้จะยังไม่มากถึงขั้น "หลงลืม " จนทำให้คนอื่นผิดสังเกต เช่น กินข้าวแล้วแต่บอกว่ายังไม่ได้กิน สติปัญญาลดลงจนผิดสังเกต รวมทั้งมีอาการผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย

 

การรักษา

  1. สำหรับการรักษาโรคสมองฝ่อนั้น จะเห็นได้ว่าสาเหตุบางอย่างสามารถแก้ไขได้ เช่น สภาวะเลือดไปเลี้ยงสมองลดน้อยลงในระยะเริ่มต้น และได้รับการรักษาทันท่วงที ก็อาจป้องกันการเกิดโรคสมองฝ่อได้ หรือการรับประทานยาบางอย่าง เช่น ยานอนหลับ ยาแก้ปวด ก็อาจมีส่วนทำให้มีอาการโรคสมองฝ่อได้
  2. ส่วนโรคสมองฝ่อที่เกิดขึ้นแล้วไม่ทราบสาเหตุ การรักษาคงเป็นการรักษาตามอาการ
  3. สำหรับวิธีการชะลอความเสื่อมที่เป็นที่ยอมรับและ ได้ผลดีตามวิถีธรรมชาติ ก็คือหลัก 5 อ ได้แก่ อาหารดี อากาศดี ออกกำลังกายดี อุจจาระ (ขับถ่ายดี) และอารมณ์ (จิตใจ) ดี

 

การพยากรณ์โรค

โดยปรกติการทำนายภาวะ หรือพยากรณ์โรคสมองเสื่อมนั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรคในผู้ป่วยกลุ่มที่เกิดจากโรค ที่สามารถรักษาต้นเหตุได้ จะมีการพยากรณ์โรคดีมาก ส่วนใหญ่กลุ่มผู้ป่วยที่เกิดจากโรคที่รักษาไม่หาย ในปัจจุบันมักจะมีการดำเนินต่อไปของโรคโดยจะมีอาการของโรคลดลงเรื่อยๆ การรักษาทางยามักจะเพียงช่วยประทังอาการของโรคเท่านั้น แต่การรักษาตามอาการของโรคจะมีบทบาทสำคัญยิ่ง การดูแลผู้ป่วย และยอมรับของญาติ เป็นปัจจัยที่มีส่วนอย่างมากในการพยากรณ์ของโรคในระยะยาว เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะมีอายุยืนนานใกล้เคียงกับคนปรกติทั่วไป ส่วนสาเหตุการสูญเสียชีวิตในผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม มักจะเกิดจากโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น การอักเสบของปอด การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ การติดเชื้อที่แผลนอนทับ และโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น

 

แนวทางการปรับตัวสำหรับผู้สูงวัย

ผู้ที่กำลังเข้าสู่สภาวะผู้สูงวัย คืออายุประมาณ 60 ปีขึ้นไป ต้องเข้าใจ และยอมรับถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกายที่เสื่อมถอยลง รวมถึงอารมณ์ ความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกับร่างกาย สิ่งสำคัญที่ผู้ที่กำลังจะเป็นผู้สูงวัย หรือที่เป็นผู้สูงวัยแล้ว ต้องเข้าใจตนเอง สามารถจำแนกได้หลายประการคือ

  1. การยอมรับสภาพร่างกายของตนเอง ว่าไม่ทัดเทียมกับคนอายุน้อยกว่า หรือคนรุ่นหลัง ดังนั้นการทำงานที่ต้องอาศัยสมรรถนะของร่างกายด้านกายภาพ จึงด้อยกว่าโดยสภาพ ไม่ควรแข่งขันหรือพยายามต้องให้ทัดเทียมกับคนที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว
  2. พยายามใช้สมองให้ทำงานอย่างสม่ำเสมอ ติดตามข้อมูลข่าวสารตามความเหมาะสม เพื่อยังคงมีกระบวนการทำงานของสมองอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง ขณะเดียวกันจะได้เรียนรู้เรื่องราวสังคมของเยาวชนรุ่นลูก-หลาน เพื่อให้ตัวเราเข้าใจความเป็นไปพฤติกรรมของสมาชิกในครอบครัว และสามารถปรับตัวเข้าหากันได้
  3. สร้างรูปแบบการปฏิบัติตัวในแต่ละวัน เพื่อให้มีกิจกรรมที่เราปฏิบัติอยู่สม่ำเสมอ (นาฬิกาชีวิต) ซึ่งจะมีผลต่อสภาวะจิตใจของผู้สูงวัย ว่าเรายังมีประโยชน์ มีคุณค่าและยังช่วยเหลือผู้อื่นได้ ยังมีคนอื่นต้องพึ่งเราอยู่ ซึ่งตัวผู้สูงวัยก็จะเกิดความกระตือรือล้น มุ่งมั่นที่จะรักษาความเข้มแข็งไว้ให้เป็นที่พึ่งพาของคนอื่นๆได้
  4. ทำจิตใจให้มีแต่ความสุข ไม่ควรกักตัวเองไว้กับความหดหู่ เศร้าซึม หรือแยกตัวเองไปอยู่โดดเดี่ยว ควรตั้งใจที่จะนำประสบการณ์ที่ตัวเรามีไปถ่ายทอดต่อคนรุ่นหลังให้เป็นประโยชน์ หรือประยุกต์ใช้ในสังคมต่อไป รวมถึงการพัฒนา EQ/IQ3 ให้แก่เด็กในครอบครัว ฯลฯ
  5. ออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ด้วยวิธีการที่เหมาะสมต่อสภาพร่างกาย ไม่จำเป็นต้องฝึกหรือออกกำลังให้แข็งแรงแบบวัยหนุ่มสาว เนื่องจากความทนทาน ประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ไขข้อ แตกต่างกัน

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

โรคเลือดจางธาลัสซีเมีย

24 กันยายน 2556 3.518

โรคเลือดจางธาลัสซีเมีย พบประเทศไทยเป็นพาหะโรคธาลัสซียเมียมากถึงร้อยละ 30-40 ของประชากรหรือประมาณ 18-24 ล้านคน และมีผู้เป็นโรคประมาณร้อยละ 1 หรือประมาณ 6 แสนคนของประชากรทั้งหมด โรคเลือดจางธาลัสซีเมีย เป็นโรคเลือดจางที่มีสาเหตุจากความผิดปกติทางพันธุกรรม

นาโนเทคโนโยโลยี

17 กุมภาพันธ์ 2557 3.443

Nanotechnology จัดเป็นคลื่นลูกที่สามที่ได้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำมาประยุกต์ใช้ในทางการแพทย์และเภสัชกรรม รวมทั้งในวงการอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมอุตสาหกรรมการผลิต นักวิชาการจำนวนมากทำนายไว้ว่า Nanotechnology คลื่นลูกที่สามซึ่งตามมาหลังจากเทคโนโลยีสารสนเทศ Information Technology

เรื่องต้องรู้… การดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวาน ในสถานการณ์น้ำท่วม

15 กุมภาพันธ์ 2557 1.017

จากวิกฤติการณ์อุทกภัยที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ทั้งความเป็นอยู่ อาหารการกิน การพักผ่อนหลับนอน สภาพจิตใจ รวมทั้งปัญหาสุขภาพที่ตามมาอีกมากมาย สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมนี้ ดังนั้นจึงควรมีความรู้เบื้องต้นในการดูแลรักษาสุขภาพของตนเพื่อรับมือไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาในช่วงนี้

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ