โพสต์ 2 ส.ค. 56 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 5,193 Views

วันโรคพิษสุนัขบ้าโลก 2012 (World Rabies Day 2012) : โรคพิษสุนัขบ้า..ป้องกันได้..ง่ายนิดเดียว

วันโรคพิษสุนัขบ้าโลก 2012  (World Rabies Day 2012) : โรคพิษสุนัขบ้า..ป้องกันได้..ง่ายนิดเดียว

ช่วง ปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีข่าวฮือฮาว่า กระต่ายสัตว์เลี้ยงแสนน่ารักไล่กัดคนในบ้าน จนเกิดกระแสข่าวว่าเชื้อพิษสุนัขบ้าเกิดการกลายพันธุ์แล้วติดไปถึงกระต่าย รวมถึงสัตว์อื่นๆ ได้ แท้ที่จริงแล้วโรคพิษสุนัขบ้านั้นเกิดได้กับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดไม่ ว่าจะเป็น แมว หนูแฮมสเตอร์ กระต่าย แกะ แพะ วัว ควาย แต่เนื่องจากประเทศไทยแปลชื่อโรคนี้จากภาษาอังกฤษคือ Rabies (เรบี่ส์) เป็นภาษาไทยว่า “โรคพิษสุนัขบ้า” ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าต้องระวังภัยแต่เฉพาะสุนัขเท่านั้น เรื่องชื่อภาษาไทยนี้ถึงขั้นเป็นประเด็นเสนอให้เปลี่ยนจากชื่อโรคพิษสุนัข บ้าเป็นโรคเรบี่ส์ (Rabies)1 เพื่อจะได้เข้าใจตรงกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

 

วันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก (World Rabies Day) จัดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 20072 โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้จัดตรงกับวันที่ 28 กันยายนของทุกปี เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงอันตรายจากโรคพิษสุนัขบ้าและร่วมมือร่วมใจป้องกัน โรคนี้ด้วยการให้วัคซีนกับสัตว์เลี้ยงของท่าน โดยเฉพาะกลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

สถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าในปัจจุบัน3

ปัจจุบัน ยังคงมีการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าเกิดขึ้นทุกปี โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวเกือบหกหมื่นคนจากกว่า 150 ประเทศทั่วโลก4 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศด้อยพัฒนาในทวีปแอฟริกา หรือประเทศที่กำลังพัฒนาในทวีปเอเชีย และพบว่าร้อยละ 40 เป็นเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี ส่วนประเทศในทวีปยุโรปมีการควบคุมโรคที่ดีกว่าและพบว่าพาหะนำโรคส่วนใหญ่ เป็นสัตว์ป่า เช่น สุนัขจิ้งจอก วิธีการป้องกันโรคโดยให้วัคซีนชนิดรับประทานแก่สัตว์ป่าดังกล่าว ซึ่งส่งผลดีเป็นอย่างยิ่งและส่งทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าลดลง เรื่อยๆ ทั้งนี้สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการควบคุมโรค นี้โดยไม่พบผู้ป่วยติดโรคนี้เลยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1986  สำหรับประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดานั้นพบว่าพาหะนำโรคมักเป็นสัตว์ป่าจำพวก สกั๊งค์ แรคคูน และสุนัขจิ้งจอก ในขณะที่ประเทศในแถบทวีปเอเชียและแอฟริกา สัตว์ที่เป็นพาหะกว่าร้อยละ 90 คือสุนัข

องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) กำหนดเป้าหมายไว้ว่า ภายในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ.2020) หรืออีก 8 ปีข้างหน้าจะต้องกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไปจากโลกนี้เหมือนที่เคยทำสำเร็จ กับโรคไข้ทรพิษมาแล้ว การกำจัดโรคดังกล่าวจำเป็นต้องดำเนินการฉีดวัคซีนให้สุนัขให้ได้ร้อยละ 80 ของจำนวนสุนัขทั้งหมด ซึ่งหน่วยงานภาครัฐได้มีการจัดโครงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับ สัตว์เลี้ยงและสัตว์จรจัดตามชุมชนเป็นประจำทุกปี เพียงแต่เราทุกคนต้องตระหนักถึงความสำคัญและให้ความร่วมมือในการนำสัตว์ เลี้ยงมาฉีดวัคซีน รวมถึงช่วยกันสังเกตอาการของสัตว์จรจัด หากมีอาการเข้าข่ายควรให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อเข้าพื้นที่เพื่อจัดการ อย่างรวดเร็ว

สำหรับประเทศไทยเนื่องจากมีโครงการรณรงค์ฉีดวัคซีน ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้แนวโน้มผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจากพิษสุนัขบ้าลดลงเรื่อยๆ ในปี พ.ศ. 2523 มียอดผู้เสียชีวิตสูงถึง 370 คน และลดลงเหลือ 30 คนในปี พ.ศ. 2545 และเหลือเพียง 14 คนในปี พ.ศ. 25535  ข้อมูลล่าสุดจากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข6 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2555 พบผู้ป่วย 3 รายจาก 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง กาญจนบุรี และ นครศรีธรรมราช โดยผู้ป่วยทุกรายเสียชีวิต คิดเป็นอัตราป่วยน้อยกว่า 0.001 ต่อแสนประชากร ซึ่งจะเห็นได้ว่าการติดเชื้อพิษสุนัขบ้าในประเทศไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เรื่อยๆ

เนื่องในวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก 2012 (World Rabies Day 2012) ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ ขอเสนอบทความเจาะลึกเพื่อให้เรารู้ทันโรคพิษสุนัขบ้าหรือโรคเรบี่ส์กันค่ะ

 โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies)

เป็น โรคติดต่อชนิดหนึ่งที่เกิดจากเชื้อไวรัสเรบี่ส์ (Rabies Virus) เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดรอยโรคภายในสมอง เกิดอาการทางระบบประสาทอย่างรวดเร็วจนถึงแก่ความตาย ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคพิษสุนัขบ้า ดังนั้นไม่ว่าคนหรือสัตว์ที่ติดเชื้อนี้มักจะเสียชีวิตทั้งหมด แต่โชคดีที่เรามีวัคซีนที่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดโรคนี้ได้ (Preventable disease)8 เพียงแค่นำสัตว์เลี้ยงหรือสัตว์จรจัดมาฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งในปัจจุบันถือเป็นวิธีการป้องกันโรคนี้ที่ดีที่สุด 

พาหะนำโรคพิษสุนัขบ้า

พาหะ นำโรคได้แก่ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า เช่น สุนัข แมว กระต่าย  หนู กระรอก กระแต ลิง ชะนี แพะ แกะ วัว ควาย ค้างคาว เป็นต้น ส่วนมนุษย์มักติดเชื้อนี้จากการถูกสัตว์ดังกล่าวกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ที่ไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า 

วิธีการแพร่เชื้อพิษสุนัขบ้า

เชื้อ ไวรัสเรบี่ส์พบได้ในน้ำลายของสัตว์ที่ติดเชื้อชนิดนี้อยู่ เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายคนผ่านทางบาดแผลหรือเนื้อเยื่ออ่อน ไม่ว่าจะโดยการเลีย การข่วน หรือการโดนสัตว์ขบกัดเพียงเล็กน้อย ก็ทำให้เชื้อที่อยู่ในน้ำลายสัตว์เข้าสู่แผลได้เช่นกัน นอกจากนี้บริเวณเยื่อบุตา เยื่อบุจมูก เยื่อบุช่องปาก เยื่อบุทวารหนักและอวัยวะสืบพันธ์ที่แม้จะไม่มีบาดแผล ก็สามารถสัมผัสกับเชื้อพิษสุนัขบ้าได้เช่นกัน สำหรับการแพร่เชื้อจากคนไปสู่คนนั้นยังไม่เคยมีรายงานปรากฏ

การดำเนินของโรคพิษสุนัขบ้า4,9

เมื่อ เชื้อเข้าสู่ร่างกายจะใช้เวลาฟักตัวประมาณ 1-3 เดือนโดยที่ผู้ติดเชื้อยังไม่มีอาการใดๆ บางรายเชื้ออาจใช้เวลาฟักตัวนานถึง 1 ปี ก่อนจะแสดงอาการ ระยะเวลาฟักตัวที่แตกต่างกันนี้ขึ้นกับหลายปัจจัย ได้แก่ ความรุนแรงของแผล ระยะทางจากแผลสู่สมอง จำนวนเชื้อที่ได้รับ และความดุของเชื้อ เป็นต้น

เมื่อผ่านระยะฟักตัวแล้วผู้ป่วยจะมีไข้ ต่ำๆ อยู่ประมาณ 2-3 วัน อาจรู้สึกปวดเมื่อยตัว อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คันหรืออาจปวดแสบร้อน ปวดลึกๆ หรือรู้สึกชาบริเวณแผลที่โดนกัดทั้งๆที่แผลอาจจะหายเป็นปกติแล้ว เมื่อเชื้อเคลื่อนที่จากเส้นประสาทส่วนปลายเข้าสู่ไขสันหลังและสมองก็จะ เพิ่มจำนวนเชื้อ และเกิดอาการทางระบบประสาทต่างๆ ตามมา

ในช่วงระยะ ติดต่อหรือระยะที่สัตว์สามารถแพร่เชื้อได้ คือ ช่วงเวลา 3-10 วันก่อนที่สัตว์ตัวนั้นจะแสดงอาการ ไปจนถึงวันที่สัตว์นั้นเสียชีวิต นั่นหมายความเมื่อเราสัมผัสน้ำลายของสัตว์ ไม่ว่าจะโดยการถูกกัดเป็นรอยแผลใหญ่ หรือแค่แผลเล็กๆ หรือเพียงรอยข่วน ไม่ว่าแผลนั้นจะมีเลือดออกหรือไม่ก็ตาม หรือแค่โดนเลีย หากไม่แน่ใจว่าสัตว์ตัวนั้นฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแล้วหรือยัง ให้เราคิดไว้เสมอว่าสัตว์ตัวนั้นมีเชื้อไวรัสเรบี่ส์อยู่ในตัว เพื่อที่เราจะได้ไม่ชะล่าใจและไม่ประมาท

อาการของสัตว์ที่เป็นโรคเรบี่ส์ จะมี 2 ประเภทหลัก คือ

1. ประเภทอาการดุร้าย เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด สัตว์มักแสดงอาการดุร้ายมากกว่าปกติ ไล่กัด
คน หรือสัตว์อื่นๆที่อยู่ใกล้เคียง หากโดนกักขังอาจกัดโซ่กัดกรงอย่างเกรี้ยวกราดจนฟันหัก หรือจนกระทั่งลิ้นเป็นแผลมีเลือดออก อาการดุร้ายจะเกิดขึ้นเพียงแค่ 2-3 วัน หลังจากนั้นจะค่อยๆ อ่อนเพลีย ขาหลังไม่มีแรง เดินโซเซ และตายในที่สุด

2. ประเภทอาการเซื่องซึม สังเกตอาการได้ยากมากเนื่องจากมักไม่ไล่กัดผู้อื่นหากไม่ถูกรบกวน
แต่ จะเซื่องซึม ปากอ้าไม่ยอมหุบ ลิ้นสีแดงคล้ำห้อยออกมานอกปาก อาจดูกระสับกระส่ายผุดลุกผุดนั่ง หรือ ยืนและเดินไปมาบ่อยๆ หรือกินของแปลกๆ เช่น ใบไม้ ก้อนหิน หรือปัสสาวะของตัวเอง

สำหรับคนที่ติดเชื้อเรบี่ส์ จะมีอาการ 2 ประเภทหลักเช่นกัน คือ
 
1. ประเภทอาการคลุ้มคลั่ง
อาการเกิดรวดเร็ว ผู้ป่วยมักมีอาการรู้ตัวปกติสลับกับตื่นเต้นง่าย
กระวน กระวายและไวต่อสิ่งเร้าต่างๆ เช่น กลัวแสง กลัวเสียงดัง อาจมีอาการกลัวลมหรือกลัวน้ำ มีน้ำลายมากผิดปกติ กลืนน้ำลายลำบากและเจ็บมากเวลากลืนเนื่องจากกล้ามเนื้อที่ใช้ในการกลืนมี อาการเกร็งตัวจนต้องบ้วนทิ้ง บางที่จึงเรียกโรคนี้ว่า “โรคกลัวน้ำ” อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นประมาณ 1- 2 สัปดาห์ ต่อมาผู้ป่วยจะเริ่มซึมลงและเริ่มไม่รู้สึกตัว ในระยะ 24 ชั่วโมงสุดท้ายความดันโลหิตของผู้ป่วยจะต่ำลงมากจนช็อก อาเจียนเป็นเลือด เกิดอาการชัก และระบบทางเดินหายใจเป็นอัมพาตจนหยุดทำงานและเสียชีวิตในที่สุด

2. ประเภทอาการเซื่องซึม พบอาการประเภทนี้ประมาณร้อยละ 30 ของผู้ป่วย อาการจะค่อยเป็น
ค่อยไปอย่างช้าๆ และผู้ป่วยมักเสียชีวิตภายใน 2 สัปดาห์หลังจากที่มีอาการ

แนวทางการปฏิบัติตัวเมื่อโดนสัตว์กัดหรือข่วน10

 1. รีบล้างแผลทันทีด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง เพื่อล้างเลือดและน้ำลายของสัตว์นั้นออกจากแผล

 2. จากนั้นฟอกสบู่ 2-3 ครั้งให้ลึกถึงก้นแผล แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด อย่างน้อย 15 นาที

 3. เช็ดแผลด้วยแอลกอฮอล์และใส่ยาทาแผลสดโพวิโดนไอโอดีน (povidone iodine) หรือทิงเจอร์ไอโอดีน

 4. ควรรีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุดภายในวันนั้น

หมายเหตุ : เชื้อเรบี่ส์เป็นเชื้อที่ตายได้ง่าย โดยเชื้อจะตายอย่างรวดเร็วภายในเวลา 5 -10 นาที เมื่อทำความสะอาดแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น แอลกอฮอล์ ทิงเจอร์ไอโอดีน หรือล้างด้วยสบู่หรือผงซักฟอก นอกจากนี้เชื้อจะตายอย่างรวดเร็วภายใน 1 ชั่วโมงเมื่อถูกแสงแดดหรือแสงอัลตราไวโอเลต และเชื้อจะตายภายใน 1 ชั่วโมงหากถูกต้มเดือด

การเฝ้าสังเกตอาการและส่งซากสัตว์เมื่อเสียชีวิต

 1. หากสามารถติดตามสัตว์ตัวนั้นได้ ให้จับขังกรงเฝ้าสังเกตอาการอย่างน้อย10-15 วัน หากสัตว์นั้นยังคงมีอาการปกติดีจึงปล่อยเป็นอิสระได้

 2. หากสัตว์เสียชีวิตขณะเฝ้าสังเกตอาการ     

  -  ถ้าเป็นสัตว์ขนาดเล็ก เช่น แมว หนู กระต่าย กระแต ค้างคาว ให้นำซากทั้งตัวส่งตรวจพิสูจน์เชื้อที่ปศุสัตว์ โดยสวมถุงมือยางก่อนที่จะจับซากสัตว์และนำใส่ถุงพลาสติกปิดมิดชิดทุกครั้ง

  -  ถ้าเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น สุนัข วัว ควาย ให้ตัดเฉพาะซากศีรษะ ทั้งนี้ผู้ตัดซากสัตว์ต้องไม่มีบาดแผลบริเวณมือ และต้องสวมถุงมือยางขณะตัดซากสัตว์ และควรครอบปากสัตว์ด้วยถุงพลาสติกก่อนการตัดศีรษะเพื่อ ป้องกันไม่ให้ระวังน้ำลายสัตว์กระเด็นใส่ มัดซากสัตว์ใส่ถุงพลาสติกมัดให้แน่น ใส่ในภาชนะที่มีน้ำแข็งหล่อ และส่งไปที่ห้องชันสูตรภายใน 24 ชั่วโมง ถุงมือยางหรือถุงพลาสติกที่สัมผัสซากสัตว์แล้วไม่ควรนำมาใช้ซ้ำ แต่ควรเผาทำลาย ส่วนเสื้อผ้า มีด ควรทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือต้มเดือด 10 นาที

  - หากเป็นสัตว์จรจัด สัตว์ป่า ไม่จำเป็นต้องติดตามหา แต่ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนทันที

แนวทางการรักษาโรคพิษสุนัขบ้า10

ใน ระหว่างรอผลการวินิจฉัยจากซากสัตว์ ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาเพื่อป้องกันการเกิดอาการและป้องกันการเสียชีวิต โดยจำแนกผู้ป่วยดังนี้   
                                                                                                                 
กลุ่ม ที่ 1 (Category I) ผู้ป่วยที่สัมผัสสัตว์หรือโดนเลีย แต่ไม่มีบาดแผล ผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า

กลุ่ม ที่ 2 (Category II) ผู้ป่วยที่โดนข่วนหรือมีแผลเปิดเล็กน้อยโดยไม่มีเลือดออก ให้ทำแผลและฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้า (Rabies Vaccine) ชนิด PCEC เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทาน โดยอาจใช้วิธีฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งละ 1 เข็ม หรือฉีดเข้าชั้นผิวหนังที่แขน ฉีดรวมทั้งหมด 5 ครั้งในวันที่ 0, 3, 7, 14 และ 30 นับจากวันที่ถูกกัด (วันที่ 0 คือวันที่ถูกกัด) ซึ่งจำเป็นต้องฉีดให้ครบทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 3 เข็มแรก  
                                         
กลุ่ม ที่ 3 (Category III) ผู้ป่วยที่โดนกัดมีแผลลึกฉกรรจ์ หรือโดนกัดที่ใบหน้า หรือมีหลายแผล ควรทำแผลและฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า ร่วมกับการฉีดสารภูมิต้านทานต่อเชื้อเรบี่ส์ (Rabies Immunoglobulin) ชนิด ERIG หรือ HRIG โดยฉีดรอบแผล

ในกรณีที่แผลลึกมาก สกปรกมากและเสี่ยงต่อการติดเชื้อบาดทะยัก แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักร่วมด้วย

การ รักษาผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้า ส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการและประคับประคองอาการ ซึ่งอาจต้องแยกผู้ป่วยในห้องที่เงียบสงบ ให้สารน้ำเข้าเส้นเลือดทดแทนอาหารเนื่องจากผู้ป่วยไม่สามารถกลืนอาหารเองได้ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมีอาการอยู่ 2-6 วันและเสียชีวิตในที่สุด เมื่อผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว ควรส่งเนื้อสมองมาตรวจเพื่อหาเชื้อที่เป็นสาเหตุที่แท้จริง

การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

วิธี ที่มนุษย์จะป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้ที่ดีที่สุด คือ การนำสัตว์เลี้ยงและสัตว์จรจัดมาฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าปีละครั้ง โดยสามารถฉีดได้ตั้งแต่สัตว์นั้นมีอายุ 3 เดือนขึ้นไป และให้ฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 1 เดือน หลังจากนั้นให้ฉีดป้องกันทุกปีครั้งเป็นประจำทุกปี

นอก จากนี้ยังควรวัคซีนฉีดป้องกันพิษสุนัขบ้าให้กับคนที่ประกอบอาชีพเสี่ยงต่อ การติดโรคนี้ เรียกว่า pre-exposure immunization  ยกตัวอย่างอาชีพที่เสี่ยงเช่น สัตวแพทย์  สัตวบาล  หรืออาชีพที่ต้องสัมผัสกับสัตว์ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง หรือกลุ่มคนที่ต้องเดินทางไปในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อพิษสุนัขบ้า รวมถึงเด็กที่อาศัยอยู่พื้นที่ที่เสี่ยงต่อการถูกสัตว์กัด เป็นต้น

การควบคุมโรค

หาก พบสัตว์ที่สงสัยว่าจะเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ควรแจ้งให้หน่วยงานปศุสัตว์ประจำพื้นที่ทราบเพื่อจัดการกับสัตว์ดังกล่าว นั้น รวมถึงควบคุมสัตว์ในบริเวณใกล้เคียงโดยรอบเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ ไวรัสชนิดนี้
 
สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าชมนิทรรศการและรับฟังการเสวนาความรู้ในวัน
ป้องกัน โรคพิษสุนัขบ้าโลก โดยปีนี้งานจัดขึ้นที่จามจุรีสแควร์ ตั้งแต่วันที่ 20-21 กันยายน 2555 และพิเศษสุดสำหรับผู้ที่ต้องการนำสัตว์เลี้ยงมาฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัข บ้า ทางสภากาชาดไทยได้เปิดให้บริการฉีดวัคซีนฟรีตั้งแต่วันที่ 1-30 กันยายน 2555 ณ สถานเสาวภา สภากาชาดไทย7

เอกสารอ้างอิง

 1. http://www.dailynews.co.th/thailand/148233 Accessed on September 26, 2012.

 2.
http://www.worldrabiesday.org/EN/world_rabies_day_mission.html Accessed on September 26, 2012.

 3. 
http://www.who.int/rabies/epidemiology/en/ Accessed on September 26, 2012.

 4.
http://www.who.int/mediacentre/factsheets/fs099/en/
 Accessed on September 26, 2012.

 5. http://r36.ddc.moph.go.th/about.html Accessed on September 26, 2012.

 6.
http://www.boe.moph.go.th/boedb/surdata/506wk/y55/d42_3755.pdf Accessed on September 26, 2012.

 7.
http://www.redcross.or.th/node/21675 Accessed on September 26, 2012.

 8.
http://www.who.int/rabies/en/ Accessed on September 26, 2012.

 9.
http://www.who.int/rabies/home_symptoms/en/index.html Accessed on September 26, 2012.

 10.
http://www.who.int/rabies/home_treatment/en/index.html
Accessed on September 26, 2012.

ขอขอบคุณ

Author
ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

นิ่วที่ท่อไต (ureteric stone)

22 สิงหาคม 2556 12.460

โรคนิ่วเป็นโรคที่พบบ่อยโดยเฉพาะโรคนิ่วของทางเดินปัสสาวะ โดยเกิดเป็นก้อนหินปูนอยู่ภายในไตหรือในกระเพาะปัสสาวะ โดยที่ระบบทางเดินปัสสาวะ เริ่มจากไตสองข้างบริเวณชายโครงด้านหลัง และมีท่อไตลงมาถึงกระเพาะปัสสาวะ

อาการเจ็บคอ

28 สิงหาคม 2556 6.505

อาการเจ็บคออาจมีสาเหตุได้จากหลายประการ แต่ที่พบบ่อยได้แก่พวกที่เกิดจากการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น ไข้หวัด , คอและต่อมทอนซิลอักเสบ

หูชั้นกลางอักเสบ

28 สิงหาคม 2556 3.281

การอักเสบของหูชั้นกลางเกิดขึ้นได้บ่อยในเด็กซึ่งมักจะเป็นผลจากการอักเสบของทางเดินหายใจส่วนบนแล้วลามมายังหูการสังเกตหรือคอยติดตามดูอาการจะช่วยให้เราสามารถนำเด็กมาพบแพทย์ได้เร็วขึ้น โดยเด็กมักจะบ่นปวดหู , หูอื้อ มีไข้ขึ้น ภายหลังจากเป็นหวัดไอมาได้สามสี่วัน

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ