โพสต์ 15 ก.พ. 57 ปรับปรุง 11 ก.ย. 60 1,586 Views

ร่วมรักษาหัวใจ กับ วันหัวใจโลก โลกหนึ่งใบ และ บ้านหนึ่งหลัง กับใจอีกหนึ่งดวง

ความเป็นมาของ “วันหัวใจโลก 2012” (World Heart Day 2012)


ทราบหรือไม่?

-โรคหัวใจนั้นไม่ได้เกิดกับผู้ชายหรือผู้สูงอายุเท่านั้น แต่สามารถเกิดกับคนได้ทุกคน โดยเฉพาะเด็กและสตรี1 และความจริงคือ โรคหัวใจบางโรคสามารถป้องกันได้

-โรคหัวใจเกิดได้ตั้งแต่ที่ทารกอยู่ในครรภ์มารดา และเด็กกว่า 1 ล้านคนเกิดมาเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด1

World Heart Federation เป็นองค์กรระดับโลกที่ไม่หวังผลกำไร มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเจนีวาประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปัจจุบันมีเครือข่ายกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ทำหน้าที่รณรงค์เกี่ยวกับโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเน้นกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางและน้อย2

วันหัวใจโลก หรือ World Heart Day ตรงกับวันที่ 29 กันยายนของทุกปี เป็นวันที่จัดขึ้นเพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของโรคหัวใจ ซึ่งปีนี้ได้เน้นเรื่องผลกระทบของโรคหัวใจต่อประชากรโลก ที่เป็นสาเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 17 ล้านคนต่อปี และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 23 ล้านคนต่อปีในปี ค.ศ. 2030 ซึ่งจะมากกว่าจำนวนประชากรในประเทศออสเตรเลียทั้งประเทศรวมกัน!!2

เพื่อตระหนักถึงความสำคัญของโรคหัวใจให้มากขึ้นในวันนี้เรามาทำความรู้จักกับโรคหัวใจกันครับ



ความรู้พื้นฐานเรื่องโรคหัวใจและหลอดเลือด

1) ประเภทของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือด

1.1 โรคหัวใจ หรือ Cardiovascular disease คือกลุ่มโรคหลอดเลือดและหัวใจ ประกอบด้วยโรคดังนี้ 3

- โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary heart disease)

- โรคหลอดเลือดสมอง (Cerebrovascular disease)

- โรคหลอดเลือดส่วนปลาย (Peripheral arterial disease)

- โรคหัวใจรูห์มาติก (Rheumatic heart disease)

- โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital heart disease)

- โรคลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำและในปอด (Deep vein thrombosis and pulmonary embolism)

- โรคลิ้นหัวใจ (Heart Valve disease)

- โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia)

ในที่นี้จะขอลงรายละเอียดเกี่ยวกับโรคหัวใจโดยทั่วไป ซึ่งจำแนกโรคหัวใจออกเป็น 3 กลุ่มตามตำแหน่งโครงสร้างและการทำงานของหัวใจที่พบความผิดปกติดังนี้4

1.กลุ่มที่มีความผิดปกติของโครงสร้างภายในหัวใจ เช่น ลิ้นหัวใจรั่วหรือตีบ กลุ่มโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ฯลฯ

2.กลุ่มโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่น หลอดเลือดหัวใจตีบ

3.กลุ่มที่มีความผิดปกติด้านไฟฟ้าหัวใจ ทำให้จังหวะการเต้นผิดปกติ (Cardiac arrhythmia)

อาการของโรคหัวใจมีอะไรบ้าง?4,5

1) อาการเจ็บหน้าอก (Chest pain)

อาการเจ็บหน้าอกเป็นอาการที่สำคัญของโรคหัวใจ อย่างไรก็ตามอาการเจ็บหน้าอกนั้นอาจเกิดจากโรคอื่นได้เช่นกัน โดยอาจไม่จำเป็นว่าท่านจะเป็นโรคหัวใจเสมอไป ลักษณะอาการเจ็บหน้าอกที่ชวนให้สงสัยว่าอาจเกิดจากโรคหัวใจที่พบบ่อยมีดังต่อไปนี้

อาการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด (Angina Pain) จะมีลักษณะที่เฉพาะคือ เป็นอาการเจ็บแน่นๆ เค้นๆ เหมือนถูกของหนักทับ มักเป็นบริเวณกลางหน้าอก ไม่สามารถชี้จุดที่ปวดมากที่สุดได้ มักปวดร้าวไปที่ไหล่ และแขนทั้งสองข้าง บางครั้งอาจปวดร้าวไปยังบริเวณหลัง ขากรรไกร หรือบริเวณลิ้นปี่ได้ด้วย อาการปวดมักจะเป็นมากขึ้นเมื่อออกแรง เช่น เดิน วิ่ง ยกของหนัก และอาการปวดจะทุเลาเมื่อหยุดพักกิจกรรมนั้น ๆ

อาการเจ็บหน้าอกที่เกิดจากหลอดเลือดแดงใหญ่บริเวณทรวงอกถูกเลือดกัดเซาะฉีกขาด (Aortic dissection) มีลักษณะที่ต่างจากหัวใจขาดเลือดคือ อาการปวดเกิดขึ้นรุนแรงและรวดเร็วทันที ลักษณะเจ็บแปลบและแหลมบริเวณด้านหน้าหรือด้านหลังก็ได้ และปวดร้าวไปยังบริเวณที่หลอดเลือดแดงใหญ่ถูกกัดเซาะ อาจมีอาการหน้ามืด เหนื่อย และกล้ามเนื้ออ่อนแรงร่วมด้วยได้

อาการเจ็บหน้าอกจากเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (Pericarditis) เกิดอาการเจ็บบริเวณกลางหน้าอกหรือค่อนไปทางซ้าย อาจปวดร้าวไปที่คอ และไหล่ซ้าย มีลักษณะเจ็บแหลมๆ จี๊ดๆ มักเจ็บมากขึ้นขณะที่หายใจเข้าหรือไอ (Pleuritic chest pain)

2) อาการเหนื่อย (Dyspnea)

อาการเหนื่อยจากหัวใจนั้นส่วนใหญ่มักมีสาเหตุจากภาวะหัวใจวาย (Heart attack) ซึ่งปกติเลือดจะสูบฉีดออกจากหัวใจห้องขวาเพื่อไปแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนที่ปอด หลังจากนั้นจะถูกส่งกลับไปยังหัวใจห้องซ้ายซึ่งทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ทั่วร่างกาย ดังนั้นหากผู้ป่วยมีภาวะหัวใจวายไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม จะทำให้ไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ เลือดจึงคั่งอยู่ภายในหลอดเลือดของปอด (Pulmonary congestion) จนทำให้เกิดอาการเหนื่อยตามมา

อาการเหนื่อยมีลักษณะการหายใจเป็นแบบเร็วและตื้น จะเป็นมากขึ้นเมื่อออกแรง และมีลักษณะของ Orthopnea คืออาการเหนื่อย (มักมีอาการไอร่วมด้วย) ซึ่งเป็นมากขึ้นเมื่อนอนราบ แต่เมื่อนั่งและหนุนหมอนสูงจะทำให้อาการเหนื่อยลดลง เนื่องจากขณะนอนราบจะทำให้เกิดการคั่งของเลือดที่ปอดมากขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้อาการเหนื่อยจากโรคหัวใจจะทำให้ผู้ป่วยตื่นลุกขึ้นมานั่งหายใจอย่างหอบเหนื่อย เรียกภาวะนี้ว่า Paroxysmal Nocturnal Dyspnea ซึ่งมักเกิดหลังจากที่ผู้ป่วยนอนหลับได้ประมาณ 1 ถึง 3 ชั่วโมง ทั้งนี้เกิดจากหลอดเลือดแดงของหลอดลมที่ปอด (Bronchial artery) เกิดการคั่งของเลือดภายในหลอดเลือด จนกระทั่งเกิดการกดทับและเกิดแรงต้านของทางเดินหายใจมากขึ้น จากภาวะเลือดคั่งนี้ (Pulmonary congestion)

3) อาการเขียว (Cyanosis)

อาการตัวเขียว เกิดจากการที่มีออกซิเจนจับกับสารฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงในสัดส่วนที่ลดลง โดยอาการเขียวจะสังเกตได้ชัดเมื่อระดับฮีโมโกลบินในเลือดที่ไม่ได้จับกับออกซิเจนมีค่ามากกว่า 4 กรัมต่อเดซิลิตร(g/dl) โดยสามารถสังเกตอาการเขียวได้ที่ริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม และลิ้น

เราสามารถแบ่งอาการเขียวได้เป็นสองแบบคือ

1.อาการเขียวบริเวณส่วนกลาง (Central cyanosis) เช่น บริเวณริมฝีปาก ใบหน้า ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุต่างๆ เช่น ภาวะโรคหัวใจ ภาวะโรคปอด รวมถึงความผิดปกติของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง (Hemoglobin abnormalities) เป็นต้น

2.อาการเขียวบริเวณส่วนปลาย (Peripheral cyanosis) เช่น เขียวบริเวณแขน ขา มือและนิ้ว ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุเช่นกัน เช่น ร่างกายได้รับความเย็น หรือ ภาวะหลอดเลือดส่วนปลายที่มาเลี้ยงแขน ขา ผิดปกติหรือมีการหดตัว เป็นต้น

4) อาการใจสั่น (Palpation)

อาการใจสั่น คืออาการที่ผู้ป่วยมีความรู้สึกว่า หัวใจของตนเองเต้นไม่สม่ำเสมอ อาจจะเต้นเร็ว หรือเต้นช้ากว่าปกติ อาการใจสั่นอาจเกิดเพียงชั่วขณะ หรือเกิดขึ้นถาวรก็ได้ อัตราการเต้นของหัวใจอาจจะสม่ำเสมอหรือไม่ก็ได้

อาการใจสั่นส่วนใหญ่เกิดจากโรคหัวใจถึงประมาณ 43% ที่เหลืออาจเกิดจากสาเหตุอื่นเช่น ความเครียด ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เป็นต้น โดยปกติอัตราการเต้นหัวใจอยู่ที่ประมาณ 60 ถึง 100 ครั้งต่อนาที และจังหวะการเต้นเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ

การวินิจฉัยโรคหัวใจ ทำได้อย่างไรบ้าง?4

นอกเหนือจากการซักประวัติการเจ็บป่วยโดยละเอียดแล้ว ยังมีการตรวจพิเศษเพื่อเพิ่มรายละเอียดในการวินิจฉัยโรคหัวใจได้ โดยการตรวจเพิ่มเติมอาจแบ่งได้ 3 วิธีหลัก ได้แก่

1.การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram) เป็นการตรวจดูคลื่นไฟฟ้าที่สร้างมาจากหัวใจเพื่อให้หัวใจทั้งสี่ห้องทำงานได้สอดคล้องกัน หากมีความผิดปกติจะทำให้คลื่นไฟฟ้าหัวใจเปลี่ยนแปลงไปด้วย

2.การถ่ายภาพหัวใจแบบความเสี่ยงต่ำต่อผู้ป่วย (non-invasive cardio imaging) ได้แก่ การตรวจด้วยเครื่องสะท้อนหัวใจ (Echocardiogram) การใช้สารรังสีนิวเคลียร์ (Nuclear imaging) การถ่ายภาพหัวใจด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์สแกนหัวใจ (Cardiac CT scan) และการถ่ายภาพหัวใจด้วยเครื่องคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI scan) ซึ่งเครื่องตรวจเหล่านี้จะทำให้เห็นภาพของหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรค โดยมีความเสี่ยงหรืออันตรายจากการตรวจน้อย

3.การถ่ายภาพหัวใจแบบมีความเสี่ยงสูงต่อผู้ป่วย (invasive cardio imaging) เช่น การฉีดสีโดยใส่สายสวนหลอดเลือด (Angiography) เป็นต้น

การรักษา (Treatment) แบ่งเป็น 3 แนวทาง ได้แก่

1.การรักษาโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การออกกำลังกายที่เหมาะสม การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เป็นต้น

2.การรักษาโดยการใช้ยา เช่น ยาลดความดันโลหิตสำหรับผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง การใช้ยาขับปัสสาวะสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว หรือมีน้ำขังในร่างกายมากกว่าปกติ

3.การรักษาโดยใช้หัตถการทางการแพทย์ เช่น การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Bypass surgery) การผ่าตัดทำบอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจที่ตีบและใส่ขดลวดค้ำยัน เป็นต้น

สถานการณ์โรคหัวใจในปัจจุบัน

สถิติโรคหัวใจ

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ระบุว่าในปีค.ศ. 2008 มีอัตราการเสียชีวิตทั่วโลก 55 ล้านคน ต่อปี โดยสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากโรคหัวใจถึง 17 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของอัตราการเสียชีวิตทั้งหมด และสูงกว่าโรคมะเร็งที่มีอัตราการเสียชีวิต 7.6 ล้านคนต่อปี โดยเฉพาะในประเทศที่มีรายได้น้อยและปานกลางนั้นมีการตายจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อถึงร้อยละ 80 ของทั้งหมดเลยทีเดียว6

4 ยุคแห่งความตายและโรคภัย4

ข้อมูลทางระบาดวิทยาของโรคต่างๆ ซึ่งรวมถึงโรคหัวใจ สามารถแบ่งเป็นยุคต่างๆ โดยยึดเอาประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบ ได้ 4 ยุคดังนี้

1. ยุคแห่งโรคติดต่อร้ายแรงและความอดอยาก (Age of Pestilence and famine)
เป็นยุคที่สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากโรคติดเชื้อเป็นหลัก มีทารกแรกเกิดเสียชีวิตจำนวนมาก เนื่องจากความไม่พร้อมของระบบด้านสุขอนามัยและสาธารณสุข

ในช่วงนี้เป็นช่วงที่อัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจต่ำ คือน้อยกว่าร้อยละ 10 โรคหัวใจและหลอดเลือดที่พบบ่อยในยุคนี้ ได้แก่ โรคหัวใจรูมาติก (Rheumatic heart disease) โรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติจากการติดเชื้อ และการขาดสารอาหาร (Cardiomyopathies caused by infection and malnutrition)

2. ยุคที่โรคระบาดลดลง (Age of Receding pandemics)
เป็นยุคที่การเสียชีวิตจากโรคระบาดและการติดเชื้อลดลง เนื่องจากระบบสาธารณสุขเริ่มดีขึ้น และมีการเปลี่ยนจากยุคเกษตรกรรมเป็นยุคอุตสาหกรรม ทำให้การถนอมอาหารดีขึ้น และมีการรวมความเจริญเป็นเมืองมากขึ้น

ในช่วงนี้เป็นช่วงที่อัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจอยู่ในระดับปาน คืออยู่ระหว่างร้อยละ 10 ถึง 35 โรคหัวใจและหลอดเลือดที่พบบ่อยในยุคนี้ ได้แก่ โรคลิ้นหัวใจรูมาติก (Rheumatic valvular heart disease) โรคความดันโลหิตสูง (hypertension) โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Heart Disease)

3. ยุคโรคที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกายและโรคที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ (Age of degenerative and human-made diseases)

เป็นยุคที่การเสียชีวิตจากการติดเชื้อลดลงอย่างมาก เนื่องจากความเจริญทางสาธารณสุขและการใช้ยาปฏิชีวนะพัฒนาขึ้นมาก แต่ได้ก่อปัญหาใหม่ที่มาพร้อมกับความเจริญและจากการที่คนมีอายุยืนยาวขึ้น โดยมีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 50 ปีเป็น 70 ปี ทำให้เกิดโรคที่มากับความเสื่อมของร่างกายตามอายุมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีโรคที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์เอง เช่น การสูบบุหรี่ทำให้เป็นถุงลมโป่งพอง และมะเร็งปอด และการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง บวกกับการไม่ออกกำลังกาย ทำให้เกิดโรคความดัน เบาหวาน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจตามมา สำหรับประเทศไทยก็กำลังอยู่ในยุคนี้ จะเห็นว่าเนื่องจากอายุเฉลี่ยของประชากรไทยมีแนวโน้มมากขึ้นดังกราฟด้านล่าง

ในช่วงนี้เป็นช่วงที่อัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจมากที่สุด คืออยู่ระหว่างร้อยละ 35 ถึง 65 โรคหัวใจและหลอดเลือดที่พบบ่อยในยุคนี้ ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง (stroke)

4. ยุคที่โรคจากความเสื่อมลดลง (Age of delayed degenerative disease)

หลังจากยุคที่ 3 หน่วยงานด้านสาธารณสุขได้หันมารณรงค์เกี่ยวกับโรคและปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น รวมทั้งมีวิทยาการการรักษาโรคหัวใจมากขึ้น เช่นการใส่สายสวนหัวใจและบอลลูน การผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจเป็นต้น

ในช่วงนี้เป็นช่วงที่อัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจอยู่ในระดับต่ำลง คือประมาณร้อยละ 50 โรคหัวใจและหลอดเลือดที่พบบ่อยในยุคนี้ ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหัวใจวาย และ โรคหลอดเลือดสมอง

สังเกตได้ว่าการแบ่งยุคดังกล่าวนั้นยึดเอาตามประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก โดยประเทศที่มีรายได้สูงเช่น กลุ่มประเทศในทวีปยุโรป และประเทศแคนาดา ต่างก็เป็นไปในแนวทาง 4 ยุคดังกล่าว แต่สำหรับประเทศที่มีรายได้ปานกลางถึงน้อย องค์การอนามัยโลกได้แบ่งประเทศต่างๆ ออกเป็น 6 ภูมิภาค ดังภาพ ซึ่งประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ซึ่งกำลังดำเนินอยู่ในช่วงยุคที่ 3 ยุคที่มีอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจสูง

ตามสถิติสาธารณสุขของประเทศไทยฉบับปีพุทธศักราช 2553 พบว่า มะเร็งยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ติดต่อกัน และเมื่อนำจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคระบบหลอดเลือดและหัวใจแล้ว (คือ โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง) และโรคเบาหวานมารวมกัน จะพบว่ามีจำนวนที่ใกล้เคียงกัน อาจเนื่องจากสถิติสาธารณสุขของประเทศยังเก็บได้ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยพบว่ามีการเสียชีวิตที่ไม่ทราบสาเหตุประมาณร้อยละ 41.6 จึงทำให้ข้อมูลสถิติที่ได้ไม่ครบถ้วน8,9

ในคู่มือขององค์การอนามัยโลกที่รายงานสาเหตุการตายในปี 20088 ระบุว่า สาเหตุการเสียชีวิตของประชากรในประเทศไทย ร้อยละ 50 ยังไม่สามารถระบุสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัดได้ ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุขไทย จึงใช้วิธีการทำ Verbal autopsy คือ การสอบถามข้อมูลจากญาติและคนใกล้ชิดของผู้เสียชีวิตเพื่อให้ได้สาเหตุการเสียชีวิตที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด โดยองค์การอนามัยโลกได้ใช้ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขของไทยจากวิธีการดังกล่าว ร่วมกับข้อมูลจาก WHO technical Program และ UNAIDS เพื่อประมวลประมาณค่าสาเหตุของการเสียชีวิต ดังแผนภาพด้านล่าง


สาเหตุการเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อสูงถึงร้อยละ 71 และในจำนวนนั้นเป็นโรคหัวใจมากถึงร้อยละ 27 จากจำนวนโรคไม่ติดต่อทั้งหมดเลยทีเดียว แสดงว่าโรคหัวใจยังคงเป็นปัญหาสำคัญระดับชาติ และระดับโลกต่อไป10

โดยสรุปคือโรคหัวใจยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนทั่วโลก แต่สำหรับประเทศไทยนั้นอาจจะต้องหาวิธีการบันทึกสาเหตุการเสียชีวิตที่แม่นยำมากขึ้น เนื่องจาก มีการเสียชีวิตจำนวนประมาณร้อยละ 50 ไม่สามารถระบุสาเหตที่แน่ชัดได้ อย่างไรก็ตามองค์การอนามัยโลกได้คาดการณ์ไว้ว่า โรคหัวใจก็ยังคงเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มโรคไม่ติดต่อที่คร่าชีวิตคนไทย คนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคนทั่วโลกต่อไป10

แนวโน้มโรคหัวใจทั่วโลก

หัวใจดวงน้อย

โรคหัวใจในเด็กนั้นมีความสำคัญอย่างมาก และมักถูกมองข้ามหรือถูกละเลยจากทั้งผู้ปกครอง และหน่วยงานต่างๆ สามารถสรุปความสำคัญของโรคหัวใจในเด็กเป็นแผนภูมิ1 ได้ดังนี้

ความจริงอันน่ากลัว

- ในบรรดาความพิการตั้งแต่กำเนิดทั้งหมด ที่พบบ่อยที่สุดคือ หัวใจพิการแต่กำเนิด11 โดยพบได้สูงประมาณ 8 ใน 1000 ของเด็กที่เกิดมามีชีวิต หรือทั่วโลกพบประมาณ 1 ล้านคนต่อปี

- เด็กที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดมีโอกาสเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 20 แล้วแต่ความเจริญของประเทศ12

- ประมาณร้อยละ 12 ของโรคเกิดจากความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมที่สามารถป้องกันได้ เช่น เกิดจากมารดาดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ขณะตั้งครรภ์ มารดาติดเชื้อไวรัสโรคหัดเยอรมัน (Rubella) ขณะตั้งครรภ์ หรือการใช้ยาบางประเภท เช่น Thalidomide และ Accutane เป็นต้น12 ซึ่งส่งผลต่อเด็กในครรภ์

- เด็กเป็นกลุ่มที่เสี่ยงที่สุด เนื่องจากไม่มีโอกาสเลือกที่จะลดความเสี่ยงเหล่านั้นด้วยตนเองได้ เช่น การได้รับควันบุหรี่ต่อจากผู้อื่น (Second hand smoker) การรับประทานอาหารที่มีแต่ไขมันและน้ำตาล พูดง่ายๆคือ อาหารขยะ และขาดการออกกำลังกาย การหลีกเลี่ยงล้วนแต่ขึ้นอยู่กับผู้ปกครองทั้งสิ้น1

หัวใจของคุณสุภาพสตรี ใครคือผู้ดูแล?

หลังจากที่เราทราบปัญหาและความสำคัญของหัวใจดวงน้อยแล้ว คราวนี้มาถึงสตรีเพศซึ่งก็มีความสำคัญเช่นกัน พบว่าเพศหญิงนั้นมีโอกาสเสียชีวิตจากโรคหัวใจได้ไม่น้อยเลย จากกราฟจะเห็นได้ว่าอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจของเพศหญิงมากพอกับเพศชาย1
หัวใจของคุณสุภาพสตรี ใครคือผู้ดูแล?

หลังจากที่เราทราบปัญหาและความสำคัญของหัวใจดวงน้อยแล้ว คราวนี้มาถึงสตรีเพศซึ่งก็มีความสำคัญเช่นกัน พบว่าเพศหญิงนั้นมีโอกาสเสียชีวิตจากโรคหัวใจได้ไม่น้อยเลย จากกราฟจะเห็นได้ว่าอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจของเพศหญิงมากพอกับเพศชาย1

ความจริงอันน่ากลัว

- 1 ใน 3 ของผู้หญิงที่เสียชีวิต เกิดจากโรคหัวใจ1

- ทุกๆ 1 นาทีจะมีผู้หญิงเสียชีวิตจากโรคหัวใจจำนวน 1 คน1

- เกือบครึ่งหนึ่งของผู้หญิงทั่วโลก ยังไม่ทราบว่าโรคหัวใจเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่มากที่สุดของสตรี13

การศึกษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยสอบถามความตื่นตัวและความรู้เกี่ยวกับโรคหัวใจกับผู้หญิง จากการสุ่มถามทางโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต พบว่า ผู้หญิงมีการตื่นตัวต่อโรคหัวใจมากขึ้น โดยได้รวบรวมสถิติตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998 แสดงดังกราฟ แต่ก็ยังเป็นที่น่าตกใจว่า เกือบครึ่งหนึ่งของผู้หญิงยังไม่ทราบว่าสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของผู้หญิงคือ โรคหัวใจ13
จะเห็นว่าการที่ผู้หญิงไม่ตระหนักว่าตนเองมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจ และโรคหัวใจเป็นสาเหตุอันดับ 1 ที่คร่าชีวิตของผู้หญิงไป ทำให้การไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพหัวใจเป็นไปได้ช้า จึงทำให้วินิจฉัยโรคได้ไม่ทัน และส่งผลให้เกิดอันตรายจากโรคหัวใจเพิ่มขึ้น รวมทั้งทำให้ผู้หญิงไม่ดูแลสุขภาพของตนเอง ไม่รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และลดปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจอย่างเพียงพอ13

มารทำลายหัวใจ!!! (Risk Factor)

องค์การอนามัยโลกได้คาดการณ์ว่าจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจเพิ่มอีก โดยในปี ค.ศ. 2030 จะมีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจเพิ่มเป็น 23.6 ล้านคน3 ทุกคนจึงต้องช่วยกันป้องกันเพื่อลดจำนวนการเสียชีวิตดังกล่าว เนื่องจากสาเหตุส่วนใหญ่ของโรคหัวใจสามารถป้องกันได้ โดยเราต้องช่วยกันลดปัจจัยเสี่ยง หรือ ‘มารทำลายหัวใจ‘ ความเสี่ยงหลักที่ส่งผลต่อการเกิดโรคหัวใจ ได้แก่ การรับประทานอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง การไม่ออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์


จากกราฟแสดงให้เห็นว่าคนไทยร้อยละ 18 ยังคงสูบบุหรี่และไม่ออกกำลังกาย ร้อยละ 32 มีภาวะน้ำหนักเกิน ร้อยละ 56 มีภาวะไขมันในเลือดสูง และร้อยละ 34 มีความดันโลหิตสูง ซึ่งปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ปัจจัยทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้ ดังนั้นเรามาร่วมกันปกป้องหัวใจของเราให้แข็งแรงกันครับ

มาปกป้องหัวใจกันเถอะ (Prevention)

ถึงตอนนี้ทุกท่านคงทราบความสำคัญของโรคหัวใจและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ แล้ว เรามาดูวิธีการป้องกัน 4 ขั้นตอนตามคำแนะนำ ของ World Heart Federation ตามภาพดังนี้



1) แค่ขยับ = ออกกำลังกาย

การไม่ออกกำลังกายหรือไม่มีกิจวัตรประจำวันที่ได้ออกแรง (Physical inactive) นั้น เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนทั่วโลกถึงร้อยละ 6 การออกกำลังกายจะช่วยลดภาวะอ้วนและโรคเบาหวานได้ การขาดการออกกำลังกายตั้งแต่เด็กจะทำให้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจมากขึ้น14

เราควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง และอย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์
โดยออกกำลังกายให้รู้สึกเหนื่อยระดับปานกลาง อย่าหักโหมจนเหนื่อยมาก
เรื่องน่ารู้

- การออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องไปเล่นกีฬาเท่านั้น แต่สามารถทำได้ทุกที่ เช่น ทำงานบ้าน ทำสวน เป็นต้น

- ตั้งเป้าหมายที่สามารถทำได้ และค่อยๆ เพิ่มการออกกำลังกายให้มากขึ้นเรื่อย ๆ ตามเป้าหมาย ไม่จำเป็นต้องหักโหมในคราวเดียว

- หากิจกรรมที่ทำให้ได้ออกกำลังกายมากขึ้น เช่น ขี่จักรยานไปทำงานแทนการขับรถ การขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟท์หรือบันไดเลื่อน เป็นต้น

2) เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อหัวใจ

ปัจจุบันเรากำลังรับประทานอาหารที่ผ่านกระบวนการผลิตมามากมาย ซึ่งล้วนแต่ทำให้มีไขมันและน้ำตาลสูง

เราควรหันมารับประทาน ผัก ผลไม้ เพื่อป้องกันโรคหัวใจ

เรื่องน่ารู้

- มันคงเป็นเรื่องยากถ้าจะงดอาหารที่เราชอบโดนสิ้นเชิง จึงแนะนำให้เปลี่ยนอาหารทดแทน เช่น หากชื่นชอบชอกโกแลต ก็ให้หันมารับประทานอาหารที่มีรสหวานอย่างอื่นแทน เช่น มะม่วง เป็นต้น

- ลดการบริโภคเกลือให้น้อยกว่า 5 กรัมต่อวัน หรือไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวัน

- ทำอาหารที่มีประโยชน์ให้ดูมีสีสันน่ากิน เพื่อเด็กจะได้รับประทานง่ายขึ้น

- ลดปริมาณอาหารให้น้อยลง อาจใช้จานใบเล็กลง และควรเลือกตักอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลในสัดส่วนที่น้อยลง แต่เพิ่มสัดส่วนของผักผลไม้ให้มากขึ้น

3) เมื่อเจอบุหรี่ต้องบอกว่า ‘ไม่’

ทุก 2 วินาทีมีผู้ที่สูบบหรี่เสียชีวิตจากโรคที่เกิดจากบุหรี่ 1 คน น่าเสียดายที่วัยรุ่นและเด็กหันมาสูบบุหรี่กันมากขึ้น การไม่ได้สูบบุหรี่เองแต่ได้รับควันบุหรี่ต่อจากผู้อื่น สามารถคร่าชีวิตได้กว่า 600,000 คนต่อปี โดยเฉพาะการที่เด็กทารกได้รับควันบุหรี่จากผู้อื่น อาจทำให้เสียชีวิตเฉียบพลันได้

การเลิกสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงการรับควันบุหรี่ต่อจากผู้อื่น
เป็นการลดอัตราเสียชีวิตจากโรคหัวใจ

เรื่องน่ารู้

- สำคัญมากที่เราต้องงดการสูบบุหรี่ในครอบครัว เพื่อปกป้องคนที่เรารัก

- เราควรสอนลูกหลานให้รู้จักอันตรายของบุหรี่ เพื่อลดอันตรายที่จะเกิดขึ้น

- ถ้าคิดจะเลิกบุหรี่แต่กลัวว่าจะเป็นเรื่องยากลำบาก สามารถปรึกษาโรงพยาบาลหรือหน่วยงาน ที่มีโปรแกรมการเลิกบุหรี่

4) รู้สภาพร่างกายของตนเอง

ถ้าคุณทำตามหัวข้อด้านบนได้ แน่ใจได้เลยว่าสามารถลดการเกิดโรคหัวใจได้แน่นอน แต่ก็จำเป็นที่คุณจะต้องรู้จักร่างกายของตนเองมากขึ้น

เรื่องน่ารู้

- คุณควรไปที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อวัดความดันเลือด ชั่งน้ำหนัก และวัดส่วนสูง เพื่อหาค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index, BMI) รวมถึงควรตรวจไขมันในเลือด น้ำตาลในเลือด อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

- เมื่อคุณได้ทราบว่าตัวเองมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจแล้ว ก็สามารถปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตของตนเองได้อย่างเหมาะสม


บทสรุป

ในวันหัวใจโลก วันที่ 29 กันยายน ปีนี้ แนะนำให้ทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาโรคหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับหนึ่งทั่วโลก โดยปีนี้ได้เน้นความสำคัญของโรคหัวใจเด็กและสตรีมากขึ้น โดยสรุปจึงควรถือโอกาสเนื่องในวันหัวใจโลกนี้ นำความรู้ที่ได้ไปบอกกับคนใกล้ตัว คนในครอบครัว และคนที่เรารัก และชวนกันมาตรวจเช็คสุขภาพหัวใจกันเถอะครับ

ขอขอบคุณ

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

น้ำข้อเทียม

27 สิงหาคม 2556 3.612

สาร Hyaluronic Acid (HA) เป็นสารที่มีอยู่ในน้ำข้อของมนุษย์มีลักษณะที่เหนียวและยือหยุ่นสูงทำให้ข้อต่างๆ โดยเฉพาะผิวกระดูกข้อเข่าไม่ได้รับแรงกดหรือกระแทกมากเวลาคนเราเดินหรือวิ่งนอกจากนั้นสารนี้ยังช่วยให้เกิดความลื่นที่ผิวกระดูกอ่อนเวลาเรางอหรือเหยียดหัวเข่า

กล้ามเนื้อเรื่องดี ๆ ที่ควรรู้

17 กุมภาพันธ์ 2557 780

ทำไมผู้หญิงที่ออกกำลังกายบ่อย ๆ มานานหลายปีแต่ยังคงมีน้ำหนักเกินกว่าเกณฑ์ปกติ สิ่งที่มีผลอย่างมาก คือ MUSCLE MASS ถ้ากล่าวถึงกล้ามเนื้อ

การป้องกันโรคกระดูกพรุน

27 สิงหาคม 2556 915

กระดูกพรุนหรือสภาวะที่เนื้อกระดูกซึ่งมีแคลเซี่ยมเป็นองค์ประกอบหลัก ถูกละลายออกไปมากกว่าการสร้างเนื้อกระดูก ทำได้กระดูกจะมีความหนาแน่นของเนื้อกระดูกลดลง ซึ่งสาเหตุนำเนื่องจากขาดฮอร์โมนเพศ หรือเอสโตรเจน

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ