โพสต์ 15 ก.พ. 57 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 2,017 Views

รู้ทัน.. รู้ไว.. ห่างไกลเบาหวาน

รู้ทัน.. รู้ไว.. ห่างไกลเบาหวาน

ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ได้รับเกียรติจาก แพทย์หญิงสมโชดก ชาครีย์รัตน์ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม มอบบทความเรื่อง “รู้ทัน.. รู้ไว.. ห่างไกลเบาหวาน” ด้วยความห่วงใยทุกท่าน โดยได้รวบรวมเนื้อหาที่เกี่ยวกับการสำรวจตัวเองว่าเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานหรือไม่ รวมถึงได้อธิบายวิธีการตรวจและการแปลผลระดับน้ำตาลในเลือดที่ถูกต้อง อีกทั้งได้แนะนำว่าจะปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อไม่ให้กลายเป็นโรคเบาหวาน ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความสุขภาพนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อทั้งตัวท่านเองและบุคคลอันเป็นที่รักของท่าน

“เบาหวาน” โรคที่ใครๆ คิดว่าเป็นโรคไกลตัว หรือที่เคยเชื่อกันว่าเป็นโรคของคนแก่ หรือเฉพาะผู้รักการบริโภคแบบหวานนิยมเท่านั้นหรือเฉพาะผู้ที่มีสมาชิกในเครือญาติป่วยเป็นโรคเบาหวานมาก่อน แท้จริงแล้วทราบหรือไม่ว่าปัจจุบันมีวัยรุ่นหนุ่มสาวป่วยเป็นโรคเบาหวานเพิ่มมากขึ้นโดยที่ไม่มีใครในครอบครัวเคยเป็นเบาหวานมาก่อน ซึ่งสอดคล้องไปกับวิถีชีวิตในสังคมเมือง ที่รีบเร่ง กินง่าย หลับยาก ขาดการออกกำลังกาย ทำให้พบวัยรุ่นวัยทำงานเป็นโรคเบาหวานเพิ่มมากขึ้น บางรายมาพบแพทย์ด้วยอาการที่บ่งบอกว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดสูง เช่น หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย น้ำหนักตัวลด อ่อนเพลีย ซึ่งกลุ่มนี้นับว่าเป็นกลุ่มโชคดีที่มาพบแพทย์ได้ทันก่อนจะเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงต่างๆ ขึ้น ต่างจากอีกหลายรายที่มาพร้อมกับภาวะแทรกซ้อนรุนแรงซึ่งอาจอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต เช่นภาวะน้ำตาลในเลือดสูงวิกฤต บางรายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงถึง 1000 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (ปกติไม่ควรเกิน 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) ถ้าในเลือดมีน้ำตาลมากจะทำให้เกิดภาวะเลือดเป็นกรด ระดับเกลือแร่ในร่างกายจะแปรปรวนผิดปกติซึ่งส่งผลต่อการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งทำให้การไตวายเฉียบพลันจนอาจเสียชีวิตในที่สุด บางรายอาจมาพบแพทย์พร้อมภาวะแทรกซ้อนระยะยาวของเบาหวาน เช่น ตาบอด ไตวายเรื้อรัง อัมพฤกษ์ เส้นเลือดหัวใจตีบ แผลเรื้อรังที่เท้า บางรายติดแผลติดเชื้อรุนแรงจนต้องตัดอวัยวะส่วนนั้นทิ้ง ผู้ป่วยกลุ่มหลังนี้นับเป็นกลุ่มที่พบได้บ่อยที่สุดเนื่องจากภาวะเทรกซ้อนต่างๆ เหล่านี้มักแฝงตัวอยู่เงียบๆ โดยไม่มีอาการผิดปกติใดๆ เป็นภัยเงียบอยู่นานจนเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ จึงจะเริ่มเกิดอาการ ถ้าผู้ป่วยไม่ใส่ใจตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ก็อาจมาพบแพทย์เมื่อสายเกินไป

ข้อมูลล่าสุดในปีพุทธศักราช 2553 พบผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลกถึง 366 ล้านคน และคาดการณ์ว่าอีก 20 ปีข้างหน้าจะมีผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นถึง 552 ล้านคนเลยทีเดียว ในขณะที่ประเทศไทยเองในปีพุทธศักราช 2552 พบผู้ป่วยเบาหวานที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปถึง 3.2 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 7.5 ของประชากรไทยทั้งประเทศ แสดงว่าคนไทยทุกๆ 100 คนจะมีผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานอย่างน้อย 7-8 คน โดยที่ 1 ใน 3 ไม่เคยทราบมาก่อนว่าตนเองเป็นเบาหวานซึ่งโรคนี้พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย แต่เนื่องจากเพศชายไม่ค่อยได้ตรวจเช็คสุขภาพจึงพบว่าเพศชายเป็นกลุ่มที่เป็นโรคเบาหวานแบบไม่รู้ตัวมากกว่าเพศหญิง

สัญญาณเตือนภัย...ว่าใกล้จะเป็นเบาหวาน

ก่อนที่จะเกิดอาการเบาหวานเต็มขั้นนั้น มักจะเริ่มจากการตรวจเลือดพบระดับน้ำตาลสูงนำมาก่อนอย่างน้อย 5-10 ปี โดยที่ยังไม่มีอาการทางร่างกายใดๆ เลยที่จะชวนสงสัยว่าเป็นโรคเบาหวานเลย ดังนั้นเราควรจะต้องรู้ให้เร็วก่อนที่เบาหวานจะถามหา โดยอันดับแรกเราต้องสำรวจตัวเองก่อนว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานหรือไม่ ความเสี่ยงดังกล่าวคือ
• อายุมากกว่า 35 ปี
• ประวัติครอบครัวสายตรงเป็นโรคเบาหวาน
• อ้วน (ค่าดัชนีมวลกายตั้งแต่ 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไป) หรือผู้หญิงที่มีขนาดรอบเอวเกิน 80 เซนติเมตร หรือเกิน 90 เซนติเมตรในผู้ชาย
• เป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือรับประทานยาควบคุมความดันอยู่
• เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด
• มีระดับไขมันในเลือดผิดปกติ
• มีประวัติเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์หรือเคยคลอดบุตรน้ำหนักตัวมากกว่า 4 กิโลกรัม

หากตรวจสอบตัวเองแล้วพบว่ามีความเสี่ยงเหล่านี้แม้เพียงข้อเดียว นั่นหมายถึงท่านมีโอกาสที่ระดับน้ำตาลในเลือดจะผิดปกติจนถึงขั้นเป็นเบาหวานได้ ดังนั้นท่านควรเข้ารับการตรวจสุขภาพและตรวจระดับน้ำตาลในเลือดตั้งแต่เนิ่นๆ

การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดโดยการงดน้ำและอาหารข้ามคืนอย่างน้อย 8 ชั่วโมง (Fasting plasma glucose)เป็นวิธีดั้งเดิมที่ใช้กันมานาน แต่ไม่สะดวกเพราะผู้ถูกตรวจจะต้องอดน้ำและอาหาร หรือบางท่านไม่ว่างที่จะมาตรวจเลือดตอนเช้า นอกจากนี้ผลเลือดที่ได้จากการตรวจวิธีนี้เป็นเพียงค่าที่บอกถึงระดับน้ำตาลในเลือดในช่วงเวลาสั้นๆ 1-2 วันก่อนมาเจาะเลือดเท่านั้น จึงมักเรียกกันว่า “ค่าน้ำตาลรายวัน” ซึ่งเป็นค่าที่เชื่อถือได้ระดับหนึ่งและไม่สะท้อนระดับน้ำตาลที่แท้จริงได้มากนัก เพราะถ้ามีการงดบริโภคหวานอย่างน้อยสองสามวันก่อนเจาะเลือด ก็ทำให้ค่าน้ำตาลในเลือดไม่สูงได้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้ปัจจุบันแพทย์จึงมักตรวจระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมหรือฮีโมโกลบินเอวันซี (Hemoglobin A1C หรือ HbA1c) ควบคู่กับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วย

การตรวจเลือดฮีโมโกลบินเอวันซี (HbA1c) เป็นการตรวจวัดระดับน้ำตาลที่ทำปฏิกิริยากับโปรตีนในเม็ดเลือดแดง ซึ่งปกติอายุเฉลี่ยของเม็ดเลือดแดงประมาณ 120 วัน ดังนั้นค่าได้วัดได้จึงบ่งบอกถึงค่าเฉลี่ยของระดับน้ำตาลในเลือดในช่วง 1-3 เดือนที่ผ่านมา และช่วยสะท้อนระดับน้ำตาลเฉลี่ยในระยะยาวได้ดีกว่าการตรวจในแบบแรก จึงนิยมเรียกว่า “ค่าน้ำตาลรายเดือน” นอกจากนี้การตรวจเลือดฮีโมโกลบินเอวันซีนั้น ผู้ถูกตรวจไม่จำเป็นต้องอดน้ำและอาหาร แถมยังสามารถตรวจได้ทุกเวลา ไม่จำเป็นต้องตรวจตอนเช้าเสมอไป อย่างไรก็ตามอาจมีข้อจำกัดในด้านมาตรฐานห้องปฏิบัติการที่ทำการตรวจ รวมทั้งโรคต่างๆ เช่น ผู้ป่วยโรคโลหิตจางชนิดที่เม็ดเลือดแดงอายุสั้นกว่าปกติ ก็ส่งผลให้ได้ค่าฮีโมโกลบินเอวันซีที่ตรวจนั้นคลาดเคลื่อนได้

นอกเหนือจากการตรวจด้วยสองวิธีข้างต้นแล้ว ยังมีการตรวจสอบที่ละเอียดขึ้นเพื่อเฟ้นหากลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวาน แต่เป็นวิธีที่ค่อนข้างยุ่งยากจึงไม่เป็นที่นิยมนัก เช่นการให้ผู้ถูกตรวจอดอาหาร 8 ชั่วโมง จากนั้นให้ดื่มน้ำตาลกลูโคสปริมาณ 75 กรัม และอีก 2 ชั่วโมงต่อมาจึงเจาะตรวจระดับน้ำตาลในเลือด เรียกวิธีนี้ว่า Oral Glucose Tolerance Test (OGTT) แม้จะเป็นวิธีที่ไม่สะดวกนัก แต่ถือว่าเป็นวิธีที่ช่วยให้วินิจฉัยความผิดปกติของระดับน้ำตาลได้ตั้งแต่ระยะแรกของโรค โดยเฉพาะในสถานที่ที่ไม่สามารถตรวจฮีโมโกลบินเอวันซีได้ เนื่องจากธรรมชาติของการเกิดโรคเบาหวานนั้น จะเริ่มมีความผิดปกติของการควบคุมระดับน้ำตาลในช่วงหลังจากรับประทานอาหารมานานระยะหนึ่ง ซึ่งบางครั้งอาจนานกว่า 10 ปี ก่อนที่จะระดับน้ำตาลในเลือดจะผิดปกติในช่วงก่อนรับประทานอาหาร นั่นหมายความว่าถ้ามัวแต่มุ่งการตรวจโดยเน้นเฉพาะค่าน้ำตาลในเลือดก่อนมื้ออาหารเพียงอย่างเดียว อาจสายเกินไปที่จะรักษาให้ระดับน้ำตาลกลับสู่สภาวะปกติ เพราะแม้ผลเลือดอาจจะยังไม่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบาหวานเต็มขั้น แต่ตลอดเวลาที่ระดับน้ำตาลในเลือดเริ่มสูง ภาวะแทรกซ้อนต่างๆของโรคเบาหวานก็ได้ค่อยๆ ก่อตัวรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นถ้าสามารถตรวจพบความผิดปกติของระดับน้ำตาลในเลือดได้ตั้งแต่ระยะแรก ก็จะสามารถควบคุมระดับน้ำตาลที่สูงได้อย่างทันท่วงที และช่วยลดโอกาสที่จะพัฒนาไปเป็นโรคเบาหวานได้

การแปลผลระดับน้ำตาลในเลือดโดยการตรวจด้วยวิธีต่างๆ

ระดับน้ำตาลในเลือดภายหลังอดน้ำและอาหาร 8 ชั่วโมง (Fasting plasma Glucose)

ค่าปกติ น้อยกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (มก./ดล.)

เริ่มผิดปกติ (ระยะก่อนเป็นเบาหวาน) 100-125 มก./ดล.

ถือว่าเป็นโรคเบาหวาน ตั้งแต่ 126 มก./ดล. ขึ้นไป

ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมฮีโมโกลบินเอวันซี (HbA1c)

ค่าปกติ น้อยกว่า 5.7 %

เริ่มผิดปกติ (ระยะก่อนเป็นเบาหวาน) 5.7-6.4 %

ถือว่าเป็นโรคเบาหวาน มากกว่าหรือเท่ากับ 6.5 %

ระดับน้ำตาลในเลือดที่ 2 ชั่วโมงหลังดื่มน้ำตาลกลูโคส 75 กรัม (OGTT)

ค่าปกติ น้อยกว่า 140 มก./ดล.

เริ่มผิดปกติ (ระยะก่อนเป็นเบาหวาน) 140-199 มก./ดล.

ถือว่าเป็นโรคเบาหวาน ตั้งแต่ 200 มก./ดล. ขึ้นไป


ระยะก่อนเบาหวาน สำคัญอย่างไร
บ่อยครั้งที่แพทย์มักแจ้งกับผู้ที่มารับการตรวจว่าเริ่มมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติแต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นเบาหวาน นั่นหมายความว่าผู้ที่มารับการตรวจท่านนั้นมีค่าระดับน้ำตาลในเลือดภายหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมงอยู่ในช่วงระหว่าง 100-125 มก./ดล. หรือมีค่าระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมฮีโมโกลบินเอวันซี (HbA1c) ระหว่าง 5.7-6.4 % หรือมีระดับน้ำตาลในเลือดที่ 2 ชั่วโมงหลังดื่มน้ำตาลกลูโคส 75 กรัม อยู่ในช่วง 140-199 มก./ดล. ระดับน้ำตาลที่เริ่มผิดปกตินี้เป็นเสมือนสัญญาณเตือนว่าโรคเบาหวานได้เริ่มคืบคลานเข้ามาใกล้ตัวท่านแล้ว ซึ่ง 1 ใน 3 ของผู้ที่มีผลเลือดเช่นนี้อาจกลับมามีระดับน้ำตาลในเลือดปกติได้ อีก 1 ใน 3 จะยังคงมีระดับน้ำตาลผิดปกติหรือเป็นระยะก่อนเบาหวานต่อไป และที่เหลืออีก 1 ใน 3 ก็อาจพัฒนาไปเป็นโรคเบาหวานเต็ม ทั้งนี้ขึ้นกับหลายปัจจัยทั้ง พันธุกรรม การควบคุมอาหาร และการรักษาที่เหมาะสม

จากข้อมูลสำรวจเมื่อปีพุทธศักราช 2552 พบว่าประชากรไทยอายุ 20 ปีขึ้นไป ถึงร้อยละ 10.6 ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติหรือเป็นระยะก่อนเบาหวาน ซึ่งประชากรกลุ่มนี้แม้ยังไม่เป็นเบาหวานแต่พบว่ามีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้น 2-3 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดปกติ และมีโอกาสเกิดภาวะเบาหวานขึ้นตาได้ถึงร้อยละ 8 และถ้าปล่อยไว้โดยไม่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดจนกระทั่งป่วยเป็นโรคเบาหวานเต็มขั้น จะพบภาวะเบาหวานขึ้นตาเพิ่มมากขึ้นถึงร้อยละ 12.6 และยังมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนทางไต เช่น ภาวะโปรตีนไข่ขาวรั่วในปัสสาวะซึ่งบ่งบอกว่ามีความเสื่อมของไตเกิดเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้สำหรับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับเส้นประสาทส่วนปลายเสื่อม เมื่อนำมาตรวจเลือดพบว่ามีระดับน้ำตาลผิดปกติถึงร้อยละ 40 แม้จะยังไม่ได้เป็นโรคเบาหวานก็ตาม สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ผู้ป่วยที่เข้าสู่ระยะก่อนเบาหวาน ล้วนมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานมากกว่าผู้ที่ระดับน้ำตาลปกติ และหากไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ ก็จะพัฒนาไปเป็นโรคเบาหวานในที่สุด ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นอาจสายเกินแก้หากเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่รุนแรงขึ้น

ทำอย่างไรไม่ให้กลายเป็นเบาหวาน
หัวใจสำคัญในการป้องกันไม่ให้เกิดโรคเบาหวาน คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มมีความผิดปกติของระดับน้ำตาลในเลือด เป็นวิธีที่ทำได้ไม่ยาก ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา และไม่สิ้นเปลือง วิธีต่างๆ นี้ได้แก่ การควบคุมอาหาร และ การออกกำลังกายที่เหมาะสม บางรายอาจจำเป็นต้องใช้ยาลดน้ำตาลในเลือดร่วมด้วย
• ควบคุมอาหาร
แนะนำให้ลดอาหารรสหวาน น้ำหวาน หรืออาหารจำพวกแป้ง และหันมาบริโภคผัก ไฟเบอร์ และโปรตีนให้มากขึ้น นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารจานด่วน ไม่รับประทานอาหารจุบจิบ และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมการทำงานไปกินไป หรือ นั่งดูทีวีไปกินไป

• ออกกำลังกาย
แนะนำให้ออกกำลังกายแบบแอโรบิก ได้แก่การออกกำลังกายที่หนักต่อเนื่องและนานพออย่างน้อยครั้งละ 30 นาที และออกกำลังกายอย่างน้อย 3-5 วันต่อสัปดาห์ ตัวอย่างการออกกำลังกายที่เหมาะสมได้แก่ ว่ายน้ำ เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ หรือการเต้นแอโรบิก เป็นต้น คนส่วนใหญ่มักมองว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องยุ่งยาก ไม่สะดวก ต้องใช้เวลามากโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวัยทำงานซึ่งมักไม่มีเวลา จึงแนะนำให้ปรับเปลี่ยนชีวิตการทำงาน ให้มีช่องทางที่จะได้ออกกำลังกายมากขึ้น เช่นการเดินขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟท์หรือบันไดเลื่อน
การควบคุมอาหารและการออกกำลังกายนี้ มีจุดมุ่งหมายให้ลดน้ำหนักได้อย่างน้อย 5-10% จากน้ำหนักเดิม ซึ่งน้ำหนักตัวที่ลดลงนี้นอกจากจะทำให้ระดับน้ำตาลลดลงด้วยแล้วยังทำให้ระดับไขมันในเลือดและความดันโลหิตลดลงอย่างเหมาะสมอีกด้วย และภายหลังจากที่ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าวแล้ว ควรติดตามการรักษาและผลตรวจสุขภาพอย่างต่อเนื่องทั้งระดับน้ำตาล ระดับไขมันในเลือด ความดันโลหิต รวมถึงการตรวจหาปริมาณโปรตีนไข่ขาวในปัสสาวะ ทั้งนี้เพื่อใช้ในการประเมินผลและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

• การใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด
สำหรับการใช้ยาลดระดับน้ำตาลในผู้ที่มีเริ่มมีระดับน้ำตาลสูงหรือระยะก่อนเบาหวานนั้น แพทย์มักแนะนำให้ใช้เฉพาะคนบางกลุ่มเท่านั้น เช่น กลุ่มผู้ป่วยอ้วนลงพุง ไขมันพอกในตับ สตรีที่มีประวัติเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือผู้ที่ยังคงมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงแม้ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตอย่างเต็มที่แล้ว

จุดมุ่งหมายสำคัญในการรักษาผู้ป่วยระยะก่อนเบาหวาน ก็เพื่อไม่ให้พัฒนาไปเป็นโรคเบาหวานเต็มขั้นในอนาคต โดยกำหนดเป้าหมายให้ค่าระดับน้ำตาลในเลือดภายหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมง น้อยกว่า 100 มก./ดล. หรือ ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมฮีโมโกลบินเอวันซี น้อยกว่า 6.5 % ส่วนปัจจัยเสี่ยงร่วมต่างๆ จะเหมือนกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานแล้วคือ กำหนดให้ค่าระดับไขมันแอลดีแอล (LDL) ในเลือดน้อยกว่า 100 มก./ดล. ควบคุมความดันโลหิตให้น้อยกว่า 130/80 มิลลิเมตรปรอท และแนะนำให้เลิกสูบบุหรี่ เพื่อกำจัดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนของระบบหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยที่สุดทั้งในผู้ป่วยเบาหวานและระยะก่อนเบาหวาน

ดังนั้นหากรู้ให้ทัน รู้ให้ไว ย่อมห่างไกลจากเบาหวานอย่างแน่นอน อย่าลืม...สำรวจตัวเองว่าท่านมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานหรือไม่ หากท่านพบว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยง ก็ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพและรับการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เพื่อจะได้อยู่ให้ไกล และปลอดภัยจากโรคเบาหวาน

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน เพิ่มเติมได้ที่ http://www.bangkokhealth.com/index.php/health/health-system/diabetes.html

ที่มา ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ
ขอขอบคุณ ผู้เรียบเรียงบทความ พญ. สมโชดก ชาครีย์รัตน์ ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

อาหารการกินในสตรีตั้งครรภ์

16 กุมภาพันธ์ 2557 2.247

อาหารการกินในสตรีตั้งครรภ์ สตรีตั้งครรภ์นอกจากต้องมีสารอาหารทั้ง 6 ประเภท ได้แก่โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ และน้ำ ในอาหารที่รับประทานเป็นประจำให้ครบทุกประเภทแล้ว สตรีตั้งครรภ์ต้องทราบอีกว่าควรที่จะเพิ่มสารอาหารประเภทใด

มารู้จัก โรค ไอ พี ดี กันเถอะ

20 กุมภาพันธ์ 2557 3.992

โรคติดเชื้อ ไอ พี ดี (IPD, Invasive Pneumococcal Disease)โรค ร้ายที่อาจทำลายชีวิตลูกน้อยได้ใน 2 วัน โรคติดเชื้อ ไอ พี ดี ป้องกันดีกว่าเป็นแล้วมารักษา เพราะเชื้อมักดื้อยา และต้องรักษาอย่างทันท่วงที

การดูแลฟัน : วัยเด็กเล็ก

19 กุมภาพันธ์ 2557 1.339

ลูกเป็นสายใยของครอบครัว เด็กยังไม่สามารถดูแลสุขภาพปากและฟันของตนเองได้ดี พ่อแม่ผู้ปกครองจึงมีภาระที่จะต้องช่วยดูแลสุขภาพปากและฟันของบุตรหลาน จนกว่าเขาจะเติบโตสามารถดูแลตนเองได้

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ