โพสต์ 17 ก.พ. 57 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 1,140 Views

รู้ทันเรื่อง.....ข้อเสื่อม & กระดูกพรุน

รู้ทันเรื่อง.....ข้อเสื่อม & กระดูกพรุน

โรคข้อเสื่อม (osteoarthritis) ส่วนมากพบอาการกับข้อใหญ่ๆ ที่มีการเคลื่อนไหวมาก หรือข้อที่

รับน้ำหนักมาก เช่น ข้อเข่า ข้อสะโพก โรคนี้เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากความเสื่อมสภาพของกระดูก

อ่อนที่บุปลายกระดูกข้อ เป็นเหตุให้ผิวของกระดูกอ่อนเปลี่ยนสภาพจากผิวเรียบมัน กลายเป็นผิว

ขรุขระ เป็นผลให้การเคลื่อนไหวของข้อมีการติดขัดและเสียไป การเสื่อมจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ

ตลอดเวลา

ยาที่ใช้ในการรักษาโรคข้อเสื่อม

ยาที่ใช้ในการรักษาจะเป็นเพียงยากินบรรเทาอาการปวด ได้แก่ ยาแก้ปวดพวกแอสไพริน

พาราเซตามอล และยาแก้ปวดลดอาการอักเสบ นอกจากนี้ในปัจจุบันมียาที่มีฤทธิ์คล้ายเป็นอาหาร

สำหรับกระดูกอ่อน คือ กลูโคซามีน (glucosamine) เพื่อทำให้กระดูกอ่อนแข็งแรงขึ้น ซึ่งจะใช้ได้ใน

ผู้ป่วยบางราย แต่ในรายที่กระดูกอ่อนเสื่อมหมดแล้วยานี้จะใช้ไม่ได้ผล สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวด

รุนแรง อาจจำเป็นต้องใช้ยาฉีดที่เป็นสเตียรอยด์ ฉีดเข้าข้อเพื่อลดอาการอักเสบเฉพาะที่ ในรายที่ใช้

ยาไม่ได้ผลอาจต้องรักษาโดยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม

 

การป้องกันและรักษาโรคข้อเสื่อมโดยไม่ใช้ยา

  1.  
  2. ถ้าอ้วน หรือน้ำหนักเกิน ให้ลดน้ำหนักลง เพราะน้ำหนักที่เกินทำให้ข้อรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นและเสื่อม
  3. เร็วขึ้น
  4.  
  5. ลดการทำงาน หรือการรับน้ำหนักของข้อ หลีกเลี่ยงการกระโดด คุกเข่า การนั่งพับเพียบ งดการ
  6. ยกของหนัก
  7.  
  8. บริหารกล้ามเนื้อรอบข้อให้แข็งแรงเสมอ เช่น การนั่ง หรือนอน ยกหรือขยับข้อเข่า ข้อสะโพกให้มีการเคลื่อนไหวเป็นเวลา 20-30 นาทีทุกวัน
  9.  
  10. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังกายที่เหมาะสม คือ การว่ายน้ำ ถีบจักรยาน

โรคกระดูกพรุน กระดูกของคนเรามีหน้าที่สำคัญคือเป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อ รับน้ำหนักและแรง

กดกระแทกต่างๆ เมื่อใช้ไปนานๆ ก็มีการผุกร่อน กระดูกมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เมื่อผิวกระดูก

เริ่มเก่า ร่างกายจะผลิตตัวสลายกระดูก ส่งตรงมายังผิวกระดูกเก่าเพื่อย่อยสลาย จากนั้นร่างกายจะ

ผลิตตัวสร้างเนื้อกระดูก โดยดึงแคลเซียมจากการะแสเลือดเข้ามาเสริมเพื่อให้กระดูกใหม่แข็งแรง

ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะเป็นตัวควบคุมให้ตัวสลายและตัวสร้างกระดูกทำงานอย่างสมดุล แต่เมื่อเข้า

วัยหมดฮอร์โมน ตัวสลายจะทำงานเร็วกว่าตัวสร้างหลายเท่า จนเนื้อกระดูกเสื่อมสภาพไปเรื่อยๆ

และเข้าสู่สภาวะกระดูกพรุน

 

แคลเซียมนั้นสำคัญไฉน

 

แคลเซียม เป็นแร่ธาตุสำคัญในกระดูกและฟัน นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในการสร้างฮอร์โมน และ

เอนไซม์ เพื่อให้ร่างกายทำงานปกติ ในแต่ละวันร่างกายต้องได้แคลเซียมในปริมาณที่เพียงพอ

ผู้ชายและผู้หญิงสูงอายุต้องการแคลเซียมประมาณวันละ 1000 – 1200 มิลลิกรัม แคลเซียมมีอยู่ใน

อาหารปริมาณต่างๆกัน แคลเซียมในนมและผลิตภัณฑ์จากนม เช่น ชีส เนยแข็ง จะถูกดูดซึมได้ง่าย

ที่สุด ส่วนแคลเซียมจากกระดูกสัตว์ เช่น ที่พบในปลาเล็กปลาน้อย กะปิ ถูกดูดซึมได้ค่อนข้างดี ใน

ขณะที่แคลเซียมในผัก เช่น เมล็ดงา ถั่วเหลือง ผักคะน้า มะเขือพวง ใบยอ ถูกดูดซึมได้ต่ำ

เนื่องจากมีสารหลายชนิดรบกวนการดูดซึม

 

 

ยาแคลเซียม แบบเม็ด แคปซูล หรือแบบเม็ดฟู่ ต่างก็เป็นรูปแบบยาที่ทำขึ้นให้แตกต่างกัน เพื่อให้

สะดวกแก่การกิน ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใดเมื่อเลือกซื้อควรทราบว่าตัวยาแคลเซียมนั้นอยู่ในรูปเกลือ

อะไร ปริมาณเท่าไร และให้แคลเซียมปริมาณเท่าไร

 

แคลเซียมในรูปเกลือต่างๆ

ปริมาณแคลเซียมที่ได้จากเกลือแคลเซียม
100 มิลลิกรัม
แคลเซียมคาร์บอเนต 40 มิลลิกรัม
แคลเซียมอะซิเตต 25 มิลลิกรัม
แคลเซียมซิเตรต 21 มิลลิกรัม
แคลเซียมแลคเตต 13 มิลลิกรัม
แคลเซียมกลูโคเนต 9 มิลลิกรัม

หากรับประทานแคลเซียมเสริมมากเกินไป อาจทำให้มีระดับแคลเซียมในเลือดสูงมากกระทั่งเกิด

พิษจะเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไต หรือกระเพาะปัสสาวะ ทำให้เกิดความผิดปกติของการทำงานของ

กล้ามเนื้อ เกิดอาการท้องผูก คลื่นไส้ มึนงง ปัสสาวะมาก หัวใจเต้นผิดปกติ ดังนั้นในการรับประทาน

แคลเซียมเสริมนั้นต้องรับประทานแต่พอดีไม่มากเกินไป

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

โรคอุจจาระร่วงในเด็ก

15 กุมภาพันธ์ 2557 899

โดยทั่วไป ถ้าถ่ายอุจจาระเหลว 3 ครั้ง หรือมากกว่า ถ่ายเป็นน้ำ, มูกเลือด 1 ครั้ง หรือมากกว่า/วัน ถือว่าเป็นอุจจาระร่วง แต่เด็กที่เลี้ยงด้วยนมแม่ ถ่ายสีเหลืองทอง เหลวนิ่มวันละ 5-6 ครั้ง บางครั้งมีกลิ่นเปรี้ยว น้ำหนักตัวของเด็กเพิ่มขึ้นดี ไม่ใช่อุจจาระร่วง

ตั้งครรภ์ 7 เดือน

17 กุมภาพันธ์ 2557 1.242

ตั้งครรภ์ 7 เดือน เป็นการเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ ท้องโตมากขึ้น คุณแม่จะรู้สึกได้ดีถึงการเคลื่อนไหวของทารก ท้องที่โตมากขึ้นทำให้คุณแม่หายใจเร็วขึ้น เพราะมดลูกที่โตจะมาดันกระบังลมทำให้หายใจได้สั้น ๆ คุณแม่จะรู้สึกถึงความอุ้ยอ้าย เคลื่อนไหวไม่คล่องแคล่ว นอนหลับไม่ได้เต็มที่จากการที่ทารกในครรภ์จะตื่น และตัวมดลูกเองก็จะบีบตัวเป็นระยะห่าง ๆ กัน

โรคอ้วน

5 มิถุนายน 2556 1.221

โรคอ้วนเป็นความผิดปกติของร่างกายอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมาก ในการทำให้เกิดโรคอื่นๆตามมาอีกมากมาย ความหมายของโรคอ้วน ได้แก่ ผู้ที่มีน้ำหนักมากขึ้น จากการที่ร่างกายมีการสะสมไขมันไว้ในร่างกายเกินกว่าที่ควรจะเป็น สำหรับการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักของส่วนอื่นๆ

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ