โพสต์ 14 พ.ค. 58 ปรับปรุง 18 พ.ค. 58 6,367 Views

รู้ทัน...ป้องกัน โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เป็นอย่างไร

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เป็นโรคข้ออักเสบชนิดหลายข้อ มักจะเกิดกับข้อมือ ข้อนิ้วมือ โคนนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า อาการมักจะเป็นข้างซ้ายและข้างขวาพอ ๆ กัน ถ้าเป็นมาก ข้อนิ้วที่มีการอักเสบจะบวม เจ็บเวลาขยับ กำมือได้ไม่ถนัด เปิดฝาขวด เปิดกระป๋อง หมุนลูกบิดได้ลำบาก เวลาบิดผ้า ทำครัวก็เจ็บ  บางรายเป็นที่ข้อเข่า ข้อศอก ข้อสะโพก และไหล่  บางคนเป็นมากจนทำงานไม่ไหว เดินไม่ได้  ในจำนวนคนไข้ทั้งหมด พบว่าเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการตอน 20-40 ปี  อาการมักจะเป็นตลอดและเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ต่างกับโรคเก้าท์ซึ่งจะปวดข้อเป็น ๆ หาย ๆ

สาเหตุเกิดจากภูมิต้านทานของผู้ป่วยที่ทำงานผิดปกติ อาจจะเนื่องจากมีสารพันธุกรรมที่มีแนวโน้มต่อการเกิดการอักเสบ ปัจจุบันพบว่าการสูบบุหรี่ และการติดเชื้อ อย่างเช่น เชื้อที่ทำให้เกิดเหงือกอักเสบ (โรคปริทันต์ หรือโรคคุดทะราด แล้วแต่จะเรียก) และการติดเชื้อไวรัสบางอย่าง เช่นEBV กระตุ้นให้เป็นโรครูมาตอยด์ ทั้งนี้สาเหตุของโรคไม่ได้เกิดจากกรรมพันธุ์เพียงอย่างเดียว มีโอกาสถ่ายทอดโรคไปยังบุตรน้อย

การตรวจเลือดรูมาตอยด์ อาจจะให้ผลบวกได้ 70% ผู้ป่วยส่วนหนึ่งมีผลการตรวจเลือดรูมาตอยด์เป็นลบ ดังนั้นไม่ควรใช้การเจาะเลือดเพียงอย่างเดียวในการวินิจฉัยโรค

การรักษา ผู้ป่วยที่ได้ยาลดอาการปวดลดอักเสบอย่างเดียว  อาจจะหายปวดจากฤทธิ์ยา พอไม่ได้ทานก็ปวดใหม่ ดังนั้นจึงแนะนำให้พบอายุรแพทย์โรคข้อเพื่อรักษา ปัจจุบันการรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ด้วยยามาตรฐานให้ผลดีมาก ช่วยลดอาการ ช่วยป้องกันการเกิดข้อผิดรูป กระดูกกร่อนและโรคแทรกซ้อน การรักษายิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ ผลการรักษายิ่งดีเท่านั้น

การรักษาด้วยยา

ยาลดอาการปวด อาการอักเสบใช้ในช่วงแรกของโรค ช่วยลดอาการปวด แต่ไม่ป้องกันการเกิดข้อผิดรูป

  • ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ช่วยลดอาการปวด อาการบวม การกินยาต่อเนื่องจะช่วยให้อาการปวดลดลงเร็วขึ้น ยากลุ่มนี้ควรรับประทานหลังอาหารทันที เพราะอาจจะทำให้เกิดแผลในกระเพาะได้ถ้ารับประทานตอนท้องว่าง
  • ยาสเตียรอยด์ ช่วยลดอาการปวดบวมได้ มักจะใช้ระยะสั้นๆ ในช่วงแรกของโรค ควรใช้ตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด แม้ว่ายานี้จะทำให้อาการดีขึ้นรวดเร็ว แต่การใช้ระยะยาวอาจจะทำให้มีความดันโลหิตสูง เบาหวาน กระดูกพรุน ดังนั้นเมื่อควมคุมโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ดีแพทย์จะแนะนำให้ลดยา ช่วงระหว่างที่ได้ยาควรรับประทานแคลเซียมและวิตามินดีให้พอเพียง

ยาปรับเปลี่ยนการดำเนินโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (DMARDs) ใช้ในการควบคุมโรค ไม่ใช่ยาแก้ปวด ออกฤทธิ์ หลังเริ่มรับประทาน 1-3 เดือน ยาจะเข้าไปปรับการทำงานระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ลดการอักเสบ ซึ่งกระบวนการนี้จะเกิดขึ้นช้า ๆ ในกรณีที่เป็นมาก การใช้ยาหลายตัวร่วมกันจะทำให้โรคอาการดีขึ้นกว่าใช้ยาตัวเดียว การกินยาต่อเนื่องมีความสำคัญเป็นอย่างมาก

  • เมโทรเทรกเซท เป็นยาในกลุ่มเคมีบำบัด แต่ขนาดที่ใช้ในการรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์น้อยกว่าขนาดที่ใช้รักษาโรคมะเร็งมาก  กินสัปดาห์ละครั้ง จำนวน 3-10 เม็ดต่อสัปดาห์ ถ้ากินมากกว่า  6 เม็ด การแบ่งกิน 2-3 มื้อจะทำให้ยาดูดซึมได้ดีขึ้น  ในผู้ป่วยที่ใช้ยาขนาดสูง แพทย์อาจจะเปลี่ยนเป็นชนิดฉีด  การรับประทานยาโฟลิคจะช่วยป้องกันผลข้างเคียงจากยาเมโทรเทรกเซท ควรทานควบคู่กันเสมอ
  • ซัลฟาซาลาซีน (ซาลาโซไพริน) ขนาดที่ใช้ คือ 4-6 เม็ดแบ่งกินวันละ 2-3 ครั้ง เมื่อรับประทานจะมีสีปัสสาวะสีเหลืองเข้ม แต่ไม่ได้เป็นอันตรายอย่างใด ห้ามใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่แพ้ยาซัลฟา
  • กลุ่มยาต้านมาลาเรีย (ไฮดรอกซีคลอโรควิน และ คลอโรควิน) มีผลข้างเคียงน้อย มักใช้ร่วมกับยาอื่น ทำให้ควบคุมโรคได้เร็วขึ้น มีผลข้างเคียงคืออาจจะทำให้ผิวมีสีคล้ำขึ้น หรืออาจจะมีผลทำให้จอตาผิดปกติ ควรได้รับการตรวจจอตาทุก 6-12 เดือน
  • ยาอื่นๆ  อย่างเช่น เลอฟลูโนไมด์ (อาราว่า) ไซโคลสปอริน ยาฉีด อย่างเช่น ไมโอไครซิน และเมโทรเทรกเซทชนิดฉีด มีใช้ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถควบคุมโรคได้ด้วยยา 3 ตัวแรก

ผู้ป่วยพิเศษ เช่น ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยตั้งครรภ์และให้นมบุตร ผู้ป่วยที่วางแผนจะมีบุตรทั้งเพศชายและหญิง ผู้ป่วยไตวาย ผู้ป่วยโรคตับแข็ง ควรแจ้งแพทย์เสมอ เพื่อให้การดูแลเป็นพิเศษ

สารชีวภาพ เป็นยาใหม่ที่ออกฤทธิ์ตรงจุด ยับยั้งสารอักเสบที่ทำให้เกิดข้ออักเสบ ออกฤทธิได้ผลดี ในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่สามารถควบคุมโรคด้วยยามาตรฐาน ปัจจุบันสารชีวภาพสำหรับการรักษาโรครูมาตอยด์ในประเทศไทยมี 4 ชนิด ได้แก่ อินฟลิซิแมป อีทาเนอเซป ริทูซิแมบ และโทซิลิซูแมบ มีเฉพาะในรูปฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนัง หรือเข้าหลอดเลือดดำ ข้อเสียคือมีราคาแพง และเสื่อมง่าย ต้องมีการเก็บรักษาอย่างดี

การรักษานอกเหนือจากยา

การใช้งานข้อ ควร หลีกเลี่ยงการทำงานที่มีการบิดข้อ หลีกเลี่ยงการใช้ข้อนิ้ว ข้อมือ เช่น บิดผ้า ทำครัว เปิดขวด หลีกเลี่ยงการยกของหนักเกิน 2กิโลกรัม ถ้าใช้กระเป๋าให้ใช้กระเป๋าสะพายไหล่ หรือพาดตัว แทนการหิ้วของ หรือใช้อุปกรณ์เสริม มือจับ ที่ช่วยลดการบิดข้อ ช่วยถนอมข้อ นอกจากนั้น ผู้ป่วยที่มีข้อผิดรูป แพทย์อาจจะส่งปรึกษาศัลยแพทย์กระดูกและข้อ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด ร่วมดูแลรักษา

ขอขอบคุณ

Author

พญ. พรเพ็ญ อัครวัชรางกูร

อายุรศาสตร์ สาขาวิชาโรคข้อและรูมาติสซั่ม

1 บทความ

ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

Telemedicine

6 มิถุนายน 2556 1.715

ปัจจุบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมที่นับวันยิ่งจะทำให้ระบบต่างๆ พัฒนาก้าวหน้าและรวดเร็วมากขึ้น

FITNESS กับการออกกำลังกาย ตอนที่ 29

19 กุมภาพันธ์ 2557 2.028

ในเสาร์นี้ ผมขอกล่าวถึงอาการปวดบริเวณส้นเท้าที่พบได้บ่อย ทั้งในนักกีฬา ผู้ที่เล่นกีฬาเพื่อการออกกำลังกายทั่วๆ ไป และประชาชนทั่วไปที่ไม่ค่อยได้เล่นกีฬา ต่างก็มีอาการลักษณะคล้ายๆ กัน จากส้นเท้าบริเวณนั้น ได้รับแรงกระทบกระแทก หรือการใช้งานส้นเท้าจากแรงกระโดด

อาการปวดหลังเรื้อรังที่เกิดจากโรคข้ออักเสบต่างๆ

3 สิงหาคม 2556 1.134

โรคข้ออักเสบ อาทิเช่น โรครูมาตอยด์(Rheumatoid) โรคเก๊าต์(Gout) โรคข้อสันหลังอักเสบแบบยึดติด(AnkylosingSpondilitis) และโรคข้ออักเสบอื่นๆ สามารถทำให้เกิดอาการปวดหลังเรื้อรังได้อาการของผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะแยกยากจากอาการปวดหลังเรื้อรังที่เกิดขึ้นจากสาเหตุอื่น

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ