โพสต์ 15 ก.พ. 57 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 1,224 Views

รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ประจำปี พ.ศ.2548

รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ประจำปี พ.ศ.2548

รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ประจำปี พ.ศ.2548 เป็นของศาสตราจารย์ แบร์รี เจ มาร์แชลล์ และ

ศาสตราจารย์ เจ โรบิน วาร์เรน จากผลงานการศึกษาวิจัยจนค้นพบเชื้อแบคทีเรียชื่อ "เฮลิโคแบคเตอร์

ไพลอไร" (Helicobacter pylori) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคแผลในกระเพาะและกระเพาะอาหารอักเสบ

 

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2548 สภาโนเบล ณ สถาบันวิจัยการแพทย์คาโรลินสกาแห่งสต็อกโฮม

ประเทศสวีเดนได้ประกาศรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาและการแพทย์ประจำปี 2548 โดยมอบรางวัลดัง

กล่าวให้แก่ศาสตราจารย์ แบร์รี เจ มาร์แชลล์ (Barry J. Marshall) จากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออสเตร

เลีย และศาสตราจารย์ เจ โรบิน วาร์เรน (J. Robin Warren) พยาธิแพทย์จากประเทศออสเตรเลีย

   

ศาสตราจารย์ เจ โรบิน วาร์เรน วัย 68 ปี เกิดในเมืองแอดิเลด ขณะนี้อาศัยอยู่ที่เมืองเพิร์ทซึ่งเขา

ทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญวิชาพยาธิวิทยาที่โรงพยาบาลรอยัลเพิร์ท จนถึงปี 2542 เป็นผู้ค้นพบแบคทีเรีย

ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะโค้ง ตัวเล็ก อาศัยอยู่ที่ส่วนปลายของกระเพาะอาหาร โดยพบแบคทีเรียชนิดนี้

มากถึงครึ่งหนึ่งของชิ้นเนื้อกระเพาะอาหารที่มาตรวจทางพยาธิวิทยา และสังเกตพบว่าเยื่อบุกระเพาะ

อาหารบริเวณรอบๆเชื้อแบคทีเรีย ปรากฎร่องรอยของการอักเสบเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง

 

ศาสตาจารย์ แบร์รี เจ มาร์แชลล์ วัย 54 ปี อาศัยอยู่ในเมืองคัลกูร์ลี รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย โดยทำวิจัย

อยู่ที่ศูนย์วิจัยการแพทย์ควีนส์อลิซาเบธที่ 2 ในเมืองเนดแลนด์ส เมื่อครั้งที่ท่านยังเป็นเฟลโลว์ทาง

อายุรศาสตร์ มีความสนใจในงานของศาสตราจารย์ เจ โรบิน วาร์เรน เป็นอย่างมาก และเริ่มต้นทำการ

ศึกษาวิจัยผลชิ้นเนื้อจากผู้ป่วยรวม 100 ราย จนในที่สุดสามารถเพาะเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวได้เป็นครั้ง

แรกและตั้งชื่อว่า "เฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร" จากการศึกษาต่อมาพบเชื้อนี้ในผู้ป่วยโรคกระเพาะ

อาหารอักเสบและโรคแผลในกระเพาะอาหารเกือบทุกราย จึงได้นำเสนอรายงานทางการแพทย์ว่าเชื้อ

"เฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร" น่าจะเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคแผลในกระเพาะและกระเพาะอาหารอักเสบ

ศาสตราจารย์มาร์เชลล์ เคยได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลในพระบรมราชูปถัมภ์สาขาสาธารณสุขซึ่ง

เป็นรางวัลอันทรงเกียรติอีกรางวัลของไทยเมื่อปี 2545 อีกด้วย

 

 

 

เชื้อแบคทีเรีย "เฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร" เข้าสู่กระเพาะได้โดยการกลืนเข้าไปหรือขย้อนเชื้อจาก

ลำไส้มาอยู่ในกระเพาะอาหาร โดยปกติในกระเพาะอาหาร จะไม่มีเชื้อแบคทีเรีย หลังจากเชื้อเข้าสู่

กระเพาะอาหารจะใช้หนวดของมันว่ายเข้าไปฝังตัวในเยื่อเมือกบุผนังกระเพาะ และปล่อยน้ำย่อย เอ็น

ซัยม์ และสารพิษมาทำลายและกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุผนังกระเพาะอาหาร ด้วยกลไกนี้

ร่วมกับกรดที่หลั่งออกมาจากเซลล์เยื่อมูกกระเพาะ จะช่วยกันทำลายผนังกระเพาะให้มีการอักเสบและ

เกิดเป็นแผลได้ในที่สุด

 

การรักษาแผลในกระเพาะโดยการใช้ยาลดการหลั่งกรดสามารถทำให้แผลหายได้แต่ไม่สามารถฆ่า

เชื้อแบคทีเรียนี้ได้ เชื้อแบคทีเรียจะฝังตัวอยู่และรอเวลาที่จะกำเริบขึ้นมาใหม่ เป็นผลทำให้โรค

กระเพาะกำเริบอีก

 

การรักษาในปัจจุบันจึงมุ่งที่จะฆ่าเชื้อแบคทีเรียนี้ด้วย ปัจจุบันมีการค้นพบแนวทางการรักษาใหม่ โดย

ใช้ยา 3 ชนิด คือ ยาลดการหลั่งกรด 1 ชนิดร่วมกับยาปฏิชีวนะ 2 ชนิด ซึ่งเหตุที่ต้องให้ยาปฏิชีวนะถึง 2

ชนิดก็เพราะเชื้อตัวนี้ดื้อยาง่าย การให้ยาตัวเดียวไม่ได้ผล และเหตุที่ต้องให้ยาลดการหลั่งกรดเพิ่ม

เพราะยาปฏิชีวนะจะถูกทำลายโดยกรด ทำให้ประสิทธิภาพด้อยลง ซึ่งยาลดการหลั่งกรดจะทำให้กรด

น้อยลง ส่งผลให้ยาปฏิชีวนะทำงานดีขึ้นและกำจัดเชื้อได้ดีขึ้น อีกประการหนึ่งคือยาลดการหลั่งกรดจะ

ช่วยลดการปวดท้องได้ดี ในช่วงที่เชื้อยังไม่ถูกฆ่าตาย เพราะกว่าเชื้อจะถูกฆ่าต้องใช้เวลาเกิน 7 วันขึ้น

ไป หลังจากนั้นคนไข้จะหายเป็นปกติ และเมื่อติดตามไปหนึ่งปี พบว่าโอกาสที่เชื้อจะกลับมาเป็นซ้ำ

น้อยมากไม่ถึงร้อยละ 5-10

 

ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารในประเทศไทยมีมากถึงร้อยละ 20-25 ของประชากร และแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น

เรื่อยๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ในวัยทำงาน คิดเป็นคนไข้ที่มีแผลในกระเพาะประมาณร้อยละ 10-20 โดยแผล

ในกระเพาะอาหารเป็นโรคที่มีภาวะแทรกซ้อนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เช่น มีเลือดออก แผลทะลุ

หากรักษาไม่ทันโอกาสตายสูง เชื้อแบคทีเรียนี้มีส่วนทำให้เกิดแผลในกระเพาะประมาณร้อยละ 50-70

ที่เหลือแผลในกระเพาะอาจเกิดร่วมกับการกินยาแก้ปวดหรือยาชุด

 

การวินิจฉัยเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะทำได้สองอย่างวิธีแรกอาศัยการส่องกล้อง แล้วตัดผนังบุกระเพาะ

ชิ้นเล็กๆ ไปตรวจหาเชื้อซึ่งเป็นการตรวจแอนติบอดี้ต่อเชื้อ ส่วนอีกวิธีหนึ่งเป็นการตรวจที่เรียกว่า

breath test เป็นการตรวจสารที่เชื้อแบคทีเรียสร้างขึ้นในกระเพาะและตรวจพบได้ในลมหายใจของผู้

ป่วย

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

เตรียมลูกเข้าโรงเรียนอนุบาลอย่างไร

20 กุมภาพันธ์ 2557 38.652

ระยะนี้ (เดือนพฤษภาคม) ของทุกปีเป็น ช่วงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนที่มีลูกอายุประมาณ 3 ขวบ จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ตื่นเต้นบางครั้งก็เครียดด้วย นั่นคือการเข้าโรงเรียนอนุบาลวันแรกของลูก การ ไปโรงเรียนของลูกนั้นเป็นพัฒนาการส่วนหนึ่งของเด็กครับ เพราะโรงเรียนเป็นสถานที่ที่่แปลกใหม่สำหรับเด็ก ที่โรงเรียนเด็กจะได้เรียนรู้วิชาการ ฝึกการเขียนอ่านได้เล่น และจะได้ฝึกการใช้์ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมด้วย และที่สำคัญคือเด็กจะต้องแยกจากพ่อแม่และเรียนรู้การเข้ากลุ่มเพื่อนที่ โรงเรียน ดังนั้นถ้าไม่เตรียมตัวให้ดีการเข้าโรงเรียนอนุบาลของลูกก็อาจเป็นความ เครียดของทั้งพ่อแม่ และเด็กได้

คุณเป็นแค่หวัดธรรมดาหรือโรคภูมิแพ้กันแน่

15 กุมภาพันธ์ 2557 1.107

ในช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี เกือบทั่วทุกมุมโลกจะเข้าสู่ช่วงหน้าร้อนอีกครั้ง ขณะที่อากาศในบ้านเราร้อนละอุที่อุณหภูมิ 34 – 38 องศาเซลเซียส แต่ที่เมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา กับมีอุณหภูมิเพียง 1 องศาเซลเซียส

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ