โพสต์ 7 มิ.ย. 56 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 8,624 Views

ยาไทรอยด์ฮอร์โมน

 ยาไทรอยด์ฮอร์โมน

ยาไทรอยด์ฮอร์โมนมีที่ใช้ในสองกรณีด้วยกัน กรณีแรกต่อมไทรอยด์ไม่สามารถสร้างฮอร์โมนได้ตามปกติ ร่างกายอยู่ในภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมน จึงใช้ยาไทรอยด์ฮอร์โมนเพื่อรักษาทดแทน เรียกว่า replacement therapy กรณีที่สอง เป็นการใช้ยาไทรอยด์ฮอร์โมนเพื่อกดการเจริญของเนื้อเยื่อไทรอยด์ เรียกว่า suppression therapy
 
การรักษาที่เฉพาะเจาะจงสำหรับโรคฮัยโปไทรอยด์ เป็นการให้ยาไทรอยด์ฮอร์โมนทดแทน โดยมีเป้าหมายที่ใกล้เคียงกับการทำหน้าที่ของต่อมไทรอยด์มากที่สุด การใช้ยาไทรอยด์ฮอร์โมนในการรักษาจะเหมือนกับฮอร์โมนที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ ไทรอยด์ฮอร์โมนมีความสำคัญต่อทุกเซลล์ในร่างกาย การใช้ยาไทรอยด์ฮอร์โมนอาจพบว่ามากไปหรือน้อยไป จึงต้องมีวิธีติดตามผลของการรักษาเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
 
ชนิดของยาไทรอยด์ฮอร์โมน
  • สารสกัดไทรอยด์ฮอร์โมน
  • ยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4
  • ยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3
  • ยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิดผสม T4 และ T3
 
สารสกัดไทรอยด์
 
ก่อนหน้าที่จะมีการสังเคราะห์ไทรอยด์ฮอร์โมนเพื่อนำมาใช้ในการรักษาโรคฮัยโปไทรอยด์ แพทย์ใช้วิธีสกัดฮอร์โมนออกมาจากต่อมไทรอยด์ของสัตว์ โดยนำมาผึ่งให้แห้ง ชนิดที่ได้จากการสกัดต่อมไทรอยด์ของวัว บรรจุเป็นขนาดยาเม็ดละ 1 เกรน โดยมีปริมาณไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 ประมาณ 64-80 ไมโครกรัม และไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 ประมาณ 12-25 ไมโครกรัม ชนิดที่ได้จากการสกัดต่อมไทรอยด์ของหมู มีใช้แพร่หลายมากกว่าชนิดที่สกัดจากวัว มีชื่อการค้าว่า Armour thyroid
ปัญหาของสารสกัดไทรอยด์อยู่ที่ไม่สามารถกำหนดปริมาณความเข้มข้นของตัวยาออกฤทธิ์ได้ จึงไม่นิยมใช้ในปัจจุบันเนื่องจากประสิทธิผลไม่แน่นอนและมีปัญหาการเปลี่ยนแปลงของยาในร่างกาย นอกจากนี้พบว่าปริมาณของไทรอยด์ฮอร์โมนยังไม่แน่นอนอีกด้วย สัดส่วนของยาซึ่งประกอบด้วยไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 และไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 อาจมีสัดส่วนที่แตกต่างกันได้ เนื่องจากมีไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 เป็นส่วนประกอบอยู่มาก
 
การบริหารยาชนิดสารสกัดไทรอยด์ทำให้ระดับไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 สูงขึ้นเหนือระดับปกติ เช่นเดียวกับการให้ L-T3 จึงไม่แนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยสูงอายุ ปัจจุบันมียาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิดสังเคราะห์แล้ว จึงเลิกใช้สารสกัดไทรอยด์ไปในที่สุด อย่างไรก็ตามบางพื้นที่ในประเทศไทยยังคงมีการใช้อยู่เนื่องจากสารสกัดไทรอยด์มีราคาถูก
การหาซื้อยาชนิดสารสกัดไทรอยด์ออนไลน์ต้องระมัดระวัง ถ้าผู้จำหน่ายระบุว่าเป็นอาหารเสริม food supplement ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าระบุว่าเป็นยา medicine ถือว่าผิดกฎหมาย เคยมีรายงานผู้ป่วยแพ้สารโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบของยาชนิดสารสกัดไทรอยด์ และรายงานระดับไทรอยด์ฮอร์โมนในเลือดที่แกว่งไปมา ไม่สม่ำเสมอคงที่เหมือนกับการใช้ยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิดสังเคราะห์
ยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4
 
ชื่อสามัญ: levothyroxine sodium
ชื่อการค้า: Eltroxin, Elthroid, Synthroid, Levoxyl, Levothroid, Levolet, L-Thyroxin, Thyroxin, T4-KP, Levo-T, Novothyrox, Unithroid
 
ตัวยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 ส่วนใหญ่ใช้ได้ผลดีในการรักษาโรคฮัยโปไทรอยด์ โดยตัวยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 ถูกเปลี่ยนไปเป็นไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 ในเลือดอย่างคงที่ ทั้งนี้กระบวนการเปลี่ยนไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 เป็นไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 เกิดขึ้นภายใต้การควบคุมของเนื้อเยื่อของร่างกาย
 
ตัวยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 ถูกดูดซึมในทางเดินอาหารประมาณร้อยละ 80 การให้ยาก่อนอาหารจะดูดซึมดีกว่าหลังอาหารเล็กน้อย ระดับไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 สูงสุดในเวลา 2-4 ชั่วโมง โดยจะเพิ่มขึ้นจากระดับฮอร์โมนพื้นฐานโดยเฉลี่ยร้อยละ 10-15 จะสูงกว่าระดับพื้นฐาน 6 ชั่วโมง ตัวยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 มีค่าครึ่งชีวิตประมาณ 7 วัน สามารถบริหารยาวันละครั้งได้ ยาจะถูกเปลี่ยนแปลงที่เนื้อเยื่อส่วนปลายได้เป็นไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 ซึ่งเป็นตัวออกฤทธิ์ เป็นผลทำให้ไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 ในเลือดมีค่าค่อนข้างคงที่และสม่ำเสมอตลอดทั้งวัน
 
ในต่างประเทศมีตัวยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 หลายขนาด ยาเม็ด: 0.025, 0.05, 0.075, 0.088, 0.1, 0.112, 0.125, 0.137, 0.15, 0.175, 0.2, และ 0.3 มิลลิกรัม ยาฉีด: 200 ไมโครกรัม และ 500 ไมโครกรัมต่อหลอด ในประเทศไทยมี 2 ขนาด คือ ขนาดเม็ดละ 50 ไมโครกรัม ได้แก่ Eltroxin และขนาด 100 ไมโครกรัมต่อเม็ด ได้แก่ Eltroxin, Thyroxin, T4-KP และ Elthroid นอกจากนั้นยังมีที่ผลิตเป็นยาน้ำและยาฉีดเข้าเส้นใช้ในการรักษาภาวะวิกฤตจากต่อมไทรอยด์ และในผู้ป่วยซึ่งมีปัญหาการดูดซึมยาจากทางเดินอาหาร
ในประเทศสหรัฐอเมริกามีข้อถกเถียงเกี่ยวกับประสิทธิภาพของยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 ที่เป็น generic drug เมื่อเทียบกับยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 ที่เป็น original brand name (Synthroid) จนถึงปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด
 
ยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3
ชื่อสามัญ: liothyronine sodium
ชื่อการค้า: Cytomel, Triostat
 
ขนาดและรูปแบบของยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 มีทั้งชนิดรับประทานและยาฉีด ชนิดเม็ดขนาด 5, 25, 50 ไมโครกรัม ชนิดฉีด ขนาด 10 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 มีที่ใช้ในบางกรณี แม้ว่าส่วนใหญ่จะนิยมใช้ยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 มากกว่า เนื่องจากเป็นรูปแบบยาที่คงตัว สามารถใช้วันละครั้งได้ ในขณะที่ยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 เป็นยาที่ออกฤทธิ์สั้นกว่า และต้องให้ยาวันละหลายครั้ง
 
โดยทั่วไปไม่นิยมรักษาด้วยยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 เนื่องจากค่าครึ่งชีวิตสั้นเพียง 1 วัน จึงต้องแบ่งให้วันละ 2-3 ครั้ง หลังรับประทานยาจะมีระดับไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 สูงขึ้นกว่าค่าปกติมากซึ่งใช้เวลาเป็นชั่วโมง และจะลดสู่ระดับปกติใน 24 ชั่วโมง พบว่าระดับไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 ในเลือดจะมีค่าไม่ค่อยคงที่ พบว่าอาจมีระดับยาสูงกว่าปกติหลังได้รับยาซึ่งอาจเป็นอันตรายในผู้ป่วยสูงอายุโดยเฉพาะถ้ามีโรคหัวใจร่วมด้วย นอกจากนี้ผู้ที่ได้รับยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 จะไม่มีระดับไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 เปลี่ยนแปลงในการตอบสนองต่อภาวะเจ็บป่วยเหมือนในผู้ป่วยซึ่งได้รับ L-T4 ทำให้การประเมินผลผิดพลาดได้
 
การใช้ยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 ทดแทนยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 ช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพื่อตรวจหามะเร็งต่อมไทรอยด์ซึ่งอาจยังเหลืออยู่ และก่อนการให้น้ำแร่รักษาผู้ป่วยดังกล่าว โดยจะหยุดให้ยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 เปลี่ยนไปให้ยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 ขนาด 25 ไมโครกรัม วันละ 2-3 ครั้ง นาน 3-4 สัปดาห์ จากนั้นจึงทำการตรวจ total body scan เหตุที่ปฏิบัติเช่นนี้เนื่องจากถ้าให้ยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 จะต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน จึงจะทำการตรวจได้ นอกจากนั้นจะไม่ทำให้ผู้ป่วยอยู่ในภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนนานเกินไป เนื่องจากผู้ป่วยมะเร็งต่อมไทรอยด์จะได้รับการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ออกทั้งหมดมาแล้ว ทำให้เกิดการขาดไทรอยด์ฮอร์โมน ซึ่งอาการจะค่อนข้างมากถ้าหยุดนานเป็นเดือน
การใช้ Liothyronine/Synthetic T3 ร่วมกับ levothyroxine อาจได้ผลดีในผู้ป่วยบางราย ดังปรากฏหลักฐานสนับสนุนจากผลการศึกษาวิจัยตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ ต่อมาในปี 2003 มีผลการศึกษาที่คัดค้านและสรุปว่าไม่ได้ผล จึงยังเป็นข้อคิดเห็นที่แตกต่างกัน ระหว่างกลุ่มที่เชื่อว่าผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องได้รับยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 เนื่องจากร่างกายสามารถเปลี่ยนไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 เป็นไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 ได้หมด ในขณะที่อีกกลุ่มเชื่อว่าอาจเกิดความบกพร่องในการเปลี่ยนไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 เป็นไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 จึงสมควรให้ไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 เสริมไปด้วย
 
ยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิดผสม T4 และ T3
 
ชื่อสามัญ: liotrix
ชื่อการค้า: Thyrolar
 
ยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิดผสม T4 และ T3 เป็นยาที่ไม่แพร่หลายนัก แพทย์ที่เลือกใช้ยาชนิดนี้ต้องการให้ยาทั้งไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 และ T3 อีกทั้งต้องการเลือกใช้ยาสังเคราะห์ ยาในรูปแบบนี้มีสัดส่วนของไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 มากกว่าที่ร่างกายผลิตในภาวะปกติ จึงอาจเกิดผลข้างเคียงเช่นเดียวกับการให้ไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 ยานี้สามารถให้วันละครั้งได้ บางรายแพทย์อาจพิจารณาให้ยาชนิดผสมที่มีสัดส่วนของไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 น้อย โดยให้ยาวันละหลายครั้ง
 
สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับยาไทรอยด์ฮอร์โมน
  • ขนาดของยาไทรอยด์ฮอร์โมนทดแทนในผู้ใหญ่เฉลี่ย 1.6 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม หรือประมาณวันละ 100-150 ไมโครกรัม สำหรับในเด็กจะใช้ขนาดยามากกว่าผู้ใหญ่
  • ในผู้ป่วยอายุน้อยและแข็งแรง ให้ยาไทรอยด์ฮอร์โมนทดแทนเต็มขนาดได้ตั้งแต่แรก ส่วนในผู้สูงอายุซึ่งอาจปัญหาโรคหัวใจอยู่ก่อน การใช้ยาไทรอยด์ฮอร์โมนทดแทนต้องระวังอาการของโรคหัวใจกำเริบเช่น อาการเจ็บแน่นหน้าอก อาการหัวใจวาย อาจพิจารณาเริ่มต้นด้วยขนาดยา 25 ไมโครกรัม แล้วค่อยๆปรับเพิ่มขนาดยาทุก 6 สัปดาห์
  • ยาไทรอยด์ฮอร์โมนสังเคราะห์ชนิด T4 ควรรับประทานตอนเช้า ก่อนอาหาร 30 นาที
  • หลีกเลี่ยงยาที่มีส่วนผสมของธาตุเหล็ก รวมทั้งยาลดกรด เนื่องจากทำให้การดูดซึมยาไทรอยด์ฮอร์โมนลดน้อยลง
  • โดยทั่วไปถือว่าเป็นยาที่ปลอดภัย สามารถใช้ร่วมกับยาชนิดอื่นได้ อย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่รับประทานยา cholestyramine ซึ่งเป็นยาลดไขมันในเลือด หรือผู้ป่วยที่ใช้ยากันชักบางชนิดอยู่ด้วย ควรปรึกษาแพทย์ถึงปฏิกิริยาระหว่างยา
  • การตรวจหาระดับฮอร์โมนกระตุ้นไทรอยด์ TSH เป็นระยะๆ ช่วยในการปรับขนาดยาไทรอยด์ฮอร์โมนให้ได้ถูกต้องและเหมาะสม โดยทั่วไปจะปรับขนาดยาทุก 6 สัปดาห์ จนเข้าสู่ภาวะคงที่ สิ่งสำคัญคือการเจาะเลือดเพื่อหาระดับฮอร์โมนกระตุ้นไทรอยด์ TSH ถือเป็นข้อพิจารณาว่าการรักษาด้วยยาไทรอยด์ฮอร์โมนถูกต้องเหมาะสมแล้วหรือไม่
ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

ถั่งเฉ้า จักรพรรดิ์แห่งยาบำรุง The King of Chinese Herbs

20 กันยายน 2559 2.548

ถั่งเช่า (Cordyceps) หรือหญ้าหนอน จัดเป็นสมุนไพรจีนที่มีคุณสมบัติหลายด้านมากในการดูแลสุขภาพและมีสรรพคุณทางยาแผนโบราณที่ใช้กัน อย่างแพร่หลายในตำราแพทย์ของจีนมาช้านาน โดย ถั่งเช่า หรือ Cordyceps นี้มีความหลากหลายทางสายพันธุ์มาก

โลกแห่งวิทยาศาสตร์ชีวภาพ

17 กุมภาพันธ์ 2557 6.349

โลกแห่งวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ข้อมูลจำนวนมากมายมหาศาลถือเป็นความท้าทายที่สำคัญที่สุดในการวิจัยทางด้านการแพทย์แนวลึกในปัจจุบัน ท่านเชื่อหรือไม่ว่า ทุกวันนี้แพทย์และนักวิจัยเรื่องราวเกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพ รวมทั้งนักวิเคราะห์เภสัชศาสตร์โมเลกุลกำลังรวบรวมข้อมูลในอัตราประมาณหนึ่งเทราไบต์ต่อสัปดาห์ หรือเทียบเท่ากับเอกสารขนาด 50 ล้านหน้า อีกทั้งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ ทั้งเอกสารออนไลน์สารพัดและมัลติมีเดียทุกรูปแบบ ที่เห็นได้ชัดเจนในแง่ของรหัสพันธุกรรมหรือจีโนมมนุษย์นั้น ประกอบขึ้นจากคู่เบสอย่างน้อย 3 พันล้านคู่ ซึ่งนิวคลีโอไทด์ (nucleotide) ที่เป็นคู่เบสนี้จะมีอยู่ด้วยกัน 4 ชนิด ได้แก่ A T C G (adenine, thymine, cytosine, guanine) นั่นหมายความว่ามนุษย์จะมียีนประมาณ 35,000 ยีน ซึ่งเป็นตัวกำหนดกลไกการทำงานของร่างกายรวมทั้งความเจ็บไข้ได้ป่วยทั้งปวงที่เกิดขึ้น

ไข้ทับระดู

17 กุมภาพันธ์ 2557 4.598

คำว่า "ไข้ทับระดู" เป็นคำที่ใช้เรียกกันมาตั้งแต่สมัยก่อน ซึ่งมักเล่าขานกันในอดีตว่า ไข้ทับระดูเป็นไข้ที่น่ากลัวสำหรับผู้หญิง บางคนเป็นแล้วอาจถึงกับเสียชีวิตได้ บางคนก็เรียกไข้ทับระดูในความหมายของการติดโรคผู้หญิงมา โดยที่สมัยก่อนยัง

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ