โพสต์ 7 มิ.ย. 56 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 7,981 Views

ยาไทรอยด์ฮอร์โมน

 ยาไทรอยด์ฮอร์โมน

ยาไทรอยด์ฮอร์โมนมีที่ใช้ในสองกรณีด้วยกัน กรณีแรกต่อมไทรอยด์ไม่สามารถสร้างฮอร์โมนได้ตามปกติ ร่างกายอยู่ในภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมน จึงใช้ยาไทรอยด์ฮอร์โมนเพื่อรักษาทดแทน เรียกว่า replacement therapy กรณีที่สอง เป็นการใช้ยาไทรอยด์ฮอร์โมนเพื่อกดการเจริญของเนื้อเยื่อไทรอยด์ เรียกว่า suppression therapy
 
การรักษาที่เฉพาะเจาะจงสำหรับโรคฮัยโปไทรอยด์ เป็นการให้ยาไทรอยด์ฮอร์โมนทดแทน โดยมีเป้าหมายที่ใกล้เคียงกับการทำหน้าที่ของต่อมไทรอยด์มากที่สุด การใช้ยาไทรอยด์ฮอร์โมนในการรักษาจะเหมือนกับฮอร์โมนที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ ไทรอยด์ฮอร์โมนมีความสำคัญต่อทุกเซลล์ในร่างกาย การใช้ยาไทรอยด์ฮอร์โมนอาจพบว่ามากไปหรือน้อยไป จึงต้องมีวิธีติดตามผลของการรักษาเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
 
ชนิดของยาไทรอยด์ฮอร์โมน
  • สารสกัดไทรอยด์ฮอร์โมน
  • ยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4
  • ยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3
  • ยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิดผสม T4 และ T3
 
สารสกัดไทรอยด์
 
ก่อนหน้าที่จะมีการสังเคราะห์ไทรอยด์ฮอร์โมนเพื่อนำมาใช้ในการรักษาโรคฮัยโปไทรอยด์ แพทย์ใช้วิธีสกัดฮอร์โมนออกมาจากต่อมไทรอยด์ของสัตว์ โดยนำมาผึ่งให้แห้ง ชนิดที่ได้จากการสกัดต่อมไทรอยด์ของวัว บรรจุเป็นขนาดยาเม็ดละ 1 เกรน โดยมีปริมาณไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 ประมาณ 64-80 ไมโครกรัม และไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 ประมาณ 12-25 ไมโครกรัม ชนิดที่ได้จากการสกัดต่อมไทรอยด์ของหมู มีใช้แพร่หลายมากกว่าชนิดที่สกัดจากวัว มีชื่อการค้าว่า Armour thyroid
ปัญหาของสารสกัดไทรอยด์อยู่ที่ไม่สามารถกำหนดปริมาณความเข้มข้นของตัวยาออกฤทธิ์ได้ จึงไม่นิยมใช้ในปัจจุบันเนื่องจากประสิทธิผลไม่แน่นอนและมีปัญหาการเปลี่ยนแปลงของยาในร่างกาย นอกจากนี้พบว่าปริมาณของไทรอยด์ฮอร์โมนยังไม่แน่นอนอีกด้วย สัดส่วนของยาซึ่งประกอบด้วยไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 และไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 อาจมีสัดส่วนที่แตกต่างกันได้ เนื่องจากมีไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 เป็นส่วนประกอบอยู่มาก
 
การบริหารยาชนิดสารสกัดไทรอยด์ทำให้ระดับไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 สูงขึ้นเหนือระดับปกติ เช่นเดียวกับการให้ L-T3 จึงไม่แนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยสูงอายุ ปัจจุบันมียาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิดสังเคราะห์แล้ว จึงเลิกใช้สารสกัดไทรอยด์ไปในที่สุด อย่างไรก็ตามบางพื้นที่ในประเทศไทยยังคงมีการใช้อยู่เนื่องจากสารสกัดไทรอยด์มีราคาถูก
การหาซื้อยาชนิดสารสกัดไทรอยด์ออนไลน์ต้องระมัดระวัง ถ้าผู้จำหน่ายระบุว่าเป็นอาหารเสริม food supplement ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าระบุว่าเป็นยา medicine ถือว่าผิดกฎหมาย เคยมีรายงานผู้ป่วยแพ้สารโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบของยาชนิดสารสกัดไทรอยด์ และรายงานระดับไทรอยด์ฮอร์โมนในเลือดที่แกว่งไปมา ไม่สม่ำเสมอคงที่เหมือนกับการใช้ยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิดสังเคราะห์
ยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4
 
ชื่อสามัญ: levothyroxine sodium
ชื่อการค้า: Eltroxin, Elthroid, Synthroid, Levoxyl, Levothroid, Levolet, L-Thyroxin, Thyroxin, T4-KP, Levo-T, Novothyrox, Unithroid
 
ตัวยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 ส่วนใหญ่ใช้ได้ผลดีในการรักษาโรคฮัยโปไทรอยด์ โดยตัวยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 ถูกเปลี่ยนไปเป็นไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 ในเลือดอย่างคงที่ ทั้งนี้กระบวนการเปลี่ยนไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 เป็นไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 เกิดขึ้นภายใต้การควบคุมของเนื้อเยื่อของร่างกาย
 
ตัวยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 ถูกดูดซึมในทางเดินอาหารประมาณร้อยละ 80 การให้ยาก่อนอาหารจะดูดซึมดีกว่าหลังอาหารเล็กน้อย ระดับไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 สูงสุดในเวลา 2-4 ชั่วโมง โดยจะเพิ่มขึ้นจากระดับฮอร์โมนพื้นฐานโดยเฉลี่ยร้อยละ 10-15 จะสูงกว่าระดับพื้นฐาน 6 ชั่วโมง ตัวยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 มีค่าครึ่งชีวิตประมาณ 7 วัน สามารถบริหารยาวันละครั้งได้ ยาจะถูกเปลี่ยนแปลงที่เนื้อเยื่อส่วนปลายได้เป็นไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 ซึ่งเป็นตัวออกฤทธิ์ เป็นผลทำให้ไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 ในเลือดมีค่าค่อนข้างคงที่และสม่ำเสมอตลอดทั้งวัน
 
ในต่างประเทศมีตัวยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 หลายขนาด ยาเม็ด: 0.025, 0.05, 0.075, 0.088, 0.1, 0.112, 0.125, 0.137, 0.15, 0.175, 0.2, และ 0.3 มิลลิกรัม ยาฉีด: 200 ไมโครกรัม และ 500 ไมโครกรัมต่อหลอด ในประเทศไทยมี 2 ขนาด คือ ขนาดเม็ดละ 50 ไมโครกรัม ได้แก่ Eltroxin และขนาด 100 ไมโครกรัมต่อเม็ด ได้แก่ Eltroxin, Thyroxin, T4-KP และ Elthroid นอกจากนั้นยังมีที่ผลิตเป็นยาน้ำและยาฉีดเข้าเส้นใช้ในการรักษาภาวะวิกฤตจากต่อมไทรอยด์ และในผู้ป่วยซึ่งมีปัญหาการดูดซึมยาจากทางเดินอาหาร
ในประเทศสหรัฐอเมริกามีข้อถกเถียงเกี่ยวกับประสิทธิภาพของยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 ที่เป็น generic drug เมื่อเทียบกับยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 ที่เป็น original brand name (Synthroid) จนถึงปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด
 
ยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3
ชื่อสามัญ: liothyronine sodium
ชื่อการค้า: Cytomel, Triostat
 
ขนาดและรูปแบบของยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 มีทั้งชนิดรับประทานและยาฉีด ชนิดเม็ดขนาด 5, 25, 50 ไมโครกรัม ชนิดฉีด ขนาด 10 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 มีที่ใช้ในบางกรณี แม้ว่าส่วนใหญ่จะนิยมใช้ยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 มากกว่า เนื่องจากเป็นรูปแบบยาที่คงตัว สามารถใช้วันละครั้งได้ ในขณะที่ยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 เป็นยาที่ออกฤทธิ์สั้นกว่า และต้องให้ยาวันละหลายครั้ง
 
โดยทั่วไปไม่นิยมรักษาด้วยยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 เนื่องจากค่าครึ่งชีวิตสั้นเพียง 1 วัน จึงต้องแบ่งให้วันละ 2-3 ครั้ง หลังรับประทานยาจะมีระดับไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 สูงขึ้นกว่าค่าปกติมากซึ่งใช้เวลาเป็นชั่วโมง และจะลดสู่ระดับปกติใน 24 ชั่วโมง พบว่าระดับไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 ในเลือดจะมีค่าไม่ค่อยคงที่ พบว่าอาจมีระดับยาสูงกว่าปกติหลังได้รับยาซึ่งอาจเป็นอันตรายในผู้ป่วยสูงอายุโดยเฉพาะถ้ามีโรคหัวใจร่วมด้วย นอกจากนี้ผู้ที่ได้รับยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 จะไม่มีระดับไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 เปลี่ยนแปลงในการตอบสนองต่อภาวะเจ็บป่วยเหมือนในผู้ป่วยซึ่งได้รับ L-T4 ทำให้การประเมินผลผิดพลาดได้
 
การใช้ยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 ทดแทนยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 ช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพื่อตรวจหามะเร็งต่อมไทรอยด์ซึ่งอาจยังเหลืออยู่ และก่อนการให้น้ำแร่รักษาผู้ป่วยดังกล่าว โดยจะหยุดให้ยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 เปลี่ยนไปให้ยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 ขนาด 25 ไมโครกรัม วันละ 2-3 ครั้ง นาน 3-4 สัปดาห์ จากนั้นจึงทำการตรวจ total body scan เหตุที่ปฏิบัติเช่นนี้เนื่องจากถ้าให้ยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 จะต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน จึงจะทำการตรวจได้ นอกจากนั้นจะไม่ทำให้ผู้ป่วยอยู่ในภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนนานเกินไป เนื่องจากผู้ป่วยมะเร็งต่อมไทรอยด์จะได้รับการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ออกทั้งหมดมาแล้ว ทำให้เกิดการขาดไทรอยด์ฮอร์โมน ซึ่งอาการจะค่อนข้างมากถ้าหยุดนานเป็นเดือน
การใช้ Liothyronine/Synthetic T3 ร่วมกับ levothyroxine อาจได้ผลดีในผู้ป่วยบางราย ดังปรากฏหลักฐานสนับสนุนจากผลการศึกษาวิจัยตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ ต่อมาในปี 2003 มีผลการศึกษาที่คัดค้านและสรุปว่าไม่ได้ผล จึงยังเป็นข้อคิดเห็นที่แตกต่างกัน ระหว่างกลุ่มที่เชื่อว่าผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องได้รับยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 เนื่องจากร่างกายสามารถเปลี่ยนไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 เป็นไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 ได้หมด ในขณะที่อีกกลุ่มเชื่อว่าอาจเกิดความบกพร่องในการเปลี่ยนไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 เป็นไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 จึงสมควรให้ไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 เสริมไปด้วย
 
ยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิดผสม T4 และ T3
 
ชื่อสามัญ: liotrix
ชื่อการค้า: Thyrolar
 
ยาไทรอยด์ฮอร์โมนชนิดผสม T4 และ T3 เป็นยาที่ไม่แพร่หลายนัก แพทย์ที่เลือกใช้ยาชนิดนี้ต้องการให้ยาทั้งไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T4 และ T3 อีกทั้งต้องการเลือกใช้ยาสังเคราะห์ ยาในรูปแบบนี้มีสัดส่วนของไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 มากกว่าที่ร่างกายผลิตในภาวะปกติ จึงอาจเกิดผลข้างเคียงเช่นเดียวกับการให้ไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 ยานี้สามารถให้วันละครั้งได้ บางรายแพทย์อาจพิจารณาให้ยาชนิดผสมที่มีสัดส่วนของไทรอยด์ฮอร์โมนชนิด T3 น้อย โดยให้ยาวันละหลายครั้ง
 
สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับยาไทรอยด์ฮอร์โมน
  • ขนาดของยาไทรอยด์ฮอร์โมนทดแทนในผู้ใหญ่เฉลี่ย 1.6 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม หรือประมาณวันละ 100-150 ไมโครกรัม สำหรับในเด็กจะใช้ขนาดยามากกว่าผู้ใหญ่
  • ในผู้ป่วยอายุน้อยและแข็งแรง ให้ยาไทรอยด์ฮอร์โมนทดแทนเต็มขนาดได้ตั้งแต่แรก ส่วนในผู้สูงอายุซึ่งอาจปัญหาโรคหัวใจอยู่ก่อน การใช้ยาไทรอยด์ฮอร์โมนทดแทนต้องระวังอาการของโรคหัวใจกำเริบเช่น อาการเจ็บแน่นหน้าอก อาการหัวใจวาย อาจพิจารณาเริ่มต้นด้วยขนาดยา 25 ไมโครกรัม แล้วค่อยๆปรับเพิ่มขนาดยาทุก 6 สัปดาห์
  • ยาไทรอยด์ฮอร์โมนสังเคราะห์ชนิด T4 ควรรับประทานตอนเช้า ก่อนอาหาร 30 นาที
  • หลีกเลี่ยงยาที่มีส่วนผสมของธาตุเหล็ก รวมทั้งยาลดกรด เนื่องจากทำให้การดูดซึมยาไทรอยด์ฮอร์โมนลดน้อยลง
  • โดยทั่วไปถือว่าเป็นยาที่ปลอดภัย สามารถใช้ร่วมกับยาชนิดอื่นได้ อย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่รับประทานยา cholestyramine ซึ่งเป็นยาลดไขมันในเลือด หรือผู้ป่วยที่ใช้ยากันชักบางชนิดอยู่ด้วย ควรปรึกษาแพทย์ถึงปฏิกิริยาระหว่างยา
  • การตรวจหาระดับฮอร์โมนกระตุ้นไทรอยด์ TSH เป็นระยะๆ ช่วยในการปรับขนาดยาไทรอยด์ฮอร์โมนให้ได้ถูกต้องและเหมาะสม โดยทั่วไปจะปรับขนาดยาทุก 6 สัปดาห์ จนเข้าสู่ภาวะคงที่ สิ่งสำคัญคือการเจาะเลือดเพื่อหาระดับฮอร์โมนกระตุ้นไทรอยด์ TSH ถือเป็นข้อพิจารณาว่าการรักษาด้วยยาไทรอยด์ฮอร์โมนถูกต้องเหมาะสมแล้วหรือไม่
ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

วิตามินซีกับต่อมน้ำลาย

7 สิงหาคม 2556 2.022

เวลาที่ผู้ป่วยมีภาวะต่อมน้ำลายอักเสบ แพทย์จะให้ยาเพื่อลดอาการอักเสบ ลดไข้ แก้ปวด และแนะนำการปฏิบัติตัว รวมทั้งให้อมวิตามินซี (ASCORBIC ACID) วิตามินซีนั้นมีรสเปรี้ยวซึ่งจะกระตุ้นให้ต่อมน้ำลายขับน้ำลายออกมาหล่อเลี้ยงช่องปากมากขึ้น

ตาแดง

15 กุมภาพันธ์ 2557 860

โรคตาแดง เกิดจากเชื้อไวรัส ติดต่อได้ง่าย โดยการสัมผัสหรือคลุกคลีกับผู้ป่วยโดยตรง เช่น เล่นกับเด็กที่เป็นตาแดง ว่ายน้ำหรืออาบน้ำร่วมกันในโรงเรียนประจำ หรือใช้สิ่งของร่วมกันกับผู้ป่วยโรคตาแดง เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ยาหยอดตา แว่นตา เป็นต้น

น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในสตรีตั้งครรภ์

17 กุมภาพันธ์ 2557 1.975

น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในสตรีตั้งครรภ์ น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นในคนตั้งครรภ์ เป็นดัชนีที่สำคัญต่อการบ่งบอกสภาวะทารกในครรภ์ ถ้าน้ำหนักเพิ่มน้อย ทารกที่คลอดออกมา จะพบว่ามีปัญหาทางสุขภาพค่อนข้างสูงกว่าเด็กทารกที่น้ำหนักแม่ปกติ

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ