โพสต์ 6 มิ.ย. 56 ปรับปรุง 8 มี.ค. 57 11,912 Views

ยาเม็ดคุมกำเนิด

ยาเม็ดคุมกำเนิด

ยาเม็ดคุมกำเนิด เป็นยาที่กินเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ โดยใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ คือ โปรเจสโตเจนหรือโปรเจสติน ที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนโปรเจสโตโรนตามธรรมชาติ กับฮอร์โมนสังเคราะห์เอสโตรเจน
 
ยาเม็ดคุมกำเนิดถูกนำมาใช้ครั้งแรกในประเทศยุโรป เมื่อปี พ.ศ.2504 ส่วนประเทศไทยนั้นเริ่มใช้เมื่อ พ.ศ. 2505 จวบจนปัจจุบันยาเม็ดคุมกำเนิดก็ยังเป็นวิธีได้รับความนิยมในการนำมาใช้วางแผนครอบครัว โดยทั่วไปยาเม็ดคุมกำเนิดแบ่งเป็นสองชนิดใหญ่ๆ คือ ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม และยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดที่มีแต่ โปรเจสโตเจน ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมในหนึ่งเม็ดมีทั้งเอสโตรเจน และโปรเจสโตเจน แบ่งเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มที่มีปริมาณเอสโตรเจนและโปรเจสโตเจนเท่ากันทุกเม็ด กับอีกกลุ่มเป็นชนิดในแต่ละเม็ดจะมีฮอร์โมนไม่เท่ากัน
 
ยาคุมชนิดที่มีเอสโตรเจนและโปรเจสโตเจนในขนาดเท่ากันทุกเม็ด ในหนึ่งแผง จะมี 21 เม็ด แต่ถ้ามี 28 เม็ด หมายความว่า 7 เม็ดสุดท้ายไม่มีตัวยาฮอร์โมน และใน 21 เม็ดแรก จะกินเม็ดไหนก่อนก็ได้ แนะนำให้กินยาเรียงไปตามลูกศรเพื่อป้องกันการสับสน
ยาคุมที่มีฮอร์โมนในปริมาณสูง คือ มีเอสโตรเจน 50 ไมโครกรัมหรือมากกว่านั้น รวมทั้งปริมาณโปรเจสโตเจนก็มีมากด้วย ยาคุมในกลุ่มนี้ไม่นิยมใช้เพื่อการคุมกำเนิด แต่จะใช้เพื่อรักษาอาการผิดปกติทางนรีเวชบางอย่าง
ยาคุมที่มีฮอร์โมนในปริมาณต่ำ คือ มีเอสโตรเจนน้อยกว่า 50 ไมโครกรัม และปริมาณโปรเจสโตเจนก็น้อยกว่าแบบแรก คือ มีเอสโตรเจนเพียง 30 หรือ 35 ไมโครกรัมเท่านั้น ยาคุมกลุ่มนี้เป็นชนิดที่ใช้ในการคุมกำเนิดอย่างแพร่หลายมากที่สุด
ยาคุมที่มีฮอร์โมนในปริมาณต่ำมาก คือ มีเอสโตรเจนเพียง 20 ไมโครกรัม ยาในกลุ่มนี้มีข้อดีคือ มีเอสโตรเจนต่ำ จึงมีอาการข้างเคียงจากเอสโตรเจนน้อย แต่ก็มีข้อเสียคือ อาจทำให้มีเลือดออกกระปริดกระปรอย หรือรอบเดือนอาจขาดหายไปเลย และถ้าลืมกินเมื่อไหร่ โอกาสที่จะตั้งครรภ์มีสูงกว่าแบบที่สอง และต้องกินให้ตรงเวลา ถ้ากินผิดเวลาอาจทำให้ระดับยาลดลง จนไม่สามารถยับยั้งไข่ตกได้
ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีแต่โปรเจสโตเจน ยาคุมในกลุ่มนี้ไม่มีเอสโตรเจน มีแต่โปรเจสโตเจน ซึ่งมีโปรเจสโตเจนปริมาณน้อย มีปริมาณฮอร์โมนเท่ากันทุกเม็ด แต่ละแผงจะมี 35 เม็ด ยาคุมชนิดนี้ไม่มีอาการข้างเคียง ของเอสโตรเจน ไม่มีผลต่อคนที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ไม่มีอาการข้างเคียงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่นความดันโลหิตสูง แต่ยาคุมแบบนี้มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดต่ำ เพราะการระงับไข่ตกไม่แน่นอน ถ้าเกิดพลาดตั้งครรภ์ขึ้นมา โอกาสที่จะเป็นท้องนอกมดลูกจะสูงกว่าคนปกติทั่วไป
ผู้หญิงที่มีลักษณะของเอสโตรเจนเด่น พบว่ามีรอบเดือนออกมาก และออกนานกว่า 6 วัน ระยะรอบเดือนสั้น มักจะน้อยกว่า 26 วันต่อครั้ง หรือที่เรียกว่ารอบเดือนมาเร็ว มักมีรูปร่างท้วมหรืออ้วน และไม่ค่อยมีขนตามตัว ควรเลือกใช้ยาคุมกำเนิดชนิดที่มีโปรเจสโตเจนมาก
บางคนอาจมีลักษณะของโปรเจสโตเจนเด่น เช่น รอบเดือนมีเลือดน้อยไม่ค่อยเปลืองผ้าอนามัย มาน้อยกว่า 4 วัน ระยะรอบเดือนยาว บางคนกว่า 30 วันจึงจะมา มักต้องเลื่อนออกไปบ่อยๆ และมีรูปร่างออกไปทางผู้ชาย เต้าเล็ก มีขนตามตัว เป็นสิวบ่อยๆ ควรพิจารณาเลือกยาคุมที่มีเอสโตรเจนมาก
 
กรณีที่มีลูกแล้ว พิจารณาว่าตอนท้องแพ้ท้องมากหรือไม่ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือบวม แสดงว่าตอบสนองต่อเอสโตรเจนมาก ก็ต้องเลือกยาคุมที่มีเอสโตรเจนน้อย แต่ถ้าท้องแล้วอ้วนมาก และมีสิวมากแสดงว่าตอบสนองต่อโปรเจสโตเจน และแอนโดรเจนมาก ควรพิจารณาเลือกยาคุมที่มีโปรเจสโตเจนน้อย
 
ผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 16 ปี ไม่แนะนำให้กินยาคุมเพราะอาจทำให้ตัวเตี้ยได้ มักจะลืมกินบ่อยๆ และแรงกระตุ้นให้กินอย่างสม่ำเสมอก็ไม่มี จึงทำให้การคุมกำเนิดล้มเหลวได้ง่าย ถ้าอายุมากกว่า 40 ปี ก็ไม่แนะนำให้กินยาคุมกำเนิด แนะนำให้ใช้วิธีฉีดยาคุมกำเนิดหรือใส่ห่วงอนามัยจะดีกว่า แต่ถ้ายืนยันจะกินยาคุม ก็เลือกยาคุมที่ไม่มีเอสโตรเจนหรือมีเอสโตรเจนน้อย เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด
 
มารดาที่กำลังให้นมบุตร ควรเลือกยาคุมแบบไม่มีเอสโตรเจน หรือถ้ามีเอสโตรเจนก็ไม่เกิน 20 ไมโครกรัม แต่เมื่อหยุดให้นมลูกแล้วก็เปลี่ยนกลับมากินแบบปกติได้ เพราะเอสโตรเจนขนาดสูงอาจมีผลให้ปริมาณน้ำนมลดลงได้ และฮอร์โมนเอสโตรเจนออกทางน้ำนม อาจทำให้เด็กตาเหลืองได้ แนะนำให้เริ่มกินได้ตั้งแต่ 6 สัปดาห์หลังคลอด
 
ยาคุมทุกชนิด แผงแรกเม็ดแรกให้เริ่มกินภายใน 5 วัน นับจากวันแรกที่มีรอบเดือน มิฉะนั้นจะยับยั้งไข่ตกไม่ทันในรอบนั้น ยกเว้นยาคุมแบบ 20 ไมโครกรัมควรเริ่มตั้งแต่วันแรกที่รอบเดือนมา เมื่อเริ่มกินยาคุมแล้ว ก็สามารถมีผลคุมกำเนิดได้ตั้งแต่แผงแรกทันที ไม่ต้องใช้การคุมกำเนิดวิธีอื่นช่วย ทั้งสามารถหลั่งภายในช่องคลอดได้เลย และไม่ต้องไปนับวันปลอดภัยอีกต่อไป
 
เมื่อเริ่มกินยาคุมแล้ว ให้กินไปเรื่อยๆ เรียงไปตามลูกศร ระหว่างกำลังกินยา ถ้ารอบเดือนมากระปริดกระปรอยก็ไม่ต้องหยุดยา เดินหน้ากินต่อไปเรื่อยๆ จนหมดแผง หมดแผงแล้ว ถ้าเป็นแบบ 28 เม็ดวันรุ่งขึ้นให้กินแผงใหม่ต่อทันที ไม่ต้องรอรอบเดือน ไม่ว่ารอบเดือนจะมาหรือไม่มา รอบเดือนจะหยุดหรือไม่หยุดก็ตาม ถ้าเป็นแบบ 21 เม็ดหมดแผงแล้ว ปกติหมดเม็ดที่ 21 แล้ว อีก 2-3 วันรอบเดือนก็จะมา เว้นไม่กิน 7 วัน เมื่อครบ 7 วันที่ไม่กินแล้ว วันที่ 8 ให้เริ่มแผงใหม่ทันที ไม่ว่ารอบเดือนจะมาหรือไม่มา รอบเดือนจะหยุดหรือไม่หยุดและระหว่างที่ไม่กินยา 7 วันนั้น ก็สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องกังวลว่าจะตั้งครรภ์
เนื่องจากยาเม็ดคุมกำเนิดประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสโตเจน ซึ่งออกฤทธิ์ป้องกันการตั้งครรภ์ แม้ว่าการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นวิธีคุมกำเนิดที่ค่อนข้างสะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูง แต่ก็อาจเกิดอาการข้างเคียงต่างๆ ขึ้นได้ ถ้ากินยาคุมกำเนิดแล้วมีเลือดออกระหว่างรอบเดือน สาเหตุอาจเกิดจากระดับฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนไป มักเกิดกับผู้ที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดแผงแรกๆ หรืออาจเกิดจากการรับประทานยาไม่ถูกวิธี เช่น ไม่ตรงเวลา หรือลืมรับประทานยา หรืออาจได้รับยาอื่นร่วมด้วย เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาระงับชัก ยาระงับประสาท ยาแก้แพ้ ยาขับปัสสาวะ เป็นต้น วิธีป้องกันและแก้ไข คือ ต้องรับประทานยาในเวลาเดียวกันทุกวันและไม่ลืม หากรับประทานยาอื่นที่มีผลต่อยาเม็ดคุมกำเนิด อาจต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วย เช่น ถุงยางอนามัย และหากมีเลือดออกกะปริดกะปรอยเกิน 3 เดือน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อแก้ไขที่สาเหตุอาการต่างๆ หรือพิจารณาเปลี่ยนยา
 
ในกรณีที่กินยาคุมกำเนิดแล้วเลือดประจำเดือนมาน้อย เกิดจากการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดนานๆ หรือสตรีที่มีรอบเดือนไม่สม่ำเสมออยู่ก่อน สามารถแก้ไขโดยรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฤทธิ์เอสโตรเจนสูงขึ้น สำหรับผู้ที่กินยาคุมกำเนิดแล้วประจำเดือนมามาก อาจเกิดจากการขาดฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน หรือมีเอสโตรเจนมากเกินไป หรือเกิดจากพยาธิสภาพในอุ้งเชิงกราน แนะนำให้รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนในกลุ่มโปรเจสเตอโรนสูงขึ้น หรือให้รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฤทธิ์เอสโตรเจนลดลง และควรไปปรึกษาแพทย์
 

โดยปกติยาเม็ดคุมกำเนิดจะประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน และฮอร์โมนโปรเจสโตเจน ซึ่งในปัจจุบันนี้ความแตกต่างของยาเม็ดคุมกำเนิดแต่ละชนิดจะอยู่ที่ประเภทของฮอร์โมนโปรเจสโตเจน

ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีส่วนประกอบของโปรเจสโตเจนชนิดที่สามารถออกฤทธิ์ (active) ได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านขบวนการเปลี่ยนแปลงที่ตับจะมีข้อดี คือ

"ไม่เพิ่มภาระการทำงานของตับ"

image

ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีโปรเจสโตเจนชนิดที่สามารถออกฤทธิ์ได้ทันที (active) นั้น นอกจากจะไม่เพิ่มภาระการทำงานของตับแล้ว ยังทำให้ระดับยาที่ออกฤทธิ์นั้นคงที่ และสม่ำเสมอ ส่งผลให้การควบคุมรอบเดือนได้ดี จึงไม่ก่อให้เกิดปัญหาเลือดออกกะปริดกะปรอยเป็นที่น่ารำคาญแก่ผู้ที่ใช้

ดังนั้นการเลือกใช้ยาคุมกำเนิดที่มีโปรเจสโตเจนชนิดที่สามารถออกฤทธ์ได้ทันที (active) จึง

"ไม่ทำให้เลือดออกกะปริดกะปรอย"

ณ ปัจจุบันสารโปรเจสโตเจนที่มีอยู่ในยาเม็ดคุมกำเนิดในท้องตลาดนั้นได้ถูกพัฒนาจนแทบจะไม่มีฤทธิ์ของฮอร์โมนเพศชายเลย คุณจึงสามารถใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดได้โดยไม่ต้องกังวลใจในเรื่องที่ว่ายาคุมจะทำให้น้ำหนักตัวคุณเปลี่ยนแปลงอีกต่อไป นั่นคือ

"ไม่เพิ่มน้ำหนักตัว"

ยาเม็ดคุมกำเนิดนับว่าเป็นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในสตรีไทยวัยเจริญพันธุ์ อย่างไรก็ตามสตรีที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดส่วนใหญ่ไม่ทราบว่านอกจากคุณสมบัติของยาเม็ดคุมกำเนิดที่ใช้ป้องกันการตั้งครรภ์ได้แล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้านอื่นอีกด้วย ซึ่งเป็นผลพลอยได้ในผู้ที่รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดประจำ

ประโยชน์ต่อสุขภาพของยาเม็ดคุมกำเนิด ประกอบด้วย

  1. ปรับรอบระดูให้มาตรงเวลา

  2. ลดอาการปวดระดู

  3. ป้องกันโรคโลหิตจางจากากรขาดธาตุเหล็ก

  4. ป้องกันการตั้งครรภ์นอกมดลูก

  5. ป้องกันการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

  6. ลดอุบัติการของถุงน้ำรังไข่

  7. ลดอุบัติการการเกิดมะเร็งรังไข่

ขอขอบคุณ

Author

นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ

ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

186 บทความ

ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease)

30 มกราคม 2556 5.658

มีการคาดการว่าโดยทางสถิติน่าจะมีผู้ป่วย ป่วยด้วยโรคนี้ในประเทศไทย ประมาณ 40,000 ถึง 50,000 คน โดยบางส่วนอาจยังไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง ตลอดจนยังไม่ได้รักษาอย่างถูกวิธี

กรณีฉุกเฉิน : ข้อควรทราบ (1)

15 กุมภาพันธ์ 2557 1.079

การปฐมพยาบาลฉุกเฉินมีจุดประสงค์เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ที่เจ็บป่วยหรือได้รับอุบัติเหตุในเบื้องต้น ก่อนที่จะนำส่งไปยังสถานพยาบาล

แรงบันดาลใจในการออกกำลังกายในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 (ชนิดไม่ต้องพึ่งอินซูลิน (NIDDM))

16 ตุลาคม 2558 2.249

การออกกำลังกายที่เหมาะสมและสม่ำเสมอสามารถทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงได้ เพราะว่าร่างกายจะต้องใช้พลังงานในขณะที่ออกกำลังกาย และแหล่งพลังงานที่สำคัญที่สุดในร่างกายก็คือน้ำตาล หากออกกำลังกายให้เพียงพอร่างกายจะใช้น้ำตาลในเลือดเพื่อเปลี่ยนไปเป็นพลังงาน

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ