โพสต์ 8 มี.ค. 56 ปรับปรุง 21 พ.ค. 57 4,372 Views

ยารักษาไวรัสตับอักเสบชนิดซี

ยารักษาไวรัสตับอักเสบชนิดซี

 ที่เกิดจากไวรัสซี ต้องกำจัดเชื้อไวรัสออกจากร่างกายให้หมด และต้องตรวจไม่

พบเชื้อไวรัสซีในเลือดเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือนภายหลังการรักษา จึงจะถือว่าการรักษาได้

ผล นอกจากนี้ ยังมุ่งหวังที่จะหยุดยั้งการทำลายเซลล์ตับ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเป็นโรคตับแข็ง และ

มะเร็งตับในที่สุด ปัจจุบันมีการนำยาใหม่ มาใช้รักษาโรคตับอักเสบเรื้อรังที่เกิดจากไวรัสซี ได้แก่ อิน

เตอร์เฟอรอน (interferon) และไรบาวิริน (ribavirin) ซึ่งมีวิธีการใช้ยาได้หลายรูปแบบ ขึ้นกับ

ลักษณะอาการ และเชื้อไวรัสของผู้ป่วยแต่ละรายที่แตกต่างกันไป

 

โรคตับอักเสบเรื้อรัง ภาษาอังกฤษเรียกว่า chronic hepatitis ถือว่าเป็นโรคที่อันตรายชนิดหนึ่ง โดยมี

โอกาสที่จะกลายเป็นตับแข็ง และมะเร็งตับได้ ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมากถึง 170 ล้าน

คนในประเทศอียิปต์มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดในโลก คิดเป็น 22% ของประชากรในประเทศนั้น จากการ

สำรวจอย่างละเอียดทั่วโลกพบว่า ผู้ติดเชื้อสามในสี่คน จะมีไวรัสอยู่ในกระแสเลือดตลอดเวลา และ

สามารถแพร่เชื้อติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์ ไวรัสซีทำให้เกิดตับอักเสบมากถึง 20% ของผู้ป่วย

ทั้งหมด ไวรัสซีเป็นสาเหตุของตับอักเสบเรื้อรังอันดับหนึ่ง มากกว่าไวรัสบี และมากกว่าที่เกิดจาก

เหล้า ที่สำคัญหนึ่งในห้าคนที่เป็นตับอักเสบเรื้อรัง จะกลายเป็นโรคตับแข็ง และร้อยละ 4 ของผู้ป่วย

โรคตับแข็งจะกลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด

อินเตอร์เฟอรอน (interferon) คืออะไร อินเตอร์เฟอรอนเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง ที่ร่างกายสร้างขึ้น

มาเพื่อกำจัดเชื้อก่อโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อไวรัส ร่างกายมนุษย์สร้างขึ้นสำหรับเอาไว้ต่อสู้กับ

การติดเชื้อที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย การรักษาด้วยอินเตอร์เฟอรอน จึงเป็นการเพิ่มปริมาณของสารนี้

ในร่างกายให้เพิ่มมากขึ้น และมากพอที่จะต่อสู้กับเชื้อไวรัส เนื่องจากอินเตอร์เฟอรอนเป็นโปรตีน

ผลิตเพื่อใช้สำหรับฉีดเท่านั้น ยังไม่มีรูปแบบของยากิน ปัจจุบันมีสองชนิด เรียกง่ายๆว่า "ชนิดเก่า"

หรือstandard interferon และ "ชนิดใหม่" หรือ pegylated interferon ซึ่งได้รับการปรับปรุงให้ออก

ฤทธิ์ได้นานขึ้น ชนิดเก่าใช้ฉีดสัปดาห์ละสามครั้ง ส่วนชนิดใหม่ใช้ฉีดสัปดาห์ละครั้ง

 

สิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาก่อนเริ่มการรักษาด้วยอินเตอร์เฟอรอน ที่สำคัญมีสองประการ ประการแรก

คือ ปริมาณของไวรัสในเลือด หรือที่เรียกว่า viral load ถ้าปริมาณไวรัสมาก ผลการรักษาจะไม่ดีถ้า

ปริมาณไวรัสน้อย จะมีโอกาสได้ผลมากขึ้น อีกประการหนึ่งที่สำคัญ คือชนิดของไวรัสที่จำแนกตาม

ลักษณะทางพันธุกรรม หรือที่เรียกว่า "จีโนทัยป์" (genotype) ไวรัสตับอักเสบชนิดซี เป็นอาร์เอ็นเอ

ไวรัสที่มีสายเดี่ยว รูปร่างทรงกลม มีเปลือกหุ้ม อยู่ในแฟมิลี่ฟลาวิไวรัส เช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบ

ชนิดจี ไวรัสเดงกี่ที่ก่อโรคไข้เลือดออก และไวรัสไข้เหลืองในต่างประเทศ ลักษณะของไวรัสตับ

อักเสบชนิดซี ได้รับการศึกษาวิจัยอย่างละเอียดในช่วงปี 2000-2001 พบว่า เชื้อมีความสามารถใน

การกลายพันธุ์สูงมาก ทำให้เกิดมีหลายพันธุ์ในคนเดียวกันได้ อัตราการเพิ่มจำนวนวันละพันล้านตัว

ตัวไวรัสเองมีความสามารถพิเศษ ในการจับกับเซลล์ตับและเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดบี-ลิมโฟซัยท์

 

ปัจจุบันเราแบ่งไวรัสตับอักเสบชนิดซี ออกเป็น 6 จีโนทัยป์ แต่ละชนิดแตกต่างกันค่อนข้าง

มาก กล่าวคือ ประมาณ 20-30% ของนิวคลีโอทัยด์ ชนิดที่พบมากที่สุด คือ genotype 1 คิดเป็น

40-80% ของทั้งหมด ในประเทศไทยพบ genotype 3 เป็นส่วนใหญ่ เช่นเดียวกับที่พบในประเทศ

ออสเตรเลียและกลุ่มประเทศแถบมหาสมุทรอินเดีย ส่วนประเทศอาเซียนอื่นๆ พบ genotype 6 มาก

ที่สุด เช่นเดียวกับเวียดนามและฮ่องกง ในแง่ผลการรักษา จากรายงานการศึกษาวิจัยจำนวนมาก

สรุปได้ว่าHCV genotype 1 รักษาไม่ค่อยได้ผล ส่วน genotype 2 และ 3 การรักษาได้ผลดีกว่ามาก

และที่สำคัญ genotype 1 ยังทำให้เกิดโรคตับที่รุนแรง มีโอกาสเกิดเป็นมะเร็งสูง นับว่าโชคดีที่ใน

เมืองไทยส่วนใหญ่เป็น genotype 3

 

ไรบาวิริน (ribavirin) 

คืออะไร ไรบาวิรินเป็นยาต้านไวรัส ออกฤทธิ์โดยการกำจัดเชื้อไวรัส เป็นยาชนิดรับประทาน ลักษณะเป็นแคปซูลหรือเป็นยาเม็ด ตัวยาไรบาวิรินเอง ถ้าใช้โดดๆ จะไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซ๊ ต้องนำมาใช้ร่วมกับยาฉีดอินเตอร์เฟอรอน เมื่อใช้ร่วมกันจึงจะได้ผล จากรายงานการศึกษาล่าสุด พบว่าเมื่อใช้ร่วมกัน พบว่าได้ผลประมาณ 30-50% ถือเป็นการรักษามาตราฐานใหม่ สำหรับไวรัสตับอักเสบชนิดซีในขณะนี้ ผู้ป่วยร้อยละ 30-50 สามารถกำจัดเชื้อไวรัสให้หมดไปจากกระแสเลือดได้ สำหรับอินเตอร์เฟอรอนจะเลือกใช้ชนิดเก่าหรือใหม่ ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน บางรายงานพบว่าผู้ป่วยได้ผลจากชนิดใหม่ มากกว่าชนิดเดิม บางรายงานก็ได้ผลไม่แตกต่างกัน ประการสุดท้าย แพทย์ติดตามผลการรักษาโดยตรวจไวรัส ในกระแสเลือด ก่อนเริ่มรักษา ระหว่างการรักษา และภายหลังรักษา จึงจะบอกได้ว่าได้ผลหรือไม่ ในกรณีที่เป็น "complete responder" หมายถึง การรักษาได้ผลดี และเมื่อหยุดยาก็จะยังได้ผลอยู่ ตรงกันข้าม "non-responder" หมายถึง การรักษาไม่ได้ผล ซึ่งแบ่งออกเป็น Transient response หมายถึงเมื่อใช้ยาได้ผล พอหยุดยาแล้วไวรัสกลับคืนมา Breakthrough response หมายถึงแรกๆ ดูเหมือนจะได้ผล ต่อมาตรวจเลือดจึงทราบว่าไม่ได้ผล Partial response หมายถึง การรักษาได้ผลน้อยมากและเพียงบางส่วนเท่านั้น ผลข้างเคียงจากยาทั้งสองชนิด แตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย มีทั้งที่ชนิดไม่รุนแรง และค่อนข้างรุนแรง บางกรณีอาจพบผลเลือดผิดปกติ โดยผู้ป่วยไม่มีอาการอะไรเลยก็ได้ ดังนั้น หากเกิดผลข้างเคียงหรืออาการผิดปกติใดๆ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันที เพื่อประเมินความรุนแรงและวางแผนการรักษาต่อไป

ขอขอบคุณ

Author

นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ

ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

174 บทความ

ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

ยาทามิฟลู (Tamiflu)

6 มิถุนายน 2556 42.383

ยาทามิฟลู (Tamiflu) ของบริษัทโรช เป็นยาต้านไวรัสที่ใช้ได้ผลดีกับการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนก H5N1 ในคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากใช้ภายใน 48 ชั่วโมง ประเทศเวียดนามได้รับลิขสิทธิ์จากบริษัทโรชเพื่อผลิตยาทามิฟลูใช้ในประเทศเรียบร้อยแล้ว

โรคไข้หวัดใหญ่

2 สิงหาคม 2556 5.986

โรคไข้หวัดใหญ่จะมีการระบาดในช่วงฤดูฝน และฤดูหนาว และในทุกๆ 10 – 40 ปี อาจมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ไปทั่วโลก ซึ่งจะทำให้ผู้คนล้มตายจำนวนมาก เนื่องจากเชื้อไวรัสมีการกลายพันธุ์ และเป็นสายพันธุ์ที่ไม่เคยมีการระบาดมาก่อน

วิ่งร่วมใจ...ไร้ควัน ถวายองค์ราชันย์ แผ่นดินไทย

1 กรกฎาคม 2556 5.426

สัปดาห์นี้ผมถือโอกาสเล่าถึงบรรยากาศ งานเดิน-วิ่ง เพื่อสุขภาพ ซึ่งจัดขึ้นโดย เครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ และแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม 2550 ที่ผ่านมา ณ บริเวณพื้นที่ภายในกระทรวงสาธารณสุข

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ