โพสต์ 6 มิ.ย. 56 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 9,331 Views

ยารักษาโรค Alzheimer’s

ยารักษาโรค Alzheimer’

sปัจจุบันมีการนำยาใหม่มาใช้รักษาโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์หลายชนิด แม้ว่าผลการรักษายังไม่ดีเท่าที่ควร แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงมากนัก มักจะพบว่าอาการต่างๆ ของโรคดีขึ้นเป็นลำดับ
 
 
(1) ยาที่ชื่อ Donepezil ใช้ในการรักษาโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ชนิดไม่รุนแรง ออกฤทธิ์โดยการเพิ่มระดับของสารเคมีชื่อ acetylcholine ในสมอง ประสิทธิภาพของยานี้ที่ผ่านมาช่วยให้อาการหลงลืมของผู้ป่วยดีขึ้น รวมทั้งความผิดปกติทางด้านอารมณ์และการนึกคิด อย่างไรก็ตามยังไม่ใช่ยาที่รักษาให้อาการสมองเสื่อมหายขาด ดังนั้นในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือเป็นมาก อาจไม่ได้ผลในการรักษาเท่าที่ควร อีกประการหนึ่งจากการศึกษาวิจัยพบว่าเมื่อหยุดยา อาการที่ดีขึ้นอาจกลับเลวลงได้ เนื่องจากสมดุลของสารเคมีในสมองและระบบประสาทส่วนกลางกลับไปสู่สภาพเดิมก่อนการรักษา
 
(2) การใช้ยาต้องกินต่อเนื่อง มักไม่เห็นผลในเวลาอันรวดเร็ว เช่นเดียวกับชนิดอื่นๆ ที่จัดอยู่ในกลุ่ม anticholinesterase agent เหมือนกัน เช่น galantamine, rivastigmine, และ tacrine ข้อดีของยานี้คือไม่มีผลข้างเคียงต่อตับ ไม่ต้องตรวจเลือดเพื่อตรวจสอบการทำงานของตับ และเป็นยาที่กินเพียงวันละหนึ่งครั้ง ตอนเย็นหรือก่อนนอน ช่วยให้เกิดความสะดวกมากยิ่งขึ้นในกลุ่มผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ ประการสำคัญคือควรติดตามผลการรักษาด้วยแบบประเมินที่เรียกว่า Alzheimer’s Disease Assessment Scale (ADAS cog) ซึ่งจะช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
 
(3) ยาที่ชื่อ Galantamine เมื่อใช้ในขนาด 8–16 mg วันละสองครั้ง พบว่าได้ผลดีพอสมควร จัดอยู่ในกลุ่ม anticholinesterase inhibitors เช่นกัน มีทั้งชนิดเม็ดและชนิดน้ำ ใช้รับประทานวันละสองครั้ง เช้า-เย็น พร้อมอาหารช่วยลดอาการระคายเคียงกระเพาะและลำไส้ได้ ขนาดยาที่น้อยที่สุดคือ 4 mg วันละสองครั้ง ติดต่อกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ ต้องระมัดระวังขนาดยาในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับและโรคไต ไม่ควรใช้เกินวันละ 16 mg
 
(4) Rivastigmine เป็นยาอีกชนิดหนึ่งที่ใช้ในการรักษาโรค Alzheimer’s disease จากการศึกษาพบว่าในขนาดสูงวันละ 6-12 mg ได้ผลดีกว่าขนาด 1-4 mg ต่อวัน รับประทานวันละสองครั้ง และไม่ควรทานพร้อมอาหาร เนื่องจากการดูดซึมยาจะลดน้อยลงำปมาก และก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้บ่อยกว่า การใช้ยานี้นิยมใช้วิธีเพิ่มขนาดยาทีละน้อย โดยติดตามจากผลการรักษาเป็นหลัก
 
(5) ยาที่ชื่อ Tacrine เป็นยาในกลุ่ม cholinergic neurotransmitter replacement เช่นเดียวกัน แนวโน้มปัจจุบันจะใช้ยานี้ในขนาดที่สูงขึ้น อาจสูงถึงวันละ 120–160 mg บางการศึกษาใช้ร่วมกับ lecithin (phosphatidylcholine) พบว่าผลการรักษาดีขึ้นบ้าง แต่ยังไม่มีความสำคัญทางสถิติ และต้องการข้อมูลเพิ่มเติมอีกบางส่วน ยานี้ระคายกระเพาะค่อนข้างมาก ควรกินก่อนอาหารประมาณหนึ่งชั่วโมง และมีผลต่อการทำงานของตับ จำเป็นต้องตรวจเลือดทุกสัปดาห์ หากพบว่ามีการเพิ่มขึ้นของเอ็นไซม์ตับ อาจต้องหยุดยา หรือเปลี่ยนไปใช้ยาชนิดอื่นแทน

ขอขอบคุณ

Author

นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ

ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

174 บทความ

ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

โรคอหิวาต์ที่เกิดจากเชื้อวิบริโอสายพันธุ์ O139 เป็นอย่างไร

7 มิถุนายน 2556 1.768

ระยะฟักตัวของโรคอหิวาต์ที่เกิดจากเชื้อวิบริโอสายพันธุ์ O139 นาน 6-48 ชั่วโมง อาการเกิดขึ้นทันทีทันใด เริ่มต้นด้วยท้องเสียชนิดอุจจาระเป็นน้ำ

มารู้จัก ฮีโมโกลบิน เอ วัน ซี กันเถอะ

9 ตุลาคม 2558 4.614

การตรวจหา เอ วัน ซี เป็นตัวช่วยในการประเมินความสามารถในการควบคุมเบาหวานในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้ชัดเจน เพราะบอกถึงผลการควบคุมระดับน้ำตาลในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ไม่ใช่เพียงแค่วันสองวันก่อนการตรวจ

โรคแมเนีย (โรคคลั่ง)

15 กุมภาพันธ์ 2557 1.463

อาการแมเนีย มีลักษณะอารมณ์ดี ร่าเริง แจ่มใสมากกว่าปกติ ผู้ป่วยจะรู้สึกตนเองมีความสามารถเกินความเป็นจริง มีความภูมิใจในตนเองสูงมาก พูดคุยโม้โอ้อวด พูดมากไม่หยุด พูดแบบไม่เหมาะสมไปตามความคิดที่ล่องลอยไปหลายๆ เรื่อง ความคิดจะแล่นไปรวดเร็ว สมาธิจะสั้นมาก ทำให้วอกแวก เปลี่ยนความสนใจได้ง่าย คิดอยากทำอะไรหลายอย่าง เคลื่อนไหวมาก ใช้เงินมาก แสดงออกทางเพศอย่างมากและไม่เหมาะสม กลางคืนไม่ยอมนอนเพราะไม่ง่วง และอยากทำอะไรอยู่ตลอดเวลา ในผู้ป่วยโรคแมเนียบางคน อาจมีอารมณ์หงุดหงิดโมโหง่าย ก้าวร้าวได้ง่าย เวลาถูกขัดใจได้เหมือนกัน

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ