โพสต์ 8 ส.ค. 56 ปรับปรุง 25 พ.ค. 57 50,380 Views

ยาต้านไวรัสเอดส์

ยาต้านไวรัสเอดส์

หรือบางคนเรียกสั้นๆ ว่า "ยาต้าน" ศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า "เออาร์วี" (ARV) ย่อมาจาก antiretroviral ในปัจจุบันมียาต้านไวรัสเอดส์จำนวนมาก ออกฤทธิ์ยับยั้งการแพร่พันธุ์ทำให้เชื้อไวรัสเอดส์ลดน้อยลงได้ และช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T-cell ยาต้านไวรัสเอดส์ส่วนใหญ่ใช้ได้ผลดี แต่ก็ยังอาจพบปัญหาของการใช้ยาบางประการ ได้แก่ ปัญหาจากผลข้างเคียงของยา ปัญหาการดื้อยาทั้งในระยะสั้น และระยะยาว รวมถึงปัญหาคุณภาพชีวิตที่ต้องกินยาให้ถูกต้องสม่ำเสมอเป็นระยะเวลายาวนานตลอดชีวิต บางคนอาจมีปัญหาในเรื่องของค่าใช้จ่ายราคายาอีกด้วย

หลักการพิจารณา

สำหรับข้อพิจารณาการให้ยาต้านไวรัส โดยทั่วไปจะพิจารณาโดยอาศัยหลักบางประการดังต่อไปนี้

  1. ประวัติสุขภาพในอดีตและปัจจุบัน
  2. ผลการตรวจเลือดวัดระดับภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า CD4
  3. ผลการตรวจเลือดวัดระดับปริมาณไวรัสในร่างกายที่เรียกว่า viral load
  4. ผู้ป่วยอยู่ในระยะใด มีอาการจากเชื้อ HIV หรือภูมิคุ้มกันบกพร่องใกล้ถึงเวลาจะติดเชื้อฉวยโอกาสแล้วหรือไม่
  5. ผู้ป่วยมีความสามารถซื้อยาต้านเอดส์ 3 ชนิด พร้อมทั้งสามารถเสียค่าใช้จ่ายในการติดตามผลทางห้องปฏิบัติการคือ CD4 และ HIV viral load หรือไม่
  6. ต้องมารับการรักษาและรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ

 

สูตรยาครั้งแรก

สูตรยาที่ให้ครั้งแรกสำคัญที่สุด ถ้าสูตรที่เลือกไม่มีประสิทธิภาพ โอกาสที่สูตรยาที่ให้หลังๆ จะได้ผลยิ่งน้อยลง ต้องพิจารณาถึงผลข้างเคียงของยาทั้งระยะสั้น และระยะยาว รวมทั้งปฏิกิริยาของยาต้านเอดส์ กับยาอย่างอื่นๆ ให้การป้องกัน และรักษาโรคติดเชื้อฉวยโอกาส และดูแลโรคที่เกิดขึ้นในระบบต่างๆ ของร่างกาย หลังจากที่ได้ยาต้านเอดส์ต้องมีการติดตามทางห้องปฏิบัติการว่าเชื้อตอบสนองต่อยา CD4 เพิ่มจำนวนขึ้น และ viral load ลดลงจนวัดไม่ได้ในเลือด ถ้าเชื้อไม่ตอบสนองต่อยาเท่าที่ควร หลังจากใช้ยาไประยะหนึ่ง เช่น มากกว่า 6 เดือน อาจต้องพิจารณาปรับสูตรยาใหม่

 

เป้าหมายของการรักษาผู้ป่วยเอดส์ในประเทศไทย

  1. ให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีชีวิตยืนยาวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
  2. ลดอุบัติการณ์ของการติดเชื้อเอดส์
  3. เป้าหมายสูงสุดสำหรับผู้ที่สามารถใช้ยาต้านเอดส์ได้คือ ให้มีปริมาณไวรัส HIV น้อยที่สุด จนตรวจไม่พบ (Undetectable viral load) และ CD4 สูงที่สุดนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
  4. ป้องกันเชื้อ HIV ไม่ให้เกิดการดื้อยา
  5. สำรองยาหรือสูตรยาอันจะเป็นทางเลือกในอนาคตหากเกิดกรณีเชื้อดื้อยา

 

การแบ่งกลุ่มผู้ติดเชื้อ

  • กลุ่มที่ 1 ผู้ติดเชื้อที่ยังไม่มีอาการของโรคแทรกซ้อน
  • กลุ่มที่ 2 ผู้ติดเชื้อที่มีอาการของโรคแทรกซ้อนแล้ว

ผู้ติดเชื้อที่ยังไม่มีอาการของโรคแทรกซ้อน

  1. ผู้ป่วยที่มี CD4 น้อยกว่า 200 เซล/ลบ.มม. ควรเริ่มใช้ยาต้านไวรัสเอดส์ทันที
  2. ผู้ป่วยที่มี CD4 มากกว่า 350 เซล/ลบ.มม. แต่มีไวรัสมากกว่า 55,000 copy/มิลลิลิตร จากวิธีตรวจแบบ RT–PCR assay ควรเริ่มใช้ยาต้านไวรัส

 

ผู้ติดเชื้อที่มีอาการของโรคแทรกซ้อนแล้ว

กรณีที่ป่วยเป็นวัณโรค เชื้อราในเยื่อหุ้มสมอง ปอดอักเสบ อุจจาระร่วงเรื้อรัง ควรเริ่มใช้ยาต้านไวรัส แต่การเริ่มใช้ยาต้านไวรัสควรเริ่มในจังหวะที่เหมาะสม โดยต้องพิจารณาด้วยว่ามียาต้านไวรัสตัวใดบ้างที่ออกฤทธิ์ต่อต้านกับยารักษาโรคติดเชื้อแทรกซ้อนที่กำลังใช้อยู่ เช่น ถ้าป่วยเป็นวัณโรคและใช้ยา rifampicin รักษาอยู่ จะห้ามใช้ยาต้านไวรัสกลุ่ม PIs หรือผู้ป่วยที่มีอาการอจุจาระร่วงเรื้อรังรุนแรงอยู่ อาจมีปัญหาการดูดซึมของยาเข้าสู่ร่างกาย จึงยังไม่ควรเริ่มใช้ยาต้านไวรัส รวมถึงควรดูปัญหาผลข้างเคียงของยาต้านไวรัสที่จะใช้ และสุขภาพของผู้ป่วยมีความพร้อมที่ทนต่อผลข้างเคียงของยา รวมถึงการให้ความร่วมมือในการกินยาอย่างถูกต้องสม่ำเสมอเมื่อเริ่มใช้ยา

การจัดจำแนกชนิดของยาต้านไวรัสเอดส์

  1. Nucleoside/Nucleotide Reverse Transcriptase Inhibitors (NRTIs)
  2. Non-Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors (NNRTIs)
  3. Protease Inhibitors (PIs)
  4. Entry Inhibitors
  5. Integrase Inhibitors
  6. Multi-Class Combinations

 

ยายับยั้งเอนไซม์ RT ชนิดนิวคลีโอไซด์ Nucleoside/Nucleotide Reverse Transcriptase Inhibitors (NRTIs)

  • Combivir (AZT/3TC)
  • Emtriva (Emtricitabine, FTC)
  • Epivir (3TC, Lamivudine)
  • Epzicom (Abacavir/3TC, Kivexa)
  • Hivid (Zalcitabine, ddC)
  • Retrovir (Zidovudine, AZT)
  • Trizivir (AZT/3TC/Abacavir)
  • Truvada (Tenofovir/FTC)
  • Videx (Didanosine, ddI)
  • Viread (Tenofovir)
  • Zerit (Stavudine, d4T)
  • Ziagen (Abacavir)

ยายับยั้งเอนไซม์ RT ชนิดไม่ใช่นิวคลีโอไซด์ Non-Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors (NNRTIs)

  • Intelence (Etravirine, TMC125)
  • Rescriptor (Delavirdine)
  • Sustiva (Efavirenz, Stocrin)
  • Viramune (Nevirapine)

ยายับยั้งเอนไซม์ Protease Protease Inhibitors (PIs)

  • Aptivus (Tipranavir)
  • Crixivan (Indinavir)
  • Invirase (Saquinavir)
  • Kaletra (Lopinavir/Ritonavir)
  • Lexiva (Fosamprenavir, Telzir)
  • Norvir (Ritonavir)
  • Prezista (Darunavir, TMC114)
  • Reyataz (Atazanavir)
  • Viracept (Nelfinavir)

ยายับยั้งไวรัสเข้าเซลล์ Entry Inhibitors

  • Fuzeon (Enfuvirtide, T-20)
  • Selzentry (Maraviroc, Celsentri)

ยายับยั้งเอนไซม์ Integrase Integrase Inhibitors

  • Isentress (Raltegravir, MK-0518)

ยาสูตรผสม Multi-Class Combinations

  • Atripla (Efavirenz/Tenofovir/FTC)

สูตรการให้ยาแบบจับคู่ยา

การให้ยาต้านไวรัสในผู้ติดเชื้อเอดส์ในปัจจุบัน นิยมใช้สูตรยา HAART (highly active antiretroviral therapy) ได้แก่

  1. AZT+ ddI + Stocrin
  2. AZT+ 3TC + Crixivan + Ritonavir
  3. d4T+ 3TC + Viracept
  4. d4T+ ddI + Saquinavir + Ritonavir
  5. 3TC + ddI + Kaletra
  6. AZT + ddC + Viramune

การเปลี่ยนสูตรยา

กรณีผลการรักษาล้มเหลว แพทย์จะพิจารณาเปลี่ยนสูตรยาใหม่ โดยอาศัยข้อมูลต่อไปนี้

  1. ปริมาณไวรัสเพิ่มขึ้น 0.5 log ของ baseline
  2. CD4 cell ลดต่ำลงกว่า baseline 30%
  3. ปรากฏโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นภายหลังการรักษา 3 เดือน ให้พิจารณาเปลี่ยนยาใหม่ที่ไม่เคยใช้มาก่อนอีก 2 ชนิด

ข้อควรระวังในการใช้ยา

ปัญหาการใช้ยาไม่ถูกต้อง เช่น การใช้ยาที่ไม่สามารถลดปริมาณไวรัสได้ดีพอ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เชื้อไวรัสดื้อยา และเชื้อไวรัสที่ดื้อยาเหล่านี้จะทำให้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอดส์ในเวลาต่อมาล้มเหลว และจะล้มเหลวมากขึ้นเรื่อยๆ ในการรักษาครั้งต่อๆ มา ด้วยเหตุผลนี้แพทย์ผู้ดูแลรักษาทุกคน และผู้ป่วยควรเข้าใจ และตระหนักถึงปัญหานี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด ปัญหาเชื้อไวรัสเอดส์ดื้อยามีความสำคัญมาก เนื่องจากเมื่อไวรัสดื้อยาขึ้นมาแล้ว การรักษาต่อมาจะประสบความสำเร็จได้ยากมาก และที่น่าเป็นห่วงก็คือสายพันธุ์ไวรัสที่ดื้อยาอาจทำให้ระดับภูมิคุ้มกัน CD4 ลดลงอย่างรวดเร็ว การดำเนินของโรคเร็วขึ้น และเสียชีวิตเร็วขึ้น

การดื้อยา

หลังจากที่ผู้ติดเชื้อ หรือผู้ป่วยเอดส์ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอดส์ไประยะหนึ่งแล้ว เชื้อไวรัสที่เกิดขึ้นมาใหม่ และเพิ่มจำนวนขึ้นมาใหม่พยายามที่จะปรับตัว เปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรม ทำให้รอกพ้นจากการทำลายโดยยาต้านไวรัสเอดส์ ปัจจัยที่ทำให้เกิดการดื้อยาขึ้นอยู่กับการกินยาตรงตามเวลา กินยาครบทุกมื้อที่กำหนด กินยาอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่อง ปัญหาสำคัญที่พบคือผู้ป่วยลืมกินยา

 

การแพ้ยา

การแพ้ยาต้านไวรัสเอดส์เป็นผลข้างเคียงของยาแต่ละชนิด มักจะปรากฏอาการให้เห็นอย่างชัดเจน แต่น้อยรายที่พบอาการรุนแรง ในกรณีที่แพ้ยา แพทย์จะพิจารณารักษาอาการต่างๆ ที่เป็นผลข้างเคียง หรือพิจารณาปรับเปลี่ยนยาต้านไวรัสเอดส์ชนิดใหม่ได้ ผลข้างเคียงของยาต้านไวรัสเอดส์แตกต่างกันไปในตัวยาแต่ละชนิด ผู้ป่วยแต่ละรายอาจจะเกิดผลข้างเคียงได้ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคน อาจเกิดอาการบางอย่างอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือมากกว่าหนึ่งอาการก็ได้ หรือบางทีก็ไม่เกิดผลข้างเคียงเลย อาการที่เกิดขึ้นเนื่องจากผลข้างเคียงของยาต้านไวรัสเอดส์ที่พบได้บ่อย ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน เวียนหัว และผื่นแดง

แนวทางการใช้ยาต้านไวรัสเอดส์

  1. สูตรยาที่เหมาะสม และเป็นที่ยอมรับในปัจจุบัน เป็นการให้ยาต้านไวรัสเอดส์ร่วมกันอย่างน้อย 3 ชนิด
  2. แม้ผู้ป่วยจะได้รับยาต้านไวรัสเอดส์ 3 ชนิด ก็ยังพบว่าร้อยละ 65-70 ยังตรวจสามารถตรวจพบเชื้อไวรัสเอดส์ได้ ระยะหลังๆ ผู้เชี่ยวชาญบางท่านแนะนำให้ใช้ยาต้านไวรัสเอดส์ 4 ชนิด ในผู้ป่วยที่ตรวจพบ HIV viral load มากกว่า 1 แสน copies/มิลลิลิตร
  3. การใช้ยาต้านไวรัสเอดส์กลุ่มออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์อาร์ทีชนิดนิวคลีโอไทด์ 2 ชนิด (dual NRTI) เป็นสูตรยาที่ไม่แนะนำ เนื่องจากประสิทธิภาพในการทำลายเชื้อไวรัสต่ำ และเกิดขึ้นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น
  4. การใช้ยาต้านไวรัสเอดส์เพียงชนิดเดียว (monotherapy) มีที่ใช้เฉพาะในการป้องกันการติดเชื้อจากแม่สู่ทารกในครรภ์เท่านั้น
  5. ผู้ป่วยโรคเอดส์ในประเทศไทยส่วนใหญ่มักจะมาพบแพทย์เมื่อมีอาการมากแล้ว โดยอยู่ในระยะมีอาการ หรือมีการติดเชื้อฉวยโอกาสแล้ว ทำให้การใช้ยาต้านไวรัสเอดส์ยุ่งยากขึ้น เนื่องจากผลข้างเคียงต่อยาต้านไวรัสเอดส์เพิ่มสูงขึ้น และอาจเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาที่ใช้รักษาโรคติดเชื้อฉวยโอกาสกับยาต้านไวรัสเอดส์ โดยเฉพาะยาริแฟมบิซิน (rifampicin) ที่ใช้รักษาวัณโรค
  6. ความสำเร็จในการรักษาผู้ป่วยขึ้นอยู่กับการรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งติดตามผลด้วยวิธีตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ดี

ขอขอบคุณ

Author

นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ

ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

186 บทความ

ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

“เบาหวาน” มหันตภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม

30 มกราคม 2556 5.469

“ทำไมถึงเป็นเบาหวาน ทั้งที่ไม่ชอบทานหวาน?” “เป็นเบาหวานแล้วจะหายไหม ต้องทานยาตลอดชีวิตหรือไม่?” “พ่อแม่เป็นเบาหวาน ลูกจะเป็นเบาหวานไหม?”

ผู้ป่วยเบาหวาน

15 กุมภาพันธ์ 2557 1.582

องค์การอนามัยโลกประมาณการณ์ไว้ว่า จำนวนผู้ป่วยเบาหวานในปี 2004 ทั่วโลกจะมีรวมกันมากถึง 200 ล้านคน โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยในทวีปเอเชียประมาณ 80 ล้านคน อัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคเบาหวานในเอเชียคิดเป็นร้อยละ 1.3-1.8 ต่อปี อัตราการเพิ่มขึ้นของโรคเบาหวานเกิดขึ้นพร้อมๆไปกับการเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน การใช้ชีวิตอย่างคนเมืองมากขึ้น การกินอาหารที่มีปริมาณไขมันในสูง และที่สำคัญขาดการออกกำลังกายที่พอเหมาะอย่างสม่ำเสมอ

ศัลยกรรม...คาง

15 กุมภาพันธ์ 2557 1.007

คางมีความผิดปกติได้หลายรูปแบบที่พบได้บ่อยและมาพบ ศัลยแพทย์ตกแต่งเพื่อแก้ไขก็คือ คางบริเวณด้านหน้าใหญ่ (ยื่น) หรือเล็กเกินไป คางบริเวณหน้าหูทั้ง 2 ด้าน กางออกหรือมีขนาดใหญ่ ทำให้ใบหน้าเป็นรูปสี่เหลี่ยม

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ