โพสต์ 1 ก.ค. 56 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 7,591 Views

“ยาชา” ในนักกีฬาฟุตบอล

“ยาชา” ในนักกีฬาฟุตบอล

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับทีมชาติอังกฤษที่กุนซือ “สตีฟ แม็คคลาเรน” โค้ชทีมชาติอังกฤษเตรียมที่จะส่ง “สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด”กองกลางตัวสำคัญเพื่อลงสนามในเกมคัดเลือกฟุตบอลยูโร 2008 กับทีมชาติอิสราเอล ทั้งๆ ที่ เจอร์ราร์ดยังบาดเจ็บที่นิ้วหัวแม่เท้า และยังไม่หายดี โดยในเนื้อข่าวระบุว่า มีการใช้ยาชาฉีดมาแล้วในนัดที่เจอร์ราร์ดเล่นให้ทีมลิเวอร์พูลแข่งกับทีมเชลซี รวมทั้งมีการระบุว่ามีนักฟุตบอลชื่อดังอีก 2 คน คือ จอห์น เทอรี่ และแฟร็งก์ แลมพาร์ด ที่นิ้วเท้าแตกเมื่อช่วงก่อนเปิดฤดูกาล ก็เคยฉีดยาชาลงเล่นเช่นเดียวกัน

ผมจึงขอกล่าวถึงการใช้ “ยาชา” ในนักกีฬาฟุตบอลหรืออาจจะในกีฬาประเภทอื่นๆ อีก ที่มีหลักการทางเวชศาสตร์การกีฬา (Sport Medicine) คล้ายๆ กันดังนี้

ทำไมต้องใช้ “ยาชา”?

คำตอบที่เป็นแบบกำปั้นทุบดินก็คือฉีดเพื่อให้เกิดความชานั่นเอง ซึ่งแน่นอนก่อนการฉีด หรือใช้ยาชา นักกีฬา
ผู้นั้นคงจะต้องมีปัญหาในเรื่องเจ็บปวด
และมีการตรวจประเมินจากแพทย์ประจำทีมแล้ว รวมทั้งต้องมีการปรึกษาหารือกันในระหว่างสต๊าฟโค้ช อย่างรอบคอบแล้วว่า ไม่มีทางเลือกอย่างอื่น นอกจากต้องการตัวผู้เล่น (คนที่จะถูกฉีดยานั่นเอง) คนนั้นเพื่อลงสนามให้ทีมของตนเอง แพทย์จึงร่วมตัดสินใจและเป็นผู้กระทำการฉีดยาให้เป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่ผู้เล่นคนนั้นจะลงไปเล่นในสนามต่อไป

ทำไมจึงเกิดการเจ็บปวด?

สำหรับในเรื่องของกีฬา ความเจ็บปวดส่วนใหญ่โดยเฉพาะในกรณีเฉียบพลัน และในกีฬาประเภทที่มีการปะทะกัน (Contact Sports) เช่น ฟุตบอล รักบี้ ย่อมไม่พ้น สาเหตุใหญ่ๆ

  1. ฟกช้ำ (Contusion) เกิดจากมีแรงมากระแทกโดยตรงต่อส่วนนั้นๆ ของร่างกาย เช่น ลูกฟุตบอลอัดไปบริเวณหน้าอก ก็จะเกิดการฟกช้ำบริเวณหน้าอก อัดไปบริเวณต้นขาก็เกิดการฟกช้ำที่ต้นขา ซึ่งความรุนแรงมากน้อยก็เกิดจากแรงที่กระแทกลงไป ถ้าน้อยๆ ก็จะมีผลแค่เพียงผิวๆ เช่น ผิวหนัง หรือชั้นใต้ผิวหนัง
    เท่านั้น หากมากๆ ก็จะมีผลลงไปถึงกล้ามเนื้อชั้นต้นๆ และชั้นลึกๆ จนกระทั่งลงไปถึงตัวกระดูก และหากมีการฟกช้ำที่รุนแรง สิ่งที่ตามมาก็คือการฉีกขาดของหลอดเลือดบริเวณนั้น มีผลทำให้มีเลือดออกตรงชั้นนั้นๆ เกิดมีอาการบวมขึ้น มากน้อยสุดแล้วแต่ความรุนแรงและเลือดที่ไหลออกมานอกหลอดเลือด หรือ
    ในบางกรณีกระดูกอยู่ตื้นๆ ไม่ลึก เช่น กระดูกหน้าแข้งแรงกระแทกโดยตรง บางครั้งจากการเล่นที่รุนแรง เอาปุ่มสตาร์ดยันหน้าแข้งฝ่ายตรงข้าม พบว่าทำให้เกิดกระดูกหักก็เคยมีมาแล้ว
  2.  
  3. ข้อแพลง (Sprain) เกิดจากข้อต่อซึ่งจะมีเอ็นยึดรอบข้างเพื่อให้เกิดความแข็งแรง เช่น ข้อเท้าซึ่งพบได้บ่อยในนักฟุตบอลหรือข้อเข่า ซึ่งนอกจากเอ็นยึดรอบข้อแล้ว ยังมีเอ็นยึดภายในข้ออีก เมื่อมีการพลิกหรือข้อต่อบิดรุนแรงมากกว่าที่เอ็นต่างๆ จะทนแรงได้แล้ว เอ็นยึดรอบข้อหรือเอ็นยึดในข้อเหล่านั้นก็จะขาดไปด้วย ความุนแรงอาจมีตั้งแต่น้อย ปานกลาง จนถึงมาก ถึงขนาดทำให้เกิดข้อนั้นๆ เกิดความไม่แข็งแรง (Instability)

ทั้งสองข้อนี้เมื่อมีการฟกช้ำหรือเกิดข้อแพลงก็ตาม สิ่งที่ตามมาก็คือ ความเจ็บปวด นับตั้งแต่มีการบาดเจ็บ ภายใน 24-48 ชั่วโมงแรกหลังบาดเจ็บก็จะมีอาการบวมตามมา และเมื่อมีการบาดเจ็บ ตำแหน่งนั้นย่อมมีการอักเสบของเนื้อเยื่อนั้นตามมาด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ระยะเวลาในการรักษา

ผมจะไม่กล่าวถึงรายละเอียดในการรักษาแต่ละอย่าง แต่จะพูดถึงในภาพกว้างว่าหากรุนแรงนั้นก็อาจใช้เวลาน้อยภายใน 1 สัปดาห์ รุนแรงมากก็ต้องใช้มากถึง 6-8 สัปดาห์หากต้องมีการผ่าตัดเสริมเอ็นที่ขาดอาจต้องใช้เวลา
4-6 เดือน

“ยาชา” ช่วยในกรณีไหนบ้าง?

ในกรณี “ฟกช้ำ” หรือ “ข้อแพลง” ขณะมีการแข่งขัน หรือเล่นกีฬา ไม่ว่าจะเป็นสเปรย์ หรือน้ำแข็งที่ใช้ประคบบริเวณที่ฟกช้ำ เพื่อช่วยทำให้ไม่ให้บวมมากขึ้นแล้ว ยังมีผลทำให้ควาชาเกิดขึ้นบริเวณที่มีการฟกช้ำด้วย จึงทำให้ลดความเจ็บปวดลงได้บ้าง และแน่นอน หากฟกช้ำมากๆ การใช้สเปรย์พ่นลงไปก็คงไม่สามารถลดความเจ็บปวดมากๆ ที่เกิดจากากรบาดเจ็บรุนแรงได้ สำหรับการใช้ “ยาชา” ชนิดฉีดกรณีบาดเจ็บเฉียบพลัน (Acute Injury) ไม่ค่อยมีการใช้กัน เพราะการประเมินการบาดเจ็บในขณะอยู่ข้างสนามอาจทำได้ไม่ชัดเจน อาจมีผลเสียต่อนักกีฬามากกว่าผลดี

ในกรณีหลังจากได้รับการรักษามาสักระยะหนึ่งแล้ว มีการประเมินความบาดเจ็บได้ค่อนข้างชัดเจนแล้ว
อาการดีขึ้นจึนถึงสามารถลงไปฟิตซ้อมกับเพื่อนร่วมทีมได้แล้ว แต่เมื่อถึงนัดที่จะต้องจัดตัวลงแข่งขัน นักกีฬา
ผู้บาดเจ็บและกำลังจะหายนั้น เกิดยังมีอาการเจ็บป่วยอยู่บ้าง ไม่มาก บางครั้งมีอาการที่เราเรียกว่า
“แหยง”
หมายถึง มีความวิตกกังวลและเกรงหรือกลัวที่จะใช้อวัยวะส่วนนั้นๆ ที่ยังเจ็บอยู่ไม่มาก
แพทย์ประจำทีมก็จะต้องพิจารณาร่วมกับสต๊าฟโค้ชว่าจำเป็นจะต้องใช้ตัวผู้เล่นคนนั้นๆ หรือไม่? หากมีตัวเลือกที่ใกล้เคียงกัน แน่นอนเราต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของตัวผู้เล่นนั้นเป็นสำคัญ เราต้องไม่นำความเสี่ยงไปสู่ตัวผู้เล่นนั้นๆ เพราะการฉีดยา ย่อมหมายถึง อาจมีอาการแทรกซ้อนจนทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงได้ นั่นก็คือต้องมีความจำเป็นจริงๆ เท่านั้น เราจึงจะฉีด “ยาชา” เพื่อให้นักกีฬาผู้นั้นได้ลงเล่น

ในบางกรณีที่มีอาการเจ็บปวด หรือมีการอักเสบเรื้อรัง โดยเฉพาะบริเวณรอบๆ ข้อที่เกิดจากการแพลง แพทย์บางท่านอาจใช้ยาชาร่วมกับยาฉีดแก้อักเสบเฉพาะที่ฉีดเข้าไปในบริเวณที่ปวด/ อักเสบ เรื้อรัง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแพทย์ผู้ให้การรักษา

ผมหวังว่าท่านผู้อ่านเดลินิวส์คงจะพอเข้าใจเรื่องราวเกี่ยวกับ “ยาชา” ไม่มากก็น้อยนะครับ การที่ผมไม่ได้ลง

รายละเอียดชื่อยาต่างๆ นั้น เพราะคิดว่าไม่มีความจำเป็น เนื่องจากเป็นหน้าที่ของแพทย์จะตัดสินใจใช้ ท่านคงไม่จำเป็นต้องทราบชื่อยา สวัสดีครับ

ขอขอบคุณ

Author

นายแพทย์ ไพศาล จันทรพิทักษ์

ศัลยศาสตร์ออร์โทพีดิกส์ (กระดูกและข้อ)

52 บทความ

ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

บาดเจ็บเข่าไม่ใช่เรื่องกระดูกอย่างเดียว

27 สิงหาคม 2556 34.105

เมื่อคนเรา เกิดอุบัติเหตุที่หัวเข่า จากการเล่นกีฬา หรือจากการขับขี่ยวดยานพาหนะ โดยเฉพาะมอเตอร์ไซด์ ทั้งหมอฉุกเฉิน และผู้ป่วยก็จะ มุ่งเน้นไปที่กระดูกกลัวว่าจะมีกระดูกหักหรือเปล่า เพราะกลัวว่าถ้าหักแล้วจะเดินไม่ได้หลายเดือน

อาการเวียนศีรษะ

28 สิงหาคม 2556 4.549

อาการเวียนศีรษะ หมายถึงกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นจากการได้รับความรู้สึกเกี่ยวกับการทรงตัวที่ผิดปกติตัวอย่างคำที่ผู้ป่วยใช้อธิบายอาการเวียนศีรษะ ได้แก่ บ้านหมุน ตัวเบา ๆลอย ๆ หน้ามืด โคลงเคลงคล้ายอยู่ในเรือ งุ่มง่ามรู้สึกเหมือนศีรษะจะคะมำไปข้างหน้า

เลือดกำเดาออก

28 สิงหาคม 2556 3.053

ส่วนใหญ่เลือดกำเดาไหลเกิดในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่และมักเกิดในช่วงหน้าหนาวที่อากาศแห้ง ทำให้เยื่อบุจมูกพลอยแห้งและตกสะเก็ดตามไปด้วย หากสะเก็ดถูกแคะ แกะ เกลา ก็ทำให้เลือดออกตามมา

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ