โพสต์ 6 มิ.ย. 56 ปรับปรุง 8 มี.ค. 57 7,333 Views

ยาขยายหลอดลมในผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง

ยาขยายหลอดลมในผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง

การรักษาโรคปอดเรื้อรังที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือ การใช้ยาเพื่อขยายหลอดลม ซึ่งมีทั้งยาชนิดรับประทานและยาพ่น อย่างไรก็ตามต้องคำนึงอยู่เสมอว่ายาขยายหลอดลมนั้นเป็นการช่วยรักษาบรรเทาอาการของโรคเท่านั้น แต่ไม่ได้ทำให้โรคนั้นดีขึ้นหรือหายขาด
 
ยาขยายหลอดลมที่นิยมใช้ในปัจจุบันแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ
1. ยาพวกกระตุ้นระบบประสาทซิมป์พะเตติกชนิดเบต้า
2. ยาที่กลั้นการออกฤทธิ์ของพาราซิมป์พะเตติก
3. กลุ่มยาอนุพันธ์ของแซนทีน
ยากระตุ้นประสาทซิมป์พะเตติก มีทั้งชนิดที่ออกฤทธิ์เร็วและมีฤทธิ์อยู่ในระยะเวลาสั้นๆ และมีชนิดที่ออกฤทธิ์ช้า แต่มีฤทธิ์อยู่ได้นาน เรามักใช้ยาที่ออกฤทธิ์เร็ว แต่มีฤทธิ์สั้นเป็นยาแก้อาการเมื่อมีอาการเหนื่อย ซึ่งเมื่อใช้โดยการพ่นยายาจะออกฤทธิ์ใน 5-15 นาที และอยู่ได้ประมาณ 4-6 ชั่วโมง ส่วนยาชนิดที่ออกฤทธิ์ช้า แต่มีฤทธิ์อยู่นานเป็นยาที่ใช้ประจำพ่นตามเวลาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการเหนื่อย ซึ่งอาจใช้พ่นวันละ 2-3 ครั้งได้
 
เวนโทลิน Albuterol (Proventil, Ventolin) : เป็นยาในกลุ่มกระตุ้นเบต้า ออกฤทธิ์โดยกระตุ้นตัวรับชนิดเบต้า 2 ซึ่งอยู่ที่กล้ามเนื้อเรียบของหลอดลม โดยมีฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อหัวใจน้อยมาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้ผลดีจากการใช้ยานี้ ยาพ่นกลุ่มนี้นิยมใช้เริ่มต้นเมื่อมีอาการเท่านั้น ถ้าไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาให้พ่นเป็นช่วงเวลา เช่น ทุก 3-4 ชั่วโมง ยาพ่นมีทั้งชนิดที่เป็นน้ำใส่ไปในเครื่องพ่นยา ชนิดผงแห้ง และชนิดพ่นขนาดยาคงที่ ขนาดที่ใช้ในผู้ใหญ่ พ่น 2 บีบ ทุก 3-4 ชั่วโมง ชนิดละอองยา ผสม 0.2-0.3 ซีซี ละลายยาให้เป็น 2.5 ซีซี สูดดมวันละสามครั้ง ห้ามใช้ยานี้ในผู้ที่เป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด เมื่อใช้ร่วมกับยาพ่นชนิดไอปราโทรเปียม จะเสริมฤทธิ์ขยายหลอดลมให้มากขึ้น
 
ยาพวกธีโอไฟลีน (Theophylline) : เป็นยาขยายหลอดลมออกฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อของหลอดลมโดยตรง ทำให้หลอดลมขยายตัวมีทั้งยาเม็ดรับประทานและยาฉีด ยาพวกธีโอไฟลีนใช้รับประทานโดยให้วันละ 2 ครั้ง ผู้ป่วยต้องแน่ใจว่าตนเองได้ใช้ยาตามกำหนดที่แพทย์สั่ง การพ่นยาต้องพ่นโดยถูกวิธี เพราะปริมาณของยาที่พ่นเข้าไปนั้นไปถึงปอดได้เพียงแค่ 10% หรือน้อยกว่า ดังนั้นถ้าพ่นไม่ถูกวิธี โอกาสที่ยาจะลงไปถึงปอดยิ่งน้อยลงไปอีก
 
ยาต้านการทำงานของประสาทพาราซิมป์พะเตติก : ใช้เป็นยาป้องกันเพราะออกฤทธิ์ช้า จึงไม่ใช้เป็นยาแก้อาการ ใช้พ่นวันละ 4 ครั้ง ยากลุ่มนี้มียาที่ออกมาใหม่และน่าสนใจซึ่งใช้เพียงวันละครั้งก็พอ บางบริษัทได้ผลิตยาพ่นที่มีตัวยา 2 ชนิดนี้ร่วมกัน และจากการศึกษาทางการแพทย์พบว่าการใช้ยาที่มีตัวยาสองตัวร่วมกันดีกว่าการใช้ยาตัวหนึ่งตัวใดแต่อย่างเดียว
 
อะโทรเวนท์ (Atrovent) : ตัวยาคือไอปราโทรเปียม ลักษณะทางเคมีใกล้เคียงกับอะโทรปีน มีคุณสมบัติในการละลายและยับยั้งการหลั่งสารเมือกจากเยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบน นิยมใช้ร่วมกับยากระตุ้นเบต้า โดยพ่นยา 2-4 บีบ ทุก 4-6 ชั่วโมง ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่เป็นโรคต่อมลูกหมากโตและต้อหิน
 
สไปริวา (Spiriva) : ตัวยาชื่อไทโอโทรเปียม เป็นยาขยายหลอดลมชนิดใหม่ ตัวยาออกฤทธิ์ใกล้เคียงกับไอปราโทรเปียม ยาสไปริวาเพิ่งได้รับการอนุมัติจากสำนักงานอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกา ตัวยาไทโอโทรเปียมเป็นสารอนุพันธ์ของแอมโมเนีย ออกฤทธิ์ โดยกระบวนการยับยั้งตัวรับชนิด M3 ที่อยู่บนเยื่อบุทางเดินหายใจในชั้นกล้ามเนื้อเรียบ ทำให้มีฤทธิ์ขยายหลอดลม วางจำหน่ายในรูปของยาพ่น ตัวยาบรรจุเป็นผงในแค็ปซูล ขนาดบรรจุ 18 ไมโครกรัม ขนาดที่ใช้สำหรับผู้ใหญ่ พ่นวันละครั้งโดยใช้เครื่องมืออุปกรณ์พ่นยาที่ออกแบบมาเพื่อใช้ร่วมกัน

ขอขอบคุณ

Author

นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ

ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

172 บทความ

ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

การเอ๊กซเรย์ฟัน

6 มิถุนายน 2556 4.035

ในกรณีที่ทันตแพทย์ ไม่อาจมองเห็นพยาธิสภาพบริเวณปลายรากฟัน หรือรอยผุบริเวณด้านประชิดของฟัน หรือกระดูกรองรับฟันและขากรรไกร ทันตแพทย์จำเป็นต้องใช้ภาพรังสี หรือที่เราคุ้นเคยกันว่าภาพเอ๊กซเรย์

โรคซึมเศร้า

4 สิงหาคม 2556 3.981

โรคซึมเศร้า เป็นโรคทางอารมณ์ชนิดหนึ่ง ซึ่งผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอารมณ์ซึมเศร้าอย่างรุนแรง โดยไม่มีสาเหตุอารมณ์ซึมเศร้า อาจเริ่มต้นจากน้อยๆ ไปหามาก ผู้ป่วยอาจมีอารมณ์ไม่แจ่มใส หดหู่ เศร้าหมอง มีทุกข์ จนถึงเบื่อหน่าย ท้อแท้ เบื่อชีวิต คิดว่าตนเองไร้ค่า คิดอยากตาย และอาจจะฆ่าตัวตายได้ ผู้ป่วยจะมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วยได้แก่ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลง ผอมลง เซื่องซึม นอนไม่หลับ ขาดสมาธิ ความจำเสื่อม เหนื่อยง่าย เพลีย ไม่มีแรง เบื่องาน หรือเบื่อกิจกรรมที่เคยทำแล้วสนุก ความรู้สึกทางเพศจะลดลงจนหมดไป การเบื่อสังคมอาจแสดงออกด้วยการเก็บตัว แยกตัว เซื่องซึม ขาดความมั่นใจในตนเอง เครียดง่าย กังวลง่าย มองโลกในแง่ร้าย ไม่เห็นทางแก้ไขปัญหา

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ