โพสต์ 5 มิ.ย. 56 ปรับปรุง 8 มี.ค. 57 3,447 Views

ยากำจัดปลวก

ยากำจัดปลวก

ยากำจัดปลวก ในปัจจุบันในแต่ละครัวเรือน มักจะมีการนำผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีเป็นส่วนประกอบมาใช้ เพื่อทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน เพื่อกำจัดยุง แมลง หรือสัตว์ต่างๆ ที่มักชอบบุกรุกเข้ามาภายในบ้าน เช่น ปลวก มด หรือแมลงสาบ เป็นต้น การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ตลอดจนการใช้ด้วยวิธีที่ถูกต้องเหมาะสม เป็นสิ่งจำเป็นที่ท่านควรจะทราบ
 
ยากำจัดปลวกที่นิยมใช้กันมีหลายชนิด เช่น ชนิดเทราดลงดิน ชนิดทาป้องกันเนื้อไม้ และชนิดผง ซึ่งใช้สำหรับป้องกัน และกำจัดปลวก มด มอด และแมลงที่อาศัยในดิน การใช้ควรใช้โดยผู้มีความชำนาญ ก่อนใช้ควรสวมถุงมือ หน้ากาก และอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม การเก็บรักษา ควรเก็บในที่มิดชิดห่างจากเด็ก อาหาร สัตว์เลี้ยง เปลวไฟ หรือความร้อน ห้ามรับประทาน ห้ามใช้ยากำจัดปลวกกับพืช หรือสัตว์ทุกชนิด ขณะใช้ต้องอยู่เหนือลม ระวังอย่าให้เข้าปาก ตา จมูก หรือถูกผิวหนัง หรือเสื้อผ้า ต้องล้างมือ และหน้าให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร และก่อนดื่มน้ำ หรือสูบบุหรี่ เมื่อเสร็จจากการใช้ยากำจัดปลวก ควรรีบล้างมือล้างหน้า อาบน้ำ สระผม เปลี่ยนเสื้อผ้า และซักชุดที่สวมทำงานให้สะอาด ห้ามล้างภาชนะบรรจุ หรืออุปกรณ์ที่ใช้ผสมยากำจัดปลวกลงในแม่น้ำคูคลอง แหล่งน้ำสาธารณะ หากเข้าตาให้รีบล้างด้วยน้ำสะอาดจนอาการระคายเคืองทุเลา หากไม่ทุเลาให้ไปพบแพทย์ หรือหากกลืนกินเข้าไป ห้ามทำให้อาเจียน ให้รีบนำส่งแพทย์พร้อมภาชนะบรรจุที่มีฉลาก หรือใบแทรก ที่มีรายละเอียดของวัสดุอันตรายนั้นๆ
 
ปลวกตัวแรกของโลกถือกำเนิดเมื่อประมาณ 200 ล้านปีมาแล้ว หลักฐานการขุดพบซากฟอสซิลของปลวกทำให้นักชีววิทยาสัตว์ดึกดำบรรพ์รู้ว่า ปลวกโบราณมีรูปร่างที่ละม้ายคล้ายคลึงกับแมลงสาบปัจจุบันมาก แต่มีขนาดเล็กกว่า และมีผิวอ่อนนุ่มกว่า จากรายงานพบว่าทั่วโลกมีปลวกทั้งหมดกว่า 2,000 ชนิด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบ 270 ชนิด พบว่าร้อยละ 10 ทำลายอาคาร และเป็นศัตรูต่อบ้านเรือนมนุษย์ สำหรับในประเทศไทยได้มีการสำรวจพบว่ามีปลวกอยู่ 27 สกุล 103 ชนิด ปลวกแต่ละชนิดจะมีอุปนิสัยในการกิน และความเป็นอยู่ต่างๆ กัน ถึงแม้โลกทุกวันนี้มีปลวกมากกว่า 2,000 ชนิด แต่ก็มีเพียงไม่กี่ชนิดที่ชอบอาศัยอยู่ในเนื้อไม้ของอาคารบ้านเรือน ซึ่งนับเป็นภัยต่อที่อยู่อาศัย เพราะปลวกจะกัดกินสรรพสิ่งที่ทำด้วยไม้จนหมด เจ้าของบ้านอาจจะต้องอพยพออกจากบ้านในที่สุด
 
ชนิดของปลวก
1. ปลวกที่อาศัยอยู่ในเนื้อไม้
2. ปลวกที่อาศัยอยู่ในดิน
 
ปลวกที่อาศัยอยู่ในเนื้อไม้
1. ปลวกที่อาศัยอยู่ในเนื้อไม้ จะอยู่เฉพาะในไม้บนดินเท่านั้น ไม้อาจมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ได้ แบ่งปลวกจำพวกนี้ได้เป็น 2 ชนิด คือ ปลวกไม้เปียก และปลวกไม้แห้ง
2. ปลวกไม้เปียก เป็นปลวกที่ต้องการความชื้นในการดำรงชีวิตสูง ได้แก่ปลวกที่อาศัยอยู่กับไม้ผุ ในสภาพที่ค่อนข้างเย็น ได้แก่ ปลวกในสกุล Kalotermes, Neotermes และ Glyptotermes เป็นต้น
3. ปลวกไม้แห้ง เป็นปลวกที่ชอบอาศัยอยู่ในที่แห้งแล้ง ต้องการความชื้นเล็กน้อยในการดำรงชีพ มักพบอาศัยอยู่ในท่อนไม้แห้ง เช่น ไม้ที่นำมาเป็นโครงสร้างอาคารบ้านเรือน
 
ปลวกที่อาศัยอยู่ในดิน
1. ปลวกที่อาศัยอยู่ในดิน เป็นปลวกที่ต้องอาศัยอยู่ในดินหรือรังมีส่วนติดต่อกับพื้นดิน ปลวกพวกนี้จะมีความสัมพันธ์กับเห็ดรา และสร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือน ไม้ล้ม ขอนไม้ตามพื้น และต้นไม้ยืนต้น ได้แก่ ปลวกในสกุล Macrotermes, Odontotermes, Microtermes และ Coptotermes
2. ปลวกใต้ดิน เป็นปลวกที่ทำรังอยู่ใต้ดิน รังของปลวกชนิดนี้จะทำด้วยเศษไม้ และดิน รังจะมีลักษณะเป็นรูพรุนคล้ายฟองน้ำอยู่ใต้พื้นดิน ที่เป็นปัญหาในประเทศไทยได้แก่ Coptotermes havilandi จะพบอยู่ในตอไม้เก่าๆ นอกบ้าน ปลวกจะสร้างทางเดินซึ่งทำด้วยดิน และมูลซึ่งขับถ่ายออกมาเป็นทางเดินคลุมตัวไม่ให้ถูกแสงสว่าง และป้องกันศัตรู ปลวกใต้ดินชนิด Coptotermes curvignathus ซึ่งจัดอยู่ในวงศ์ Rhinotermitidae เป็นศัตรูที่สำคัญของต้นยางพารา
3. ปลวกที่สร้างจอมปลวก จอมปลวกที่เราเห็นกันจะเป็นการสร้างมาจากน้ำลายผสมกับมูลดินจนมีความแข็งแกร่ง บางชนิดจะทำความเสียหายให้กับบ้านเรือนได้ เช่น Globitermes sulphureus ไม้ที่โดนทำลายจะกลวงเหลือแต่แผ่นบางๆ ภายนอกไว้เป็นโครง
4. ปลวกที่ทำรังด้วยเศษไม้หรือเยื่อไม้ เป็นปลวกที่สร้างรังตามกิ่งไม้ หรือโพรงไม้ จะสร้างรังโดยการนำเศษใบไม้เศษไม้ที่ย่อยแล้วมาผสมกับดิน รังจะมีรูปร่างค่อนข้างกลมคล้ายรังของต่อ แตน
 
จอมปลวก
1. จอมปลวก หรือรังของปลวก ถือเป็นอาณาจักรของแมลงที่มีขนาดใหญ่ และซับซ้อนมากที่สุด รังปลวกบางพันธุ์ในทวีปแอฟริกามีความสูงเหนือพื้นดินถึง 6 เมตร พบมีอุโมงค์เชื่อมต่อใต้ดินครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 5 ไร่ และมีปลวกอาศัยอยู่รวมกันประมาณห้าล้านตัว
2. รังของปลวกที่มีลักษณะเป็นกองดินขนาดใหญ่ในบ้านเรามักเป็นปลวกในสกุล Macrotemes ความที่ปลวกมีรูปร่างคล้ายมดและมีสีค่อนข้างขวาซีด จึงมีชื่อเรียกบางชื่อว่า white ant ทั้งที่จริงๆ แล้วปลวกจัดอยู่ในอันดับ Isoptera ส่วนมด ผึ้ง ต่อ แตน นั้นจัดอยู่ในอันดับ Hymenoptera ปลวกมีส่วนท้องกว้างกว่าอก ซึ่งผิดกับมดที่ส่วนท้องตอนที่ติดกับอกคอดกิ่ว
3. ปลวกแต่ละชนิดต่างมีกลวิธีและรูปแบบในการสร้างรังไม่เหมือน แต่ไม่ว่าจะมีขนาดมหึมาราวหอคอยหรือเล็กเพียงแค่เนินดิน
4. การสร้างจอมปลวกเริ่มขึ้นโดยเหล่าปลวกงานจะช่วยกันกัดดิน และขนดินมาทีละก้อน แล้วใช้น้ำลายเป็นตัวเชื่อมติด พวกมันค่อยๆ สร้างผนังจอมปลวกแน่นหนาขึ้นทีละน้อยอย่างอดทน โดยมีปลวกทหารคอยทำหน้าที่อารักขาความปลอดภัยให้ ศัตรูสำคัญของปลวกทหารคือมดพันธุ์ต่างๆ ที่ชอบเข้ามารุกรานถึงภายในจอมปลวก เมื่อปราศจากการรบกวนปลวกงานจะสร้างห้องหับต่างๆ อย่างเป็นระบบเริ่มตั้งแต่ตำหนักของนางพญาที่จะต้องแข็งแกร่งเป็นพิเศษ และซ่อนอยู่มิดชิดที่สุดภายในรัง แล้วจึงสร้างห้องเก็บรักษาไข่เพื่อบ่มฟักตัวอ่อน ซึ่งมันจะต้องขนไข่ออกจากตำหนักของนางพญามาจัดเก็บให้เป็นระเบียบอยู่เสมอ
5. เสร็จจากนั้นปลวกงานส่วนหนึ่งทำการขุดช่องระบายอากาศเพื่อให้ภายในจอมปลวกเย็นสบายอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งขุดอุโมงค์ใต้ดินสู่ภายนอกเพื่อใช้เป็นเส้นทางในการออกไปหาเสบียงอันได้แก่เศษไม้เป็นหลัก ความจริงปลวกไม่สามารถย่อยไม้ได้เองอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นโปรโตซัวซึ่งอาศัยอยู่ในกระเพาะของมันที่ช่วยย่อยเซลลูโลสให้กลายเป็นสารอาหาร ปลวกงานจะนำเชื้อราที่ได้จากการย่อยมาสร้างเป็นสวนเห็ดขึ้นภายในจอมปลวกเพื่อลดภาระในการออกตระเวนหาอาหาร
6. จะเห็นว่าปลวกงานมีหน้าที่หนักที่สุดในบรรดาปลวกทั้ง 3 วรรณะ ปลวกงาน จึงมีประชากรมากที่สุด ทั้งนี้นางพญาจะมีฮอร์โมนสังคม ควบคุมการวางไข่ให้อัตราส่วนประชากรในวรรณะต่างๆ ได้สมดุลอยู่ตลอดเวลา
 
อาณาจักรปลวก
1. อาณาจักรปลวกมีการปกครองแบบสมบูรณาสิทธิราชย์ ราชินีปลวกเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุด บางพันธุ์อาจมีอายุยืนนานถึง 100 ปี และมีประสิทธิภาพสูงในการผลิตปลวก ทำให้สมาชิกปลวกมีจำนวนเพิ่มขึ้นตลอดเวลา
2. รังปลวกจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ปลวกงานมีความสามารถด้านสถาปัตยกรรมสูง โดยมันจะขนดินจากใต้ดินขึ้นมาบนดิน และวางให้เป็นกองแล้วใช้น้ำลายเป็นตัวเชื่อมเนื้อดิน จนได้จอมปลวกที่อาจสูงถึง 7 เมตร
3. การไม่มีตาจะดู ทำให้ปลวกไม่รู้แม้แต่น้อยว่ารูปร่างในภาพรวมของรังมันมีหน้าตาอย่างไร แต่ในรายละเอียดเล็กน้อยมันรู้ดี เช่น มันรู้ว่ามันต้องสร้างรังให้เอียงเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วมขัง และรังของมันต้องมีรูระบายอากาศเข้าออก อีกทั้งรูต้องมีลิ้นปิดเปิดให้ความชื้นภายในรังอยู่ที่ระดับพอดีสำหรับปลวก 2 ล้านตัวด้วย ทั้งๆ ที่ปลวกเหล่านี้หายใจก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาชั่วโมงละ 40 ลิตร
4. ปลวกจำนวนมากมายในแต่ละรังจะแบ่งออกได้เป็น 3 วรรณะคือ ปลวกงาน ผู้คอยวิ่งวุ่นทำงานทุกอย่างภายในรัง เริ่มตั้งแต่ตอนก่อสร้างจอมปลวก ซ่อมแซมรังถ้ามีการสึกหรอ ดูแลรักษาไข่ของนางพญาไปจนถึงการหาอาหารมาเลี้ยงดูปลวกในวรรณะอื่น ถัดมาคือ ปลวกทหาร ซึ่งมีรูปร่างทะมัดทะแมงมีส่วนหัวและกรามใหญ่โตกว่าส่วนอื่น เพื่อใช้เป็นอาวุธในการออกรบ ปลวกทหารจะเป็นผู้ต้อนรับด่านแรกหากมีผู้บุกรุกเข้ามาภายในจอมปลวก และปลวกในวรรณะสุดท้ายได้แก่ ปลวกสืบพันธุ์ ซึ่งเป็นพวกเดียวที่มีโอกาสเจริญเติบโตจนสามารถผสมพันธุ์และวางไข่ได้
5. ภายในจอมปลวกหนึ่งๆ ซึ่งมีปลวกนับหมื่นนับแสนตัว ล้วนถือกำเนิดมาจากพญาปลวกเพียงตัวเดียว
 
แมลงเม่า
1. แมลงเม่าเป็นปลวกในวรรณะสืบพันธุ์ที่โตเต็มที่ โดยมีปีกยาวเลยลำตัวออกมา เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ ซึ่งมักจะอยู่ในช่วงฤดูฝน ปลวกหนุ่มสาวที่มีปีกภายในจอมปลวกจะพากันบินออกมาจากรังมารวมหมู่เพื่อเลือกคู่ครอง พอจับคู่กันได้หนึ่งต่อหนึ่ง ก็ชักชวนกันไปหาทำเลอันเหมาะสม จัดการสลัดปีกทิ้งผสมพันธุ์กันแล้วมุดลงสู่พื้นดิน
2. หลังจากนั้นแมลงเม่าสองตัวก็จะกลายสภาพเป็นราชา และราชินีปลวก
3. ราชินีเริ่มต้นขบวนการวางไข่อย่างต่อเนื่องทันทีหลังการผสมพันธุ์ โดยมีราชาคอยผสมพันธุ์ให้เป็นระยะๆ ราชินีปลวกจะกลายเป็นนางพญาปลวก คอยทำหน้าที่วางไข่สร้างประชากรไปตลอดชั่วชีวิต
4. เมื่อเวลาผ่านไปรูปร่างของนางพญาจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ส่วนท้องจะขยายใหญ่ขึ้นตลอดเวลาเพื่อให้เหมาะสมกับจำนวนไข่ที่ต้องวางเพิ่ม เมื่ออายุ 10 ปี ขึ้นไปรูปร่างของนางพญาจะมองดูคล้ายหนอนยักษ์ตัวอ้วนพองที่เคลื่อนที่ไปไหนไม่ได้อีกต่อไป
5. ประมาณกันว่านางพญาปลวกสามารถวางไข่ได้ 14 ฟอง ในทุก 3 วินาที ในช่วงเวลาไม่กี่เดือนจะมีลูกจำนวนมหาศาล ประชากรปลวกรุ่นใหม่เหล่านี้ช่วยกันสร้างอาณาจักรใหม่อย่างแข็งขัน
6. เมื่อทุกอย่างเริ่มเข้าที่ทางนางพญาจะผลิตปลวกในวรรณะสืบพันธุ์ขึ้นมาจำนวนหนึ่ง พอถึงฤดูผสมพันธุ์ปลวกจำนวนนี้จะกลายเป็นแมลงเม่าบินอำลาจากจอมปลวกอันเก่าเพื่อเริ่มต้นจับคู่ และสร้างอาณาจักรของมันเองขึ้นมาอีกครั้ง
 
บทบาทของปลวก
1. ปลวกมีบทบาทสำคัญในการช่วยย่อยสลายไม้ เศษไม้ และวัตถุอื่นๆ เพื่อนำแร่ธาตุหมุนเวียนกลับสู่ระบบนิเวศ
2. เมื่อแปลงร่างเป็นแมลงเม่าก็ยังเป็นอาหารทรงคุณค่าทั้งต่อนก และสัตว์ต่างๆ ภายในกองดินหนาทึบ
3. ปลวกมีโลกเล็กๆ ที่ทำหน้าที่ดำรงเผ่าพันธุ์เพื่อสร้างสมดุลให้กับระบบนิเวศธรรมชาติ
4. ความสามารถด้านกินของปลวกก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์ ปลวกกินได้ทั้งเซลลูโลส และยางที่หุ้มสายโทรศัพท์หรือสายไฟฟ้า และในยามที่อาหารขาดแคลน ก็อาจกินปลวกด้วยกันเอง โดยเฉพาะตัวที่อ่อนแอ และลูกอ่อน แม้กระทั่งเวลาราชินีปลวกตาย ปลวกบริวารก็จะจับซากราชินีมากินเช่นกัน
 
ปลวกทหาร
1. ปลวกทหารเป็นปลวกอีกประเภทหนึ่งที่น่าสนใจ ปลวกประเภทนี้มีเขี้ยวสำหรับต่อสู้ศัตรูเช่น มด ที่ชอบขโมยไข่ปลวกไปกิน ถึงแม้มดจะมีขนาดใหญ่กว่า และปลวกไม่มีตาจะเห็นข้าศึก แต่ปลวกทหารก็สามารถป้องกันรังของมันได้อย่างไม่ย่อท้อ โดยมันจะใช้เขี้ยวกัดแล้วปล่อยยางเหนียวๆ ออกมาตามตัวมด ซึ่งจะส่งกลิ่นล่อให้ปลวกทหารตัวอื่นๆ เข้ามากลุ้มรุมกัดมดที่บุกรุกรังมันจนตาย
2. การใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในจอมปลวก และใต้ดินทำให้เราไม่ได้ศึกษาธรรมชาติของปลวกอย่างใกล้ชิด จนทำให้คนหลายคนคิดว่าปลวกคือ มดขาว แต่ในความเป็นจริงปลวกและมดเป็นสัตว์คนละชนิดกัน ปีกของมดสั้น และมีขนาดไม่เท่ากัน แต่ปีกของปลวกยาวและใหญ่เกินตัว อีกทั้งมีขนาดเท่ากันด้วย
3. นอกจากความแตกต่างเรื่องปีกแล้ว สรีระส่วนที่เป็นเอวก็แตกต่างกัน คือมดมีเอว แต่ปลวกไม่มี
4. เวลามดตัวผู้ผสมพันธุ์กับราชินีมดแล้ว มันจะตายในเวลาต่อมาอีกไม่นาน ส่วนปลวกตัวผู้เมื่อได้เสพสมกับราชินีปลวกแล้ว มันจะช่วยกันสร้างอาณาจักรปลวกให้มีบริเวณเพียงพอสำหรับให้ลูกปลวกเจริญเติบโต เพราะราชินีปลวกที่เติบโตเต็มที่อาจมีลำตัวยาวตั้งแต่ 9-12 เซนติเมตร และเวลาตั้งครรภ์ มันจะเดินไปไหนมาไหนไม่ได้
5. ถึงกระนั้นมันก็ไม่อดอาหารตาย เพราะมีปลวกงานที่มีนิสัยขยันขันแข็งหาอาหารมาให้ราชินีกินตลอดวัน และมันยังช่วยทำความสะอาดตัวให้ราชินีของมันด้วย โดยการเลียตามตัวตลอดเวลา และเมื่อราชินีปลวกวางไข่แล้ว ปลวกงานก็จะขนไข่ไปเรียงให้เป็นที่เป็นทาง และหาอาหารมาเลี้ยงปลวกอ่อนที่ยังช่วยตัวเองไม่ได้ด้วย
6. ปลวกบางชนิดรู้จักทำสวนรา ซึ่งให้เซลลูโลสซึ่งเป็นอาหารโปรดของมัน โดยมันจะขนใบหญ้าใบไม้มาวางกองจนใบไม้กลายสภาพเป็นรา อนึ่งราที่กำลังเจริญเติบโต มันจะคายไอน้ำออกมา ทำให้ความชื้นของบรรยากาศในรังอยู่ที่ระดับพอดีด้วย
7. ราชาปลวกไม่ต้องทำหน้าที่ใดๆ เพราะอาณาจักรปลวกได้กำหนดหน้าที่หาอาหารให้ปลวกงานทำแล้ว มันจึงมีหน้าที่อย่างเดียวเท่านั้น คือสืบพันธุ์กับราชินีปลวกในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นยามที่ศัตรูปลวกอันได้แก่ มด แมลงเต่าทอง ตัวต่อ กิ้งก่า ตะกวด ตะขาบ และคน นอนหลับพักผ่อน ทำให้ประสิทธิภาพในการสร้างปลวกอ่อนของมันไม่ถูกกระทบกระเทือน อวัยวะสืบพันธุ์ของราชาปลวกจัดเป็นชนิดเรียบง่าย เซลล์สืบพันธุ์ตัวผู้ไม่มีนิวเคลียส
 
เทคนิกกำจัดปลวก
1. ใช้กล้องอินฟราเรดส่องตามผนัง ที่ใดมีปลวกอาศัยอยู่บริเวณนั้นจะมีความร้อนมาก ปลวกจำนวนมากจะแผ่รังสีอินฟราเรดออกมามากซึ่งกล้องสามารถรับได้
2. อาจใช้วิธีส่งคลื่นไมโครเวฟไปกระทบผนัง ถ้าคลื่นกระทบปลวกที่กำลังเคลื่อนที่ คลื่นที่สะท้อนกลับออกมาจะทำให้รู้ได้ว่า ภายในกำแพงหรือผนังนั้น มีปลวกหรือไม่
3. ใช้ยาฉีดที่ทำด้วย hexaflumuron ซึ่งจะทำให้ปลวกที่ลอกคราบมีปัญหา เพราะสารเคมีชนิดนี้สามารถทำให้เปลือกหุ้มตัวปลวกไม่แข็งตัว และปลวกก็จะตาย
4. ฉีดพ่นด้วย chlorfenapyr ถือเป็นการฆ่าปลวกด้วยสารเคมีที่ได้ผลดีอีกวิธีหนึ่ง
5. วิธีการเปลี่ยนแปลงยีน เป็นอีกวิธีหนึ่งที่กำลังได้รับการพิจารณาว่าเป็นวิธีกำจัดที่ดี โดยพยายามเปลี่ยนแปลงตัวอ่อนให้เป็นปลวกทหารให้หมด เนื่องจากปลวกทหารเป็นหมัน และไม่มีหน้าที่หาอาหาร ถ้ารังปลวกมีปลวกทหารมาก ปลวกงานก็ต้องหาอาหารมากขึ้นๆ จนในที่สุดปลวกงานก็จะล้มตาย และปลวกทหารก็จะล้มตายตามกันไป
6. ปลวกเป็นสัตว์สังคมที่ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง มันทำมาหากิน และดูแลกันอย่างเป็นทีม ลักษณะนิสัยเช่นนี้ทำให้มนุษย์ หรือสัตว์อื่นๆ ปราบปรามหรือกำจัดมันได้ยาก ดังนั้น เวลาจะสร้างบ้าน เจ้าของบ้านควรใช้วิธีฉีดสารเคมีตามรังของมันที่อาจอยู่ในตอไม้หรือเศษไม้ใต้ดินให้ทั่ว เพื่อจะได้มั่นใจว่าปลวกตายหมด เพราะเหตุว่ายากำจัดปลวกเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตซึ่งหมายถึงมนุษย์ด้วย ดังนั้น การพ่นยากำจัดปลวกจึงต้องดำเนินไปอย่างระมัดระวัง และสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องรอให้แมลงเม่า ซึ่งเป็นปลวกในระยะสืบพันธุ์ต้องบินว่อนออกมา เพราะถ้าถึงเวลานั้น ทุกอย่างที่เป็นชิ้นส่วนของบ้านก็ตกอยู่ในภาวะอันตรายเรียบร้อยแล้ว

ขอขอบคุณ

Author

นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ

ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

174 บทความ

ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

นอนอย่างไรให้สดชื่น

17 กันยายน 2558 139.772

หลายๆคนคงคิดว่าคนเราต้องนอนให้ได้ 8ชั่วโมงถึงจะเพียงพอ แต่จริงๆแล้วตัวเลข 8ชั่วโมง เป็นแค่ค่าเฉลี่ยเท่านั้น การนอนให้เพียงพอคือการนอนจนรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเอง และสามารถอยู่ได้จนไม่เพลียตลอดทั้งวัน

โรคหลอดลมอักเสบ

28 สิงหาคม 2556 5.873

โรคหลอดลมอักเสบ (bronchitis) เป็น โรคที่เกิดจากการอักเสบเยื่อบุของหลอดลม ทำให้เยื่อบุหลอดลมบวม และมีเสมหะอุดหลอดลม ผู้ป่วยบางรายหลอดลมบวมมากและมีเสมหะมาก ทำให้เกิดลักษณะเหมือนโรคหอบหืด

ระบบโครงกระดูกของมนุษย์

3 สิงหาคม 2556 38.846

ระบบโครงกระดูกของมนุษย์(skeletal system) มีวิวัฒนาการมาอย่างสลับซับซ้อนแต่หลักฐานจากการศึกษากายวิภาคเปรียบเทียบพบว่าสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังทั้งหมดล้วนมีพัฒนาการของระบบโครงกระดูกที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะที่เป็นตัวอ่อนหรือเอ็มบริโอเมื่อแรกคลอด

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ