โพสต์ 19 ก.พ. 57 ปรับปรุง 21 ก.ย. 60 2,439 Views

มารู้จักวิธีช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานกันดีกว่า (บทความนี้เหมาะสำหรับท่านที่เล่นกีฬา หรือออกกำลังกายเป็นประจำ)

 

     สำหรับบทความในวันนี้เพื่อจะให้เป็นประโยชน์สำหรับประชาชนทั่วไปที่เล่นกีฬาหรือออกกำลัง

กายเป็นประจำ ซึ่งผมเชื่อว่าท่านจะเป็นผู้ที่แข็งแรงมีสุขภาพดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน โดย

เฉพาะไม่มีโรคเกี่ยวกับหัวใจ เช่น หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบตัน ที่จะมีผลทำให้เราเสียชีวิตอย่าง

เฉียบพลัน (Sudden Death หรือ การที่หัวใจหยุดเต้นกระทันหัน/ Sudden Cardiac Arrest ในภาษา

ทางการแพทย์) แต่ท่านอาจจะเป็นพระเอกที่รู้บทบาทในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานแก่ผู้ที่ประสบปัญหา

หมดสติ ไม่หายใจ หัวใจหยุดเต้น ขณะที่มาเล่นกีฬาและออกกำลังกายอยู่ใกล้ๆ ท่าน หรือในบริเวณ

ที่ท่านอยู่ เพราะท่านมีทักษะพอที่จะทำการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานได้

 

เรื่องจริงที่เกิดขึ้นในคอร์ต “แบดมินตัน” แห่งหนึ่ง

มีผู้ป่วยรายหนี อายุประมาณ 50 ปี เล่นแบดมินตันเป็นประจำ ขณะที่เล่นแบดมินตันอยู่กับเพื่อนๆ

อยู่นั้น ปรากฏว่ามีอาการหมดสติ ไมรู้สึกตัว ไม่หายใจ เพื่อนๆ ได้พยายามช่วยกันปั้มหัวใจ และรีบนำ

ส่งโรงพยาบาล พบว่าหัวใจหยุดเต้นไปแล้ว แพทย์ได้ใช้เครื่องช็อตไฟฟ้าหัวใจ ใส่ท่อช่วยหายใจ

และให้ออกซิเจนร่วมกับใช้เครื่องช่วยหายใจช่วยให้ระบบการทำงานของหัวใจและระบบหายใจดีขึ้น

จนถึงขณะที่เขียนต้นฉบับอยู่นี้ (5 วันหลังเกิดเหตุการณ์) ผู้ป่วยรายนี้ไม่ต้องอยู่ในห้องไอ.ซี.ยู แล้ว

สามารถเอาท่อช่วยหายใจออกและไม่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจแล้ว มีความรู้สึกตัวดีขึ้นจนพูดคุยรู้

เรื่องได้มากขึ้น ยังมีสับสนในบางครั้ง สามารถทำตามสั่งได้ดีพอควร อาการอ่อนแรงของแขนและขา

ค่อยๆ ดีขึ้น

ในทางการแพทย์     เราเชื่อว่าเพื่อนๆ ที่ได้พยายามช่วยผู้ป่วยรายนี้ที่คอร์ตแบดมินตันและนำส่ง

โรงพยาบาล คงรู้จักวิธีการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานได้ดี จึงสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยรายนี้ได้ระหว่างนำส่ง

และหลังจากผู้ป่วยได้รับการรักษาจากทางแพทย์และพยาบาลแล้ว จึงทำให้ผู้ป่วยมีอาการ

เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว เราหวังว่าผู้ป่วยรายนี้จะได้มีการฟื้นตัวกลับมาอย่าง

สมบูรณ์เหมือนก่อนเกิดเหตุการณ์และกลับมาเล่นกีฬาแบดมินตันที่

ตัวเองชอบอีกครั้งหนึ่ง

 

เมื่อท่านพบเห็นบุคคลที่หมดสติ หัวใจหยุดเต้นและไม่หายใจ

สำหรับกรณีผู้ป่วยที่หมดสติ หัวใจหยุดเต้น และไม่หายใจ อาจมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน

เช่น โรคหัวใจ โรคทางสมอง ไฟฟ้าช๊อต จมน้ำ อุบัติเหตุ หรือแพ้ยา/ แพ้พิษแมลงอย่างรุนแรง แต่

ในที่นี้ผมสมมุติสถานการณ์เฉพาะในที่ที่คนกำลังเล่นกีฬา หรือกำลังออกกำลังกายกันอยู่และมีคน

หมดสติ ไม่หายใจ และหัวใจหยุดเต้น อยู่ในบริเวณนั้น

ก่อนอื่นผมขออธิบายความรู้พื้นฐาน    ระบบการไหลเวียนของโลหิต ระบบหายใจและการทำงาน

ของสมองคร่าวๆ เสียก่อนดังนี้ : โดยปกติสมองจะทำงานได้ต้องรับออกซิเจนที่มากับเลือด ซึ่งมาจา

กการปั้มหรือการทำงานของหัวใจที่สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งสมองด้วย

เลือดที่หัวใจสูบฉีดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย จะเป็นเลือดที่มีออกซิเจนซึ่งได้จากการที่ปอด

หายใจเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายและมีการแลกเปลี่ยนกับคาร์บอนไดออกไซด์ที่มาพร้อมกับเลือด

ที่มาที่ปอด เลือดที่มีออกซิเจนกลับสู่หัวใจและถูกปั้มไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งสมองด้วย

ซึ่งเซลล์ของเนื้อสมองจะสามารถทนต่อการขาดออกซิเจนได้ประมาณ 4-5 นาที เท่านั้น และหาก

เกินไปกว่านี้โอกาสที่จะเป็นเจ้าชายหรือเจ้าหญิงนิทราหรือเสียชีวิตมีค่อนข้างสูง

ดังนั้น    ท่านคงจะพอเข้าใจนะครับว่าอวัยวะที่สำคัญในเรื่องนี้ คือ หัวใจและระบบการหายใจ ส่วน

สมองเป็นผลจากการไม่มีออกซิเจนไปเลี้ยง การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานจึงมุ่งเข้าไปช่วยเหลือหัวใจและ

การหายใจนั่นเอง

การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (Basic Life Support หรือ BLS)

 - โดยเริ่มจากการประเมินกรณีผู้ป่วยหมดสติ ไม่รู้ตัว ด้วยการเรียกชื่อดังๆ อาจจะบีบหรือขยับหัวไหล่เพื่อพยายามเหมือนกับการปลุกให้ตื่น แต่อย่าไปพยายามขยับศรีษะหรือเคลื่อนไหวบริเวณลำคอ เพราะคนหมดสติบางคนล้มลงอาจมีการบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังส่วนคอที่เราต้องพึงระวัง

 - การทำการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน หรือ Basic Life Support (BLS) ขอให้ทำภายใน 4 นาที เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อสมองที่ไม่อาจขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมองนานมากกว่า 4 นาทีได้

 

 

 หลักการ “การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน มีดังนี้

  - A หรือ Airway หมายถึง การเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง ด้วยการอ้าปากดูว่ามีเศษอาหารหรือฟันปลอมที่หลวมหลุดอยู่หรือไม่ (Clear the Airway) แล้วให้กดหน้าผากให้ศรีษะไปด้านหลัง (Head Tilt) และอีกมือหนึ่งจับคางเชยขึ้น (Chin Lift) ตามภาพที่ 1 ในขณะที่ทำในข้อนี้ ท่านต้องเรียกคนอื่นให้มาช่วยด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากท่านอยู่ในสนามกีฬา ท่านควรมีเบอร์โทรศัพท์ของหน่วยรักษาพยาบาลที่ใกล้ท่านมากที่สุดเพื่อกรณีจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายต่อจากสถานที่เกิดเหตุการณ์ และหากทำตามข้อ 3.1 ไม่ได้ ท่านอาจพยายามจัดท่าให้ศรีษะตะแคงไปทางด้านข้างขณะนอนราบหงายเพื่อจุดประสงค์ในกรณีมีการ

 - อาเจียนหรือเศษอาหารจะได้ไหลออกจากปากได้โดยง่าย 

 - B หรือ Breathing เมื่อทำตามข้อ 3.1 แล้ว ให้สังเกตุดูว่ามีลมหายใจออกมาหลังจากเปิดทางเดินหายใจให้โล่งแล้ว ถ้ามีการหายใจ ให้คลำชีพจรที่คอหรือที่บริเวณข้อมือ (ท่านควรต้องรู้ตำแหน่งในการคลำชีพจร) แต่ถ้าพบว่าไม่หายใจ หรือไม่แน่ใจ ท่านต้องเริ่มช่วยการหายใจ โดยทำดังนี้

 - เป่าลมเข้าปาก โดยให้สังเกตดูว่า หน้าอกขยับขึ้น-ลง และมีลมหายใจออก หากเป่าลมไม่เข้า ขอให้ดูภายในปากและดูตำแหน่งของคออีกทีหนึ่ง มีข้อสังเกตุ คือ ท่านไม่ต้องเป่าลมแรงๆ ปริมาตรมากๆ ให้เป่าจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นก็เพียงพอแล้ว

 - ถ้าหากท่านกลัวการติดเชื้อจากการเป่าปากให้เริ่มกดหน้าอกไปเลย ดีกว่ากลัวแล้วไม่เริ่มทำอะไรเลย

 - C หรือ Circulation หมายถึงการไหลเวียนของโลหิต ด้วยการปั้มหัวใจ โดยการวางมือกลางหน้าอก โดยเอาฝ่ามือขวาวางบนหลังมือที่กดลงบนกลางหน้าอก กดให้แรงความเร็ว 80-100 ครั้งต่อนาที โดยกดหน้าอก 30 ครั้งและให้เป่าปาก 2 ครั้ง นับเป็น 1 รอบ ตามภาพที่ 2 โดยให้ทำจนครบ 5 รอบ และจึงหยุดประเมินอาการอีกครั้ง สำหรับการนับจังหวะให้นับตัวเลข 12345 โดยไม่ต้องนับ 1 และ 2 และ 3 และ ............

 - การกดหน้าอกเช่นนี้ แรงจะไปกระแทกหัวใจทำให้มีการไหลเวียนโลหิตได้บ้างและสามารถไปรับ ออกซิเจนที่ปอดจากการที่มีคนเป่าลมทางปากเพื่อให้เข้าสู่ปอด

 - สำหรับการประเมินอาจดูว่าเริ่มมีการหายใจหรือไม่?/ มีการไอหรือสำลักหรือไม่?/ มีการขยับตัว หรือไม่? และให้ลองตรวจดูว่ามีชีพจรหรือไม่? ซึ่งถ้าหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงขอให้ทำซ้ำ A, B, C ต่อไป

     สำหรับประชาชนทั่วไปในขณะนี้ ยังมีอีกขั้นตอนหนึ่ง คือ D หรือ Defibrillation โดยใช้เครื่อง AED (Automate External Defibrillation) ซึ่งเป็นเครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ ที่ออกแบบมาให้มีความปลอดภัยและใช้งานง่าย โดยในปัจจุบันประชาชนทั่วไปสามารถซื้อ AED มาไว้ใช้ตามบ้านได้ แต่ยังมีราคาสูงอยู่

     ผมหวังว่าท่านผู้อ่านคงจะพอได้ความรู้ “การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน” ไปบ้างในสัปดาห์หน้านี้ หากท่านสนใจท่านอาจหาความรู้เพิ่มเติมจากโรงพยาบาลใกล้บ้านท่าน ซึ่งบางโรงพยาบาลก็จะมีบริการฝึกอบรมให้ด้วย สวัสดีครับ

ขอขอบคุณ

Author

นายแพทย์ ไพศาล จันทรพิทักษ์

ศัลยศาสตร์ออร์โทพีดิกส์ (กระดูกและข้อ)

182 บทความ

ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

ศูนย์การแพทย์แห่งความเป็นเลิศสำหรับนักฟุตบอล (ที่ฟีฟ่าให้การรับรอง)

18 กุมภาพันธ์ 2557 1.356

ดังที่ผมได้กล่าวในเสาร์ที่แล้วว่า ฟีฟ่าโดยท่านประธาน โจเซฟ แบลตเลอร์ และกรรมการบริหารตลอดจนคณะกรรมการฝ่ายแพทย์ ได้ให้ความสำคัญเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬา ที่จะนำมาใช้กับนักฟุตบอลและผู้ตัดสิน เพื่อให้ทั้ง 2 ฝ่ายหลักนี้มีความปลอดภัยสูงสุด

รู้จักมะเร็งต่อมไทรอยด์

10 สิงหาคม 2556 2.042

หากคุณ ญาติ หรือเพื่อนของคุณ ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ สิ่งสำคัญลำดับแรกที่ควรกระทำ คือตั้งสติให้ดี แล้วหาข้อมูลเพิ่มเติม จากแหล่งความรู้ที่เชื่อถือได้ อย่าเชื่อคำบอกเล่า หรือบอกต่อที่ไม่มีหลักฐานสนับสนุน

FITNESS กับการออกกำลังกาย ตอนที่ 24

19 กุมภาพันธ์ 2557 1.235

ผมได้กล่าวถึง “F.MARC 11” หรือ “The 11” ซึ่งเป็นชื่อวิธีการฝึกซ้อมที่ทาง FIFA โดยคณะกรรมการฝ่ายวิจัยทางการแพทย์ (FIFA – Medical Assessment and Research Center) ได้แนะนำให้โค้ชของแต่ละทีมฟุตบอลนำไปฝึกสอนและใช้ปฎิบัติจริงในการฝึกซ้อมประจำทุกวัน

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ