โพสต์ 19 ก.พ. 57 ปรับปรุง 21 ก.ย. 60 2,213 Views

มารู้จักวิธีช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานกันดีกว่า (บทความนี้เหมาะสำหรับท่านที่เล่นกีฬา หรือออกกำลังกายเป็นประจำ)

 

     สำหรับบทความในวันนี้เพื่อจะให้เป็นประโยชน์สำหรับประชาชนทั่วไปที่เล่นกีฬาหรือออกกำลัง

กายเป็นประจำ ซึ่งผมเชื่อว่าท่านจะเป็นผู้ที่แข็งแรงมีสุขภาพดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน โดย

เฉพาะไม่มีโรคเกี่ยวกับหัวใจ เช่น หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบตัน ที่จะมีผลทำให้เราเสียชีวิตอย่าง

เฉียบพลัน (Sudden Death หรือ การที่หัวใจหยุดเต้นกระทันหัน/ Sudden Cardiac Arrest ในภาษา

ทางการแพทย์) แต่ท่านอาจจะเป็นพระเอกที่รู้บทบาทในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานแก่ผู้ที่ประสบปัญหา

หมดสติ ไม่หายใจ หัวใจหยุดเต้น ขณะที่มาเล่นกีฬาและออกกำลังกายอยู่ใกล้ๆ ท่าน หรือในบริเวณ

ที่ท่านอยู่ เพราะท่านมีทักษะพอที่จะทำการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานได้

 

เรื่องจริงที่เกิดขึ้นในคอร์ต “แบดมินตัน” แห่งหนึ่ง

มีผู้ป่วยรายหนี อายุประมาณ 50 ปี เล่นแบดมินตันเป็นประจำ ขณะที่เล่นแบดมินตันอยู่กับเพื่อนๆ

อยู่นั้น ปรากฏว่ามีอาการหมดสติ ไมรู้สึกตัว ไม่หายใจ เพื่อนๆ ได้พยายามช่วยกันปั้มหัวใจ และรีบนำ

ส่งโรงพยาบาล พบว่าหัวใจหยุดเต้นไปแล้ว แพทย์ได้ใช้เครื่องช็อตไฟฟ้าหัวใจ ใส่ท่อช่วยหายใจ

และให้ออกซิเจนร่วมกับใช้เครื่องช่วยหายใจช่วยให้ระบบการทำงานของหัวใจและระบบหายใจดีขึ้น

จนถึงขณะที่เขียนต้นฉบับอยู่นี้ (5 วันหลังเกิดเหตุการณ์) ผู้ป่วยรายนี้ไม่ต้องอยู่ในห้องไอ.ซี.ยู แล้ว

สามารถเอาท่อช่วยหายใจออกและไม่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจแล้ว มีความรู้สึกตัวดีขึ้นจนพูดคุยรู้

เรื่องได้มากขึ้น ยังมีสับสนในบางครั้ง สามารถทำตามสั่งได้ดีพอควร อาการอ่อนแรงของแขนและขา

ค่อยๆ ดีขึ้น

ในทางการแพทย์     เราเชื่อว่าเพื่อนๆ ที่ได้พยายามช่วยผู้ป่วยรายนี้ที่คอร์ตแบดมินตันและนำส่ง

โรงพยาบาล คงรู้จักวิธีการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานได้ดี จึงสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยรายนี้ได้ระหว่างนำส่ง

และหลังจากผู้ป่วยได้รับการรักษาจากทางแพทย์และพยาบาลแล้ว จึงทำให้ผู้ป่วยมีอาการ

เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว เราหวังว่าผู้ป่วยรายนี้จะได้มีการฟื้นตัวกลับมาอย่าง

สมบูรณ์เหมือนก่อนเกิดเหตุการณ์และกลับมาเล่นกีฬาแบดมินตันที่

ตัวเองชอบอีกครั้งหนึ่ง

 

เมื่อท่านพบเห็นบุคคลที่หมดสติ หัวใจหยุดเต้นและไม่หายใจ

สำหรับกรณีผู้ป่วยที่หมดสติ หัวใจหยุดเต้น และไม่หายใจ อาจมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน

เช่น โรคหัวใจ โรคทางสมอง ไฟฟ้าช๊อต จมน้ำ อุบัติเหตุ หรือแพ้ยา/ แพ้พิษแมลงอย่างรุนแรง แต่

ในที่นี้ผมสมมุติสถานการณ์เฉพาะในที่ที่คนกำลังเล่นกีฬา หรือกำลังออกกำลังกายกันอยู่และมีคน

หมดสติ ไม่หายใจ และหัวใจหยุดเต้น อยู่ในบริเวณนั้น

ก่อนอื่นผมขออธิบายความรู้พื้นฐาน    ระบบการไหลเวียนของโลหิต ระบบหายใจและการทำงาน

ของสมองคร่าวๆ เสียก่อนดังนี้ : โดยปกติสมองจะทำงานได้ต้องรับออกซิเจนที่มากับเลือด ซึ่งมาจา

กการปั้มหรือการทำงานของหัวใจที่สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งสมองด้วย

เลือดที่หัวใจสูบฉีดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย จะเป็นเลือดที่มีออกซิเจนซึ่งได้จากการที่ปอด

หายใจเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายและมีการแลกเปลี่ยนกับคาร์บอนไดออกไซด์ที่มาพร้อมกับเลือด

ที่มาที่ปอด เลือดที่มีออกซิเจนกลับสู่หัวใจและถูกปั้มไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งสมองด้วย

ซึ่งเซลล์ของเนื้อสมองจะสามารถทนต่อการขาดออกซิเจนได้ประมาณ 4-5 นาที เท่านั้น และหาก

เกินไปกว่านี้โอกาสที่จะเป็นเจ้าชายหรือเจ้าหญิงนิทราหรือเสียชีวิตมีค่อนข้างสูง

ดังนั้น    ท่านคงจะพอเข้าใจนะครับว่าอวัยวะที่สำคัญในเรื่องนี้ คือ หัวใจและระบบการหายใจ ส่วน

สมองเป็นผลจากการไม่มีออกซิเจนไปเลี้ยง การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานจึงมุ่งเข้าไปช่วยเหลือหัวใจและ

การหายใจนั่นเอง

การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (Basic Life Support หรือ BLS)

 - โดยเริ่มจากการประเมินกรณีผู้ป่วยหมดสติ ไม่รู้ตัว ด้วยการเรียกชื่อดังๆ อาจจะบีบหรือขยับหัวไหล่เพื่อพยายามเหมือนกับการปลุกให้ตื่น แต่อย่าไปพยายามขยับศรีษะหรือเคลื่อนไหวบริเวณลำคอ เพราะคนหมดสติบางคนล้มลงอาจมีการบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังส่วนคอที่เราต้องพึงระวัง

 - การทำการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน หรือ Basic Life Support (BLS) ขอให้ทำภายใน 4 นาที เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อสมองที่ไม่อาจขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมองนานมากกว่า 4 นาทีได้

 

 

 หลักการ “การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน มีดังนี้

  - A หรือ Airway หมายถึง การเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง ด้วยการอ้าปากดูว่ามีเศษอาหารหรือฟันปลอมที่หลวมหลุดอยู่หรือไม่ (Clear the Airway) แล้วให้กดหน้าผากให้ศรีษะไปด้านหลัง (Head Tilt) และอีกมือหนึ่งจับคางเชยขึ้น (Chin Lift) ตามภาพที่ 1 ในขณะที่ทำในข้อนี้ ท่านต้องเรียกคนอื่นให้มาช่วยด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากท่านอยู่ในสนามกีฬา ท่านควรมีเบอร์โทรศัพท์ของหน่วยรักษาพยาบาลที่ใกล้ท่านมากที่สุดเพื่อกรณีจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายต่อจากสถานที่เกิดเหตุการณ์ และหากทำตามข้อ 3.1 ไม่ได้ ท่านอาจพยายามจัดท่าให้ศรีษะตะแคงไปทางด้านข้างขณะนอนราบหงายเพื่อจุดประสงค์ในกรณีมีการ

 - อาเจียนหรือเศษอาหารจะได้ไหลออกจากปากได้โดยง่าย 

 - B หรือ Breathing เมื่อทำตามข้อ 3.1 แล้ว ให้สังเกตุดูว่ามีลมหายใจออกมาหลังจากเปิดทางเดินหายใจให้โล่งแล้ว ถ้ามีการหายใจ ให้คลำชีพจรที่คอหรือที่บริเวณข้อมือ (ท่านควรต้องรู้ตำแหน่งในการคลำชีพจร) แต่ถ้าพบว่าไม่หายใจ หรือไม่แน่ใจ ท่านต้องเริ่มช่วยการหายใจ โดยทำดังนี้

 - เป่าลมเข้าปาก โดยให้สังเกตดูว่า หน้าอกขยับขึ้น-ลง และมีลมหายใจออก หากเป่าลมไม่เข้า ขอให้ดูภายในปากและดูตำแหน่งของคออีกทีหนึ่ง มีข้อสังเกตุ คือ ท่านไม่ต้องเป่าลมแรงๆ ปริมาตรมากๆ ให้เป่าจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นก็เพียงพอแล้ว

 - ถ้าหากท่านกลัวการติดเชื้อจากการเป่าปากให้เริ่มกดหน้าอกไปเลย ดีกว่ากลัวแล้วไม่เริ่มทำอะไรเลย

 - C หรือ Circulation หมายถึงการไหลเวียนของโลหิต ด้วยการปั้มหัวใจ โดยการวางมือกลางหน้าอก โดยเอาฝ่ามือขวาวางบนหลังมือที่กดลงบนกลางหน้าอก กดให้แรงความเร็ว 80-100 ครั้งต่อนาที โดยกดหน้าอก 30 ครั้งและให้เป่าปาก 2 ครั้ง นับเป็น 1 รอบ ตามภาพที่ 2 โดยให้ทำจนครบ 5 รอบ และจึงหยุดประเมินอาการอีกครั้ง สำหรับการนับจังหวะให้นับตัวเลข 12345 โดยไม่ต้องนับ 1 และ 2 และ 3 และ ............

 - การกดหน้าอกเช่นนี้ แรงจะไปกระแทกหัวใจทำให้มีการไหลเวียนโลหิตได้บ้างและสามารถไปรับ ออกซิเจนที่ปอดจากการที่มีคนเป่าลมทางปากเพื่อให้เข้าสู่ปอด

 - สำหรับการประเมินอาจดูว่าเริ่มมีการหายใจหรือไม่?/ มีการไอหรือสำลักหรือไม่?/ มีการขยับตัว หรือไม่? และให้ลองตรวจดูว่ามีชีพจรหรือไม่? ซึ่งถ้าหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงขอให้ทำซ้ำ A, B, C ต่อไป

     สำหรับประชาชนทั่วไปในขณะนี้ ยังมีอีกขั้นตอนหนึ่ง คือ D หรือ Defibrillation โดยใช้เครื่อง AED (Automate External Defibrillation) ซึ่งเป็นเครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ ที่ออกแบบมาให้มีความปลอดภัยและใช้งานง่าย โดยในปัจจุบันประชาชนทั่วไปสามารถซื้อ AED มาไว้ใช้ตามบ้านได้ แต่ยังมีราคาสูงอยู่

     ผมหวังว่าท่านผู้อ่านคงจะพอได้ความรู้ “การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน” ไปบ้างในสัปดาห์หน้านี้ หากท่านสนใจท่านอาจหาความรู้เพิ่มเติมจากโรงพยาบาลใกล้บ้านท่าน ซึ่งบางโรงพยาบาลก็จะมีบริการฝึกอบรมให้ด้วย สวัสดีครับ

ขอขอบคุณ

Author

นายแพทย์ ไพศาล จันทรพิทักษ์

ศัลยศาสตร์ออร์โทพีดิกส์ (กระดูกและข้อ)

182 บทความ

ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

ศัลยกรรมเสริมจมูก

15 กุมภาพันธ์ 2557 17.378

การเสริมจมูกเป็นการตกแต่งโครงสร้างของจมูกให้ดูสูงขึ้น ทำให้โครงสร้างจมูกมีรูปร่างที่สวยงามขึ้น การผ่าตัดเสริมจมูกมีทำกันมานานหลายสิบปีแล้ว คนที่มีโครงสร้างของจมูกแบนทั้งผู้ชายและหญิงสาวสามารถรับการผ่าตัดเสริมจมูกได้ ควรจะมีอายุอย่างน้อย 16 ปี ขึ้นไป

การตรวจโด๊ปในนักกีฬาฟุตบอล (โลก)

19 กุมภาพันธ์ 2557 1.658

ตามที่ผมได้กล่าวไว้แล้วในสัปดาห์ที่แล้วว่า ฟุตบอลโลกครั้งนี้มีกฎระเบียบที่เปลี่ยนไปเกี่ยวกับการลงโทษนักฟุตบอลที่ถูกพบว่ามีการใช้สารต้องห้ามที่เข้าข่ายว่าเป็นการโด๊ปโดยจะมีโทษสถานเดียว คือ ห้ามเล่นฟุตบอล 2 ปี โดยจะไม่มีโทษขั้นต่อ 6 เดือน

ยาเสพติดและเครื่องดื่มที่ควรระวังสำหรับสตรีตั้งครรภ์

17 กุมภาพันธ์ 2557 1.421

กาแฟ สุรา ยาเสพติด เป็นของที่ต้องห้ามสำหรับการตั้งครรภ์ เหล้าเป็นสารที่จะทำให้ทารกในครรภ์มีความพิการ ถ้าดื่มในปริมาณที่น้อยก็จะทำให้ทารกมีน้ำหนักน้อย ปริมาณแอลกอฮอล์ที่จะมีผลต่อทารก ไม่มีตัวเลขที่แน่นอน ถ้าเคยเสพก่อนที่จะทราบว่าตั้งครรภ์ ก็อย่าได้วิตก แต่ต้องหยุดทันทีเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ ยาโดยเฉพาะยาเสพติด จะมีผลต่อทารกในครรภ์อย่างมาก ยาต่างๆ

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ