โพสต์ 15 ก.พ. 57 ปรับปรุง 7 มี.ค. 57 3,972 Views

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน

    ช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมามีข่าวช็อควงการกีฬาฟุตบอลติดๆ กันถึงสองครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นระหว่าง การแข่งขันที่ประเทศอังกฤษ และครั้งที่สองที่ประเทศอิตาลี เป็นเหตุการณ์ที่คล้ายกันคือ นักฟุตบอล ล้มฟุบลงคาสนามกะทันหันโดยไม่ได้มีการปะทะกับใคร และจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ทั้งสองราย ซึ่งต่อมาทราบว่าเกิดจาก “ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน” เมื่อทราบเช่นนี้แล้ว เหตุใดนักกีฬาฟุตบอลมืออาชีพจึงมีเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้ ทำไมนักกีฬาล้มในสนามแล้วหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน หรือว่าภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันทำให้นักกีฬาล้มลงกันแน่ แล้วภาวะนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เราลองมาค้นหาความจริงเกี่ยวกับภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันนี้กันครับ


ช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมามีข่าวช็อควงการกีฬาฟุตบอลติดๆ กันถึงสองครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นระหว่าง การแข่งขันที่ประเทศอังกฤษ และครั้งที่สองที่ประเทศอิตาลี เป็นเหตุการณ์ที่คล้ายกันคือ นักฟุตบอล ล้มฟุบลงคาสนามกะทันหันโดยไม่ได้มีการปะทะกับใคร และจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ทั้งสองราย ซึ่งต่อมาทราบว่าเกิดจาก “ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน”

 

ปัจจุบันผู้คนเริ่มใส่ใจสุขภาพมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสังเกตได้จากสถานที่ออกกำลังกาย ที่มีเพิ่มขึ้นจนเห็นกันชินตา แต่ถ้าออกกำลังกายไม่ถูกวิธีก็อาจให้โทษได้เช่นกัน ปัจจุบันจึงได้มีนำหลักการ ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการออกกำลังกาย เพื่อให้มีความปลอดภัย และเกิดประโยชน์ต่อ ผู้ออกกำลังกายมากขึ้น


ในขณะที่เราออกกำลังกายอย่างหนักนั้นร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย เช่น ระดับน้ำตาล โปรตีน และ เม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้การออกกำลังกายยังทำให้ เกล็ดเลือดมาเกาะเป็นกลุ่มกัน มากขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่อาจทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน อย่างไรก็ตามในคนปกติ ร่างกายก็สามารถสร้างกระบวนการสลายลิ่มเลือด เพิ่มมากขึ้นในขณะเดียวกัน ทำให้หัก

ล้างหรือลดภาวะการเกาะเป็นกลุ่มของเกล็ดเลือด แต่กรณีของผู้ที่มีภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบอยู่เดิม จะมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิด ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอย่างเฉียบพลันได้ ถ้าออกกำลังกายอย่างหักโหมเกินไป ดังนั้นควรเลือก การออกกำลังกายที่ถูกต้อง และเหมาะสมกับแต่ละบุคคล ถ้าไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน ต้องเริ่มออกกำลังกายชนิดเบาๆ ก่อน เช่นการวิ่งจ็อกกิ้งช้า ๆ แล้วจึงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นการวิ่งเหยาะๆ

ข้อมูลจาก American College of Sports Medicine (ACM) และ American Heart Association (AHA) ระบุว่า สิ่งสำคัญในการออกกำลังกายไม่ได้ขึ้นกับความหนักเบาในการออกกำลังกายเท่านั้น แต่ยังขึ้นกับ “ความสม่ำเสมอ” ของการออกกำลังกายอีกด้วย จึงจะช่วยลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิด โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคเบาหวาน และโรคกระดูกพรุนได้

เมื่อทราบเช่นนี้แล้ว เหตุใดนักกีฬาฟุตบอลมืออาชีพจึงมีเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้ ทำไมนักกีฬาล้มในสนามแล้วหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน หรือว่าภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันทำให้นักกีฬาล้มลงกันแน่ แล้วภาวะนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เราลองมาค้นหาความจริงเกี่ยวกับภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันนี้กันครับ


“ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันคืออะไร”

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน หมายถึง ภาวะที่หัวใจไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะ ส่วนต่างๆของร่างกายอย่างทันที สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากมีโรคหัวใจอยู่เดิมโดยที่เจ้าตัวอาจไม่ทราบ หรือไม่เคยตรวจมาก่อน และถ้าในกรณีที่ผู้ป่วยเสียชีวิตภายในหนึ่งชั่วโมงหลังมีอาการ เราจะเรียกภาวะนี้ว่า “Sudden cardiac death” ซึ่งภาวะนี้เกิดได้กับใครก็ได้โดยไม่จำเป็นต้อง ป็นโรคหัวใจหรือมีโรคประจำตัวอื่นใดมาก่อน

“เราพบภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้บ่อยแต่ใหน”

ข้อมูลของประเทศสหรัฐอเมริกาพบการเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับพลันปีละ 300,000 – 400,000 รายต่อปี1 โดยพบในกลุ่มนักกีฬา2 ในอัตราส่วนประมาณ 1 ต่อ 65,000 ถึง 1 ต่อ 200,000 สำหรับประเทศไทยนั้นยังไม่มีการเก็บสถิติภาวะนี้อย่างเป็นระบบจึงยังไม่มีรายงานตัวเลขที่ชัดเจน


“สาเหตุของการเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน”

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากความผิดปกติของหัวใจโดยกำเนิด หรือสาเหตุภายนอกที่ทำให้หัวใจหยุดเต้นก็ได้ สำหรับผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไปมักเกิดจาก โรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (acute myocardial infarction) ส่วนผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 35 ปีส่วนใหญ่เกิดจาก โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาชนิดไม่ทราบสาเหตุ (hypertrophic cardiomyopathy ) ซึ่งภาวะนี้การออกกำลังกายเป็นตัวกระตุ้นให้หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้ นอกจากนี้ก็ยังอาจเกิดจาก ภาวะเส้นเลือดหัวใจขาดเลือดในคนอายุน้อย (premature coronary artery disease ) หรือภาวะเส้นเลือดหัวใจผิดปกติโดยกำเนิด (congenital coronary artery anomalies) เช่น โรค Marfan’s syndrome ส่วนสาเหตุภายนอกที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน เช่น ภาวะที่มีวัตถุกระแทก อย่างรุนแรงที่บริเวณหน้าอก ทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดปกติเฉียบพลัน หรือที่เรียกว่า commotio cordis นอกจากนี้ผู้ที่ใช้ยาโด๊ปเพื่อการแข่งขัน เช่นการใช้สาร anabolic-androgenic steroids ก็เป็นตัวกระตุ้น ให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้เช่นกัน

“ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน”

สำหรับผู้ที่อายุมากกว่า 35 ปี ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันที่พบบ่อยได้แก่ เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่ ฯลฯ ดังนั้นการตรวจสุขภาพประจำปีจะช่วยให้ทราบ ตั้งแต่เนิ่นๆ ว่า เรามีโรคเหล่านี้หรือไม่ และควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรคร่วมด้วย

ส่วนผู้ที่อายุน้อยกว่า 35 ปีนั้นต้องอาศัยประวัติและการตรวจร่างกายจากแพทย์เป็นหลัก เพื่อค้นหาว่า มีโรคความผิดปกติโดยกำเนิดหรือไม่ซึ่งอาจจะยังไม่แสดงอาการใดๆ ก็ได้ จากการศึกษาของ Fuller และคณะ 3 ได้ทำการตรวจนักกีฬาจำนวน 5,615 คน ได้ผลสรุปว่า แม้ว่าจะใช้ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เพื่อตรวจคัดกรองความเสี่ยงในการเกิด ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ในผู้ที่อายุน้อยกว่า 35 ปีได้ดีกว่า การซักประวัติและตรวจร่างกายก็ตาม แต่ถึงกระนั้น ก็ยังไม่สามารถ ยืนยันถึงความปลอดภัยต่อการเกิดภาวะนี้ ดังนั้นผู้ที่ต้องการออกกำลังกายอย่างหนัก ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ


“ถ้าเราพบผู้หมดสติควรทำอย่างไร”

สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดก่อนที่จะช่วยผู้หมดสติคือ ต้องตั้งสติของตัวเองไม่ให้ตกใจจนทำอะไรไม่ได้ หลังจากนั้นให้ทำการเรียกหรือเขย่าตัวผู้หมดสติว่ายังมีการตอบสนองหรือไม่ ถ้าไม่มีการตอบสนอง ให้สังเกตว่าผู้ป่วยมีอาการกระตุกหรือชักเกร็งหรือไม่ หรือหายใจเฮือก หรือหยุดหายใจ และ ถ้ามีให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ป่วยมีภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับพลัน จากนั้นให้รีบขอความช่วยเหลือ จากโรงพยาบาลทันที และถ้าสามารถทำการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานได้ จะช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตได้มากขึ้น

ขั้นตอนการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย การนวดหัวใจ (Chest compression) โดยปกติสมองสามารถทนต่อการขาดออกซิเจนได้ประมาณ 4 นาทีเท่านั้น ถ้านานกว่านี้ จะทำให้เซลล์สมองเสียหายได้ ดังนั้นการนวดหัวใจจึงเป็นการเพิ่มเลือดไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น แค่การนวดหัวใจเพียงอย่างเดียวโดยไม่จำเป็นต้องเป่าปากร่วมด้วย ก็ช่วยลดอัตราการเสียชีวิต ของผู้ป่วยได้แล้ว วิธีการนวดหัวใจทำได้ดังนี้ วางส้นมือข้างที่ถนัดไว้ตรงบริเวณกลางหน้าอกของผู้ป่วย และนำมืออีกข้างหนึ่งวางทับไว้ด้านบน ระหว่างทำการนวดหัวใจให้แขนเหยียดตรงตลอดเวลา จากนั้นให้ทำการกดหน้าอกให้ลึกประมาณ 2 นิ้ว โดยทำการกด และปล่อยหน้าอกให้คืนตัวสุดก่อนการกด แต่ละครั้ง กดด้วยความเร็วอย่างน้อย 100 ครั้งต่อนาที (หรือ 25 ครั้งต่อ 15 วินาที) และพยายามทำการนวดหัวใจให้ต่อเนื่องกันให้มากที่สุด เทคนิคการนวดหัวใจในปัจจุบันนั้น มีการเปิดสอนอยู่หลายที่ โดยสามารถสอบถามได้ที่มูลนิธิสอนช่วยชีวิต (www.thaicpr.com)

ส่วนการปฐมพยาบาลอีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การใช้เครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจ (Defibrillator) หรือใช้เครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ (Automated External Defibrillator หรือ AED) เครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัตินั้นออกแบบมาให้ประชาชนทั่วไปใช้ได้สะดวกขึ้น โดยเมื่อเปิดเครื่องแล้วจะมีเสียงให้คำแนะนำ ทั้งนี้ Resuscitation Council 4 ของประเทศอังกฤษแนะนำว่า เครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยโดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องผ่านการอบรมมาก่อน และมีประโยชน์ในการช่วยชีวิตผู้ที่หัวใจหยุดเต้น โดยทั่วไปพบว่า ผู้ที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันนั้น ส่วนใหญ่ในช่วงแรกผู้ป่วยจะมีภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ (ventricular tachycardia) จนทำให้เลือดจากหัวใจส่งไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ไม่ทัน และถ้าปล่อยไว้เช่นนี้จะทำให้หัวใจหยุดเต้นในที่สุด ดังนั้นการรักษาด้วยเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจนั้นจะใช้กับผู้ที่มีภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติเท่านั้น เพราะถ้าหัวใจหยุดเต้นไปแล้ว จะไม่สามารถรักษาด้วยการช๊อกไฟฟ้าหัวใจได้ จากข้อมูลทางการแพทย์พบว่า เมื่อผู้ป่วยเกิดภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติที่ต้องรักษา ด้วยการช็อกไฟฟ้าหัวใจนั้น ยิ่งเริ่มการรักษาด้วยการ ช็อกไฟฟ้าหัวใจช้าเท่าใด จะยิ่งได้ผลการรักษา ลดลง 10% นั้นหมายความว่า ถ้าล่าช้าไป 10 นาที โอกาสที่หัวใจจะกลับมาเป็นปกติ ด้วยการช็อกไฟฟ้าหัวใจจะน้อยมาก จากแนวทางเวชปฏิบัติตาม ข้อตกลงของสมาคม American College of Cardiology5 ระบุว่า ผู้ป่วยควรได้รับการรักษา ด้วยช็อกไฟฟ้าหัวใจให้เร็วที่สุด ในเวลาไม่เกิน 2-3 นาที (ยิ่งทำการรักษาช้าโอกาสการรักษาได้ผลก็จะน้อยลง) และควรมีเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ ตามสถานที่สาธารณะ เช่น โรงเรียน สนามกีฬา สนามบิน ฯลฯ และเครื่องดังกล่าวต้องสามารถนำมาใช้ เพื่อการรักษาในเวลาไม่เกิน 5 นาที ดังนั้นการนวดหัวใจและการช็อกไฟฟ้าหัวใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยชีวิตผู้ป่วย และสามารถทำได้ทันที โดยไม่ต้องรอการรักษาจากบุคลากรทางการแพทย์

“เบอร์โทรติดต่อ เพื่อขอความช่วยเหลือในภาวะเร่งด่วน”

เหตุเกิดในกรุงเทพฯ ขอความช่วยเหลือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1646
เหตุเกิดนอกกรุงเทพฯ ขอความช่วยเหลือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1669

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทำไมต้องสวดมนต์เล็กน้อยก่อนนอน

15 กุมภาพันธ์ 2557 2.237

เมื่อเราตื่นอยู่จิตสำนึกจะทำงาน แต่เมื่อเราหลับจิตใต้สำนึกจะทำงาน รับช่วงจากจิตสำนึก สิ่งที่เราทำก่อนนอนจะลงไปสะสมอยู่ในจิตใต้สำนึกหรือในส่วนลึกของจิต สิ่งที่สะสมอยู่ในจิตใต้สำนึกนั้นจะกลายเป็นแรงบันดาลใจสนับสนุนเราเมื่อเราตื่นขึ้นมา แรงปรารถนาที่เราตั้งไว้เมื่อก่อนเข้านอน จะลงไปก่อตัวหันอยู่เงียบ ๆ ในจิตใต้สำนึก ซึ่งจะมีอิทธิพลเป็นอันมากในวิถีชีวิตของเรา โดยที่เราอาจไม่รู้สึกตัว

การป้องกัน

8 สิงหาคม 2556 3.340

วิธี ที่จะทำให้การป้องกันโรคเอดส์ได้ผลดีอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การให้ความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้แก่ทุก ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นวัยเด็ก วัยรุ่น วัยหนุ่มสาว วัยผู้ใหญ่ เพราะการดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบัน

การรักษาผู้ติดยาม้า

7 มิถุนายน 2556 2.590

ผู้ที่ติดยาม้าหรือยาบ้าส่วนใหญ่จะได้แก่ ผู้ที่ทำงานในเวลากลางคืน ผู้ใช้แรงงาน หรือผู้ที่ต้องทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น พนักงานขับรถโดยสารหรือรถบรรทุก ผู้ใช้แรงงานในโรงงานอุตสาหกรรม ผู้หญิงที่ทำงานกลางคืน ตลอดจนนักเรียน นักศึกษาที่หักโหมในการดูหนังสือ

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ