โพสต์ 15 ก.พ. 57 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 3,858 Views

ภาวะหลังหมดประจำเดือน

ภาวะหลังหมดประจำเดือน

ระยะเวลาที่การเจริญพันธุ์จะหมดไป พบการบางตัวของเยื่อบุช่องคลอด ทำให้เกิดการติดเชื้ออักเสบได้ง่าย มักเกิดอาการร้อนวูบวาบ เป็นๆ หายๆ มีเหงื่อออก ร้อนสลับหนาว จิตใจหดหู่ ปวดหัว ใจสั่น ซึมเศร้า และจะรู้สึกถึงอาการขี้ลืม เนื่องจากสมาธิจะลดลงอาการเหล่านี้จะแปรผันไปตามแต่ละบุคคลมากน้อยต่างกัน ในกรณีที่มีอาการมากจนรบกวนชีวิตประจำวัน ควรจะต้องปรึกษาแพทย์ ซึ่งการแก้ไขอาจจะโดยการใช้ฮอร์โมนทดแทนตามความเหมาะสม

ดังนั้นถ้าท่านมีอาการดังกล่าว และคิดว่าเกิดจากภาวะหมดระดู แม้ว่าอาจมีอาการไม่มากจนทำให้วิตกกังวล ก็ควรปรึกษาหารือกับแพทย์ถึงแนวทางการดูแลตนเอง และป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เนื่องจากเป็นภาวะที่สตรีทุกคนที่ถึงวัยนี้จะต้องประสบ การเตรียมตัวที่จะเผชิญปัญหา และเริ่มทำกิจกรรมที่มีส่วนป้องกันได้แต่เนิ่นๆ แล้วท่านจะพบว่า ภาวะหมดระดูจะไม่ทำให้เกิดปัญหาแก่ท่าน

ช่วงชีวิตของสตรี

  1. ในช่วงชีวิตของสตรีจะมีการผ่านพ้น 3 วัย คือ วัยเด็ก วัยเจริญพันธ์ และวัยหมดระดู
  2. วัยเด็กนับตั้งแต่แรกเกิด จนถึงเริ่มเป็นวัยรุ่นสาว กินเวลาประมาณ 10-12 ปี ในวัยนี้รังไข่ยังไม่มีการผลิตฮอร์โมน
  3. หลังจากนั้นเป็นวัยเจริญพันธุ์ รังไข่เริ่มทำงาน มีการผลิตฮอร์โมนเพศที่สำคัญคือ เอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน ในวัยเจริญพันธุ์จะมีการตกไข่ จึงเป็นวัยที่สามารถตั้งครรภ์และมีบุตรได้ กินเวลาประมาณ 30-40 ปี
  4. ต่อมารังไข่จะหยุดทำงาน ไม่มีการตกไข่ และหยุดสร้างฮอร์โมน สังเกตได้จากการมีประจำเดือนหรือระดูมาไม่ปกติและหายไปในที่สุด ช่วงตั้งแต่มีประจำเดือนครั้งสุดท้ายเป็นต้นไป เรียกว่า วัยหมดประจำเดือน หรือวัยหมดระดู อายุโดยเฉลี่ยที่เริ่มเข้าสู่วัยหมดระดูของสตรีไทยประมาณ 48 ปี ซึ่งจะมีเวลาเหลืออีกประมาณ 20-30 ปีกว่าจะถึงอายุขัย ดังนั้นจะเห็นได้ว่าวัยหมดระดูมีเวลานานถึง 1 ใน 3 ของชีวิตสตรี

วัยเจริญพันธุ์

  1. วัยเจริญพันธุ์ของสตรีเป็นวัยที่สามารถมีบุตรได้และยังมีประจำเดือน ในวัยนี้ร่างกายจะได้รับอิทธิพลของฮอร์โมนจากรังไข่ ได้แก่ เอสโตรเจน ทำให้ร่างกายเจริญเปลี่ยนแปลงจากเด็กหญิง มาเป็นเด็กสาว และมีการเจริญเติบโตของอวัยวะเพศอย่างสมบูรณ์ โดยจะมีการตกไข่ออกจากรังไข่เดือนละหนึ่งครั้ง สามารถมีบุตรเพื่อสืบเผ่าพันธุ์ได้ และมีประจำเดือนหรือระดูสม่ำเสมอทุกเดือน ถ้าไม่ตั้งครรภ์
  2. ช่วงปลายของวัยเจริญพันธุ์ รังไข่จะทำงานน้อยลง มีการตกไข่ไม่สม่ำเสมอหรือไม่มีการตกไข่ แต่ยังผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนอยู่ ระยะนี้จะสังเกตได้ว่าประจำเดือนมาไม่ค่อยปกติ คือมาเร็วหรือช้ากว่าธรรมดา เลือดออกมากและนาน หรือออกน้อย หรือไม่สม่ำเสมอเหมือนเดิม อาการผิดปกตินี้มักเกิดในช่วงอายุเลย 35 ปีขึ้นไป

โรคของหญิงวัยหมดประจำเดือน

  1. โรคของหญิงวัยหมดประจำเดือน มักพบในผู้หญิงที่ใกล้ประจำเดือนหมด หรือหมดไปแล้ว (อายุประมาณ 45-55 ปี) ผู้หญิงในวัยนี้ประมาณร้อยละ 25 จะไม่มีอาการใดๆ ทั้งสิ้น ประมาณร้อยละ 50 อาจมีอาการเพียงเล็กน้อย และอีกร้อยละ 25 จะมีอาการมาก
  2. สาเหตุเกิดจากการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย ร่วมกับความแปรปรวนทางด้านจิตใจ และอารมณ์
  3. อาการที่พบบ่อย ก่อนประจำเดือนจะหมดอย่างถาวร มักมีประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือประจำเดือนมาน้อย แล้วต่อมาผู้ป่วยจะมีอาการร้อนซู่ซ่าตามผิวกาย เช่น บริเวณหน้าอก คอ และใบหน้า มีเหงื่อออก ใจสั่นปวดตามข้อ ปวดศีรษะ บางคนอาจมีอาการหงุดหงิด โมโหง่าย ขี้วิตกกังวล ซึมเศร้า ไม่มีสมาธิ และนอนไม่หลับอาการอาจเป็นอยู่เพียง 2-3 สัปดาห์ หรือนานที่สุดถึง 5 ปี โดยเฉลี่ยประมาณ 2-3 ปี แล้วจะหายไปได้เอง
  4. อาการแทรกซ้อนที่พบบ่อย ได้แก่ เยื่อบุช่องคลอดบางและแห้ง ผิวหนังบาง และอาจมีภาวะกระดูกพรุนหรือกระดูกผุ และย่างเข้าสู่วัยสูงอายุ อาจมีการแตกหักของกระดูกง่าย

วัยหมดระดู

วัยหมดระดูเป็นวัยที่รังไข่หยุดทำงานโดยสิ้นเชิง หยุดการผลิตฮอร์โมนและไม่มีการตกไข่อีกแล้ว ผลลัพธ์ที่สังเกตได้คือ ไม่มีประจำเดือนอีก ในวัยนี้ร่างกายขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทั้งร่างกายและจิตใจอย่างเห็นได้ชัด

  1. อาการหมดระดู นอกจากไม่มีประจำเดือนแล้ว สิ่งแรกที่หญิงวัยนี้ประสบคือ อาการร้อนวูบวาบที่หน้าอก คอและใบหน้า ใจสั่น เหงื่อออก หรือรู้สึกหนาวทั้งๆ ที่บรรยากาศรอบกายไม่เข้ากับอาการที่เป็นเลย เช่น อากาศรอบกายเย็นดี แต่รู้สึกเหงื่อออก หรืออากาศรอบกายไม่เย็น แต่รู้สึกหนาวสะท้าน อาการหนาว-ร้อน เหงื่อออก ใจสั่นนี้ มักเป็นในตอนกลางคืน ทำให้มีปัญหานอนไม่หลับ เป็นผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย และมีอารมณ์หงุดหงิดง่าย อาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย อาการเหล่านี้เกิดจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งทำให้ระบบประสาทอัตโนมัติของหลอดเลือด และหัวใจทำงานผิดปกติ อาการหมดระดูพบได้ร้อยละ 70-80 ของสตรีวัยนี้ บางรายอาจมีอาการก่อนหมดประเดือนจริงเล็กน้อยก็ได้ สตรีแต่ละคนอาจมีความรุนแรงของอาการแตกต่างกันไป และโดยทั่วไปอาการจะคงอยู่ประมาณ 2-5 ปี
  2. ปัญหาอารมณ์เปลี่ยนแปลง สตรีวัยหมดระดูนอกจากจะอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายจากการขาดฮอร์โมนแล้ว ยังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่อายุมากขึ้น และเป็นช่วงมีการเปลี่ยนแปลงของสังคม และสิ่งแวดล้อม คือ เป็นวัยหมดความสามารถในการมีบุตร ความสวยงามของร่างกายเริ่มลดลง การแยกครอบครัวของลูกๆ การตายจากของเพื่อนหรือญาติ ความเจ็บป่วยของร่างกายที่มากขึ้น ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นสาเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ และจิตใจได้อย่างดี จึงอาจพบอาการหงุดหงิด อ่อนไหว และอารมณ์ซึมเศร้าของสตรีในวัยนี้ได้เสมอๆ
  3. ระบบอวัยวะสืบพันธุ์ และทางเดินปัสสาวะ เนื่องจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนจากรังไข่ ทำให้ขนาดของมดลูกฝ่อเล็กลง ผนังช่องคลอดบางลง ปากช่องคลอดแห้งบาง ทำให้มีปัญหาอักเสบง่ายบาง ทำให้มีปัญหาอักเสบง่าย และเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ ในรายที่มีกระบังลม หรือช่องคลอดหย่อนอยู่แล้วก็จะมีอาการมากขึ้น ท่อปัสสาวะ และกระเพาะปัสสาวะจะฝ่อบาง มีการอักเสบง่าย ทำให้มีความผิดปกติเกี่ยวกับการปัสสาวะ เช่น อาการปัสสาวะปวดแสบ ปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เป็นต้น
  4. เมื่อขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนจากรังไข่ จะทำให้เกิดภาวะเนื้อกระดูกกร่อนซึ่งเป็นภาวะที่สำคัญที่สุด เพราะเนื้อกระดูกจะลดลงร้อยละ 1-4 ทุกๆ ปี ภายหลังหมดระดู ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่ กระดูกสันหลังหักแบบยุบตัว ทำให้หลังโก่ง ปวดหลัง และอาการเส้นประสาทถูกกดทับ กระดูกแขนหักง่ายเมื่อมีอุบัติเหตุ แม้เพียงเล็กน้อย หัวกระดูกต้นขาหักง่าย ทำให้สตรีที่มีภาวะเหล่านี้ได้รับความทุกข์ทรมาน และอาจเสียชีวิตก่อนเวลาอันสมควร และที่สำคัญกว่าจะรู้ตัวเรื่องกระดูกกร่อนมักมีอาการมากแล้ว
  5. ปัญหาระบบหัวใจ และหลอดเลือด จากการศึกษาพบว่า สตรีวัยหมดระดูมีภาวะไขมันในเลือดสูงขึ้นกว่าวัยก่อนหมดระดู ซึ่งเกิดจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้มีโรคเส้นเลือดแข็ง ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจขาดเลือดมากขึ้นอย่างชัดเจน
  6. ผิวหนัง และต่อมของผิวหนัง ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีผลต่อผิวหนัง และต่อมของผิวหนังเช่นกัน เพราะเมื่อขาดฮอร์โมน ผิวหนังจะขาดความชุ่มชื่น ขาดความยืดหยุ่น แห้งบาง และเป็นแผลได้ง่าย
  7. อาการอื่นๆ ที่อาจพบได้ในวัยหมดประจำเดือน ได้แก่ การมีขน หนวดหรือเคราขึ้น การมีเสียงห้าว การเปลี่ยนแปลงความรู้สึกทางเพศ และการมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด

การดูแลรักษา

  1. การให้ฮอร์โมนเอสโตรเจน (และโปรเจสเตอโรน) ทดแทนในช่วงวัยหมดประจำเดือน มีประโยชน์ในการแก้ไข และป้องกันปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี ช่วยให้คุณภาพชีวิตของสตรีวัยหมดประจำเดือนดีขึ้น แม้จะพบผลข้างเคียงของฮอร์โมนบ้าง แต่ประโยชน์ยังมากกว่าถ้าใช้อย่างเหมาะสม
  2. สตรีบางรายที่มีสภาพร่างกายบางอย่างไม่เหมาะสมต่อการได้เอสโตรเจน ก็มียาอื่น หรือวิธีอื่นๆ ทดแทน ซึ่งควรปรึกษาแพทย์ และใช้ยาภายใต้การแนะนำของแพทย์ สตรีที่ได้เอสโตรเจนทดแทนอาจมีหรือไม่มีประจำเดือนอีก ถ้ามีควรมีสม่ำเสมอเป็นรายเดือน ถ้าผิดปกติควรปรึกษาแพทย์ทันที
  3. เนื่องจากสตรีวัยหมดระดูเป็นวัยสูงอายุด้วยการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และจิตใจ นอกจากจะเกิดการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนของรังไข่แล้ว ยังเกิดจากภาวการณ์เปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ดังนั้นการช่วยให้สตรีวัยนี้มีการดำรงชีวิตได้ตามปกติ นอกจากได้ฮอร์โมนทดแทนแล้ว การดูแลสุขภาพทั่วๆ ไปก็มีความสำคัญไม่น้อย เพราะการให้ฮอร์โมนไม่ได้หมายความว่าจะยับยั้งความชราของร่างกายได้
  4. ถ้าผู้ป่วยมีอาการเพียงเล็กน้อย ไม่ต้องให้ยารักษาแต่อย่างใด ควรให้ความมั่นใจแก่ผู้ป่วยว่า อาการที่เกิดขึ้นเป็นการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตามธรรมชาติ และจะหายได้เองในไม่ช้า
  5. ถ้ามีอาการไม่สบายมากให้ยารักษาตามอาการ เช่น ถ้าหงุดหงิด นอนไม่หลับ ให้ไดอะซีแพม ถ้าปวดข้อหรือปวดศีรษะ ให้ยาแก้ปวด เป็นต้น
  6. ถ้าอาการไม่ดีขึ้น หรือสงสัยว่ามีสาเหตุอื่น ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อาจต้องทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติม ถ้าเป็นโรคของหญิงวัยหมดประจำเดือน อาจให้กินฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทน เพื่อลดอาการไม่สบายต่างๆ รวมทั้งป้องกันอาการเยื่อบุช่องคลอดบาง และภาวะกระดูกพรุน
  7. การให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทน พิจารณาให้ฮอร์โมนเอสโตรเจน (เช่น conjugated estrogen 0.3 มก.หรือ 0.625 มก., หรือ estradiol 0.5 หรือ 1 มก., หรือ estrone sulfate 0.625 มก.) วันที่ 1-25 ของแต่ละเดือน ร่วมกับฮอร์โมนโพรเจสเตอโรนได้แก่ medroxyprogesterone acetate 5-10 มก. ในวันที่ 14-25 ของเดือน หยุดกินทั้ง 2 ชนิดตั้งแต่วันที่ 26 จนถึงสิ้นเดือน ผู้ป่วยจะมีเลือดประจำเดือนมาในช่วงปลายเดือน
  8. อาจพิจารณาให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนร่วมกับ medroxyprogesterone acetate 0.25 มก. ทุกวันไม่มีเว้น ในระยะ 2-3 เดือนแรกอาจมีเลือดออกกะปริดกะปรอย หลังจากนั้นเลือดจะหยุด และไม่ออกอีกเลย

ขอขอบคุณ

Author

นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ

ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

186 บทความ

ที่ปรึกษา

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทรงเจ้า-ผีเข้า

15 กุมภาพันธ์ 2557 1.385

อาการทรงเจ้า-ผีเข้า เป็นอาการที่พบได้ในผู้ป่วยจิตเวช โดยจะมีอาการบุคลิกภาพเปลี่ยนไป กลายเป็นอีกคนหนึ่ง ซึ่งอาจจะแตกต่างจากเดิมอย่างมาก เช่น กลายเป็นคนละเพศ หรือเป็นเด็ก หรือเป็นคนแก่ มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปสอดคล้องกับบุคลิกภาพนั้น

การตรวจและการประเมินความรุนแรงของการกรน

10 สิงหาคม 2556 2.172

การตรวจและประเมินความรุนแรงของการกรนใช้หลักการเดียวกับการตรวจรักษาโรคอื่นๆ โดยทั่วไปคือเริ่มจากการซักประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจค้นพิเศษเพิ่มเติม

FITNESS กับการออกกำลังกาย ตอนที่ 18

18 กุมภาพันธ์ 2557 1.666

ในสองเสาร์ที่ผ่านมา ผมได้ขอให้ทางกรุงเทพมหานคร และ ทาง สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) ได้กรุณานำโครงการ “การทดสอบความฟิตด้วยตนเอง” ไปพิจารณาเพื่อต่อยอดการส่งเสริมให้คนไทยออกกำลังกายกัน ซึ่งมีมากขึ้นกว่าแต่ก่อนแล้ว

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ