โพสต์ 8 มี.ค. 56 ปรับปรุง 1 มี.ค. 57 37,780 Views

ภาวะน้ำตาล...สูง-ต่ำในผู้เป็นเบาหวาน

ภาวะน้ำตาล...สูง-ต่ำในผู้เป็นเบาหวาน

ภาวะน้ำตาลในเลือดมักพบได้ในผู้เป็นเบาหวานที่รับประทานยา หรือฉีดอินซูลินอยู่ โดยเฉพาะคนที่

ควบคุมเบาหวานได้ดี ซึ่งการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเกิดจากความไม่สมดุลระหว่างน้ำตาลกับ

ระดับอินซูลินในเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia)

หมายถึง ภาวะที่มีน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 60 มก./ดล. หรือเป็นผู้เป็นเบาหวาน

บางราย เมื่อมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 70 มก./ดล. อาจมีอาการได้ในกรณีที่มีประวัติน้ำตาลสู

งมากๆ

สัญญาณบอกว่า...ว่าเกิดอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ

  1. เหงื่อออกมาก ตัวเย็น ใจสั่น หัวใจเต้นแรงและเร็ว
  2. หิวมาก มือสั่น อารมณ์หงุดหงิดง่าย
  3. ปวดศรีษะ มึนงง หน้ามืด ตาลาย ถ้าอาการรุนแรงอาจชักหรือหมดสติ
  4. ถ้าเกิดเวลากลางคืน อาจมีอาการปวดศรีษะ มึนงง เหงื่อออกมากขณะหลับ ฝันร้าย เมื่อตื่นขึ้นมาอาจสังเกตว่าเสื้อผ้าเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเกิดขึ้นได้อย่างไร?

  1. รับประทานอาหารน้อยกว่าปกติ จะด้วยสาเหตุใดก็ตาม เช่น คลื่นไส้ อาเจียน พลาดเวลาอาหารหลัก
    รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา
  2. ฉีดอินซูลิน หรือรับประทานยามากเกินไป
  3. ออกกำลังกายหักโหม หรือทำงานหนักมากกว่าปกติ
  4. การรับประทานเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในช่วงท้องว่าง อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าปกติได้

จะช่วยตัวเองอย่างไร?....เมื่อเกิดอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ

  1. ถ้าอาการไม่มาก และเกิดขึ้นใกล้เวลาอาหาร ควรรีบรับประทานทันที หรือรีบรับประทานของว่าง เช่น
    ขนมปัง นม ผลไม้รสหวานก่อน
  2. กรณีที่มีอาการค่อนข้างมาก แต่ยังรู้สึกตัว ให้ดื่มน้ำหวาน ½ - 1 แก้ว หรืออมลูกอม 1-2 เม็ด หรือน้ำตาล 2 ก้อน อาการควรจะดีขึ้นภายใน 5-10 นาที แล้วรีบรับประทานข้าว หรืออาหารประเภทแป้ง แต่ถ้าสังเกตอาการตนเองแล้วยังรู้สึกไม่ดีขึ้น สามารถดื่มน้ำหวานซ้ำอีก 1 แก้ว ทันที
  3. ถ้ามีอาการรุนแรงถึงขั้นหมดสติไม่รู้สึกตัว ห้าม ให้ลูกอม หรือ ดื่มน้ำหวาน เพราะอาจทำให้สำลัก รีบนำส่งโรงพยาบาล หรือ คลินิกที่ใกล้ที่สุด แล้วแจ้งแพทย์ที่ดูแลด้วยว่าเป็นเบาหวาน

จะป้องกันภาวะน้ำตาลต่ำได้อย่างไร ?

  1. รับประทานอาหารให้เป็นเวลา และเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ไม่ควรงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง
  2. ฉีดยา และรับประทานยาตามแพทย์สั่ง (ทั้งปริมาณยา และเวลา) หากจำเป็นต้องออกกำลังกายนานกว่า 30 นาที ควรรับประทานอาหารว่าง เช่น นม ขนมปัง หรือผลไม้ รองท้องประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนออกกำลังกาย
  3. ปรึกษาแพทย์ในกรณีที่ต้องรับประทานยารักษาโรคอื่นๆ ร่วมด้วยเพราะยานั้นอาจมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด
  4. แจ้งบุคคลใกล้ชิดให้ทราบว่าท่านเป็นเบาหวาน และอธิบายวิธีช่วยเหลือ เมื่อมีอาการผิดปกติ
  5. ควรมีลูกอม น้ำตาลก้อน หรือน้ำผลไม้พกติดตัวไว้เพื่อเดินทางยาม
    ฉุกเฉิน
  6. ถ้ามีเครื่องเจาะน้ำตาลปลายนิ้วที่บ้าน ควรเจาะเลือดเช็คระดับน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอ

ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia) แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

  1. ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและไม่พบกรดคีโตนคั่ง ภาวะนี้พบได้ในผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ค่อยดีจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม เมื่อมีความเจ็บป่วยรุนแรงหรือร่างกายเกิดการติดเชื้อ จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากขึ้น

    อาการของภาวะน้ำตาลในเลือดสูง

    • กระหายน้ำมาก คลื่นไส้ ปัสสาวะบ่อยและมากผิดปกติ โดยเฉพาะเวลากลางคืน
    • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย น้ำหนักลด
    • ตาพร่ามัว
    • ซึม อาจถึงขั้นหมดสติ หรือมีอาการชักกระตุกเฉพาะที่
       
  2. ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและมีกรดคีโตนคั่ง หมายถึง ภาวะที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก ร่วมกับมี
    สารคีโตนคั่งในเลือดเฉียบพลัน ทำให้มีกรดเกินในกระแสเลือด ภาวะนี้ค่อนข้างอันตรายรุนแรง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจเสียชีวิตได้ มักเกิดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจากขาด
    การฉีดอินซูลิน หรือได้รับยาไม่เพียงพอ หรือภาวะเครียดจากการเจ็บป่วย อาการทีพบบ่อย คือ คลื่นไส้ อาเจียนมาก ปัสสาวะบ่อย ลมหายใจมีกลิ่นเหมือนผลไม้ หายใจเหนื่อยหอบลึก อาจช็อคหมดสติ

 

การรักษาภาวะฉุกเฉินนี้ ดื่มน้ำมากๆ และรีบไปโรงพยาบาล เพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วน

ช่วยตนเองอย่างไร? ... เมื่อมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง

  1. ดื่มน้ำเปล่ามากๆ
  2. ถ้ามีเครื่องเจาะน้ำตาลปลายนิ้วที่บ้าน ควรเจาะเลือดเช็คดูระดับน้ำตาลว่าสูงเท่าใด
  3. ปรับขนาดยาฉีดอินซูลินขึ้น 1-2 ยูนิต ในกรณีที่ไม่แน่ใจควรโทรปรึกษาแพทย์ หรือทีมวิทยากรเบาหวาน
  4. หากมีอาการรุนแรงมากกว่านี้ ควรมาโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วน

ป้องกันอย่างไร? ... ไม่ให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง

  1. ควบคุมอาหารอย่างต่อเนื่อง และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานยาหรือฉีดอินซูลินตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
  2. ตรวจเช็คระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการผิดปกติ และเมื่อมีอาการเจ็บป่วย ควรไปพบแพทย์ ห้ามหยุดฉีดอินซูลิน หรือหยุดรับประทานยาเอง
  3. มาพบแพทย์ตามนัด เพื่อรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

 

สรุปภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหรือสูงก็ตาม ไม่ควรเกิดกับผู้เป็นเบาหวานที่ปฏิบัติตัวได้อย่างดีเยี่ยม

เสมอต้นเสมอปลาย แต่หากเกิดขึ้นก็ขอให้ท่านมีสติ... และรู้เท่าทันอาการของตนเองที่กำลังเกิดขึ้น

แล้วต่อสู้แก้ไขกับสถานการณ์นั้นอย่างชาญฉลาด และปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 ภาวะนี้ ท่านควรป้องกันไม่ให้เกิดดีกว่าไปนั่งแก้ไขปัญหา เพียงเท่านี้ ... ท่านก็

สู้กับเบาหวานได้

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความพร้อมทางการแพทย์ในการแข่งขันฟุตบอลระดับนานาชาติที่ประเทศเมียนมาร์

17 กุมภาพันธ์ 2557 2.663

ขณะที่ผมเขียนต้นฉบับในวันนี้ ผมอยู่ในเมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า โดยได้รับมอบหมายจากสหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (ในฐานะกรรมการฝ่ายแพทย์คนหนึ่ง) ให้มาทำหน้าที่ประธานฝ่ายแพทย์ และฝ่ายตรวจสารต้องห้ามในนักกีฬาฟุตบอลของการแข่งขันเอเอฟซี เพรสซิเด้นท์ คัพ 2010

โรคบิดชิเกลล่า (shigellosis)

2 สิงหาคม 2556 4.912

โรคบิดชิเกลล่า (shigellosis) ใน ระยะเริ่มแรก อาจมีอาการถ่ายเป็นน้ำอย่างรุนแรง จนเกิดภาวะร่างกายขาดน้ำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเกิดกับเด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุ พบในคนทุกเพศทุกวัย

เนื้องอกที่ตับ

8 สิงหาคม 2556 34.235

มี หลายชนิด ทั้งที่ทำให้เป็นมะเร็งตับ (liver cancer) ซึ่งมีการเสียชีวิตสูง และชนิดเนื้องอกธรรมดาที่ไม่มีอันตรายถึงขั้นมะเร็ง อาจจะเป็นแค่ซีสต์ธรรมดา (cyst) ที่ไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด หรือเป็นเนื้องอกชนิดฮีแมงจิโอมา

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ