โพสต์ 20 ก.พ. 57 ปรับปรุง 21 พ.ค. 57 7,234 Views

ภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิด

ภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิด

ภาวะตัวเหลือง (Jaundice) เกิดจากการที่ร่างกายมีสารสีเหลืองที่เรียกว่า บิลิรูบิน (Bilirubin) ในกระแสเลือดมากกว่าปกติ

บิลิรูบิน เกิดจากการสลายตัวของเม็ดเลือดแดง โดยมีตับเป็นอวัยวะสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงสารสีเหลืองนี้ เพื่อขับออกทางท่อน้ำดี โดยออกมากับอุจจาระ และขับออกมาทางปัสสาวะด้วย

สาเหตุ

ภาวะปกติที่ไม่ใช่โรค (physiological jaundice) พบเป็นส่วนใหญ่ในทารกหลังคลอด เนื่องจากขณะอยู่ในครรภ์มารดา ทารกมีจำนวนเม็ดเลือดแดงมากกว่าทารกหลังคลอด เม็ดเลือดแดงส่วนเกินนี้จะถูกทำลาย สารฮีมภายในถูกเปลี่ยนเป็นบิลิรูบิน แม้ทารกที่มีสุขภาพแข็งแรงดี ประมาณ 50-60% ก็อาจมีตัวเหลืองได้ตั้งแต่อายุ 2-3 วัน และมักจะหายเหลืองเมื่อมีอายุ 5-7 วัน

ภาวะตัวเหลืองที่เกิดจากการแตกทำลายของเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น เช่น
หมู่เลือดของมารดาและทารกไม่เข้ากัน มักพบในมารดาหมู่เลือดโอ และทารกหมู่เลือด เอ หรือ บี และอาจพบตัวเหลืองมากๆ ได้ ในมารดาที่มีหมู่เลือด Rh ลบ โดยที่ทารกมี Rh บวก ฯลฯ
ทารกที่มีความผิดปกติของเม็ดเลือดแดง หรือขาดเอนไซม์บางอย่างในเม็ดเลือดแดง เช่น G 6 PDทำให้เม็ดเลือดแดงแตกทำลายง่าย

ทารกมีเม็ดเลือดแดงจำนวนมาก โดยเฉพาะทารกที่คลอดจากมารดาที่เป็นเบาหวาน

ทารกมีเลือดออกหรือเลือดคั่งเฉพาะส่วน เช่น บวมโนที่ศีรษะจากการคลอด ทารกหน้าคล้ำหลังคลอด เป็นต้น

การติดเชื้อในทารกแรกเกิด ซึ่งมักมีอาการซึม ไม่ดูดนม อาจท้องอืด อาเจียน มีไข้ หรือไม่มีก็ได้ ฯลฯ
 

สาเหตุอื่นๆ

นมแม่ดีที่สุดสำหรับทารก แต่เด็กทารกที่ดูดนมแม่อาจพบมีภาวะตัวเหลืองในปลายอาทิตย์แรก และอาจเหลืองนานเกิน 7-10 วันได้

โรคบางอย่างทำให้ทารกมีภาวะตัวเหลืองนาน เช่น ภาวะพร่องฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ ทารกที่มีการทำงานของตับไม่ดี เช่น ตับอักเสบ

โรคอื่นๆ ที่พบน้อยมาก เช่น มีการอุดตันในทางเดินอาหาร ในกระเพาะอาหาร ลำไส้ หรือท่อน้ำดี สารสีเหลืองจึงขับออกมาไม่ได้

ทารกคลอดก่อนกำหนด เนื่องจากตับทำงานได้ไม่ดีเท่าทารกที่คลอดครบกำหนด จึงอาจพบภาวะตัวเหลืองได้สูงกว่าปกติ

สารสีเหลืองนี้จะอยู่ในกระแสเลือด และไปจับตามเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย เช่น ที่ผิวหนังผิวทารกจึงเป็นสีเหลืองที่ตา จึงเห็นตาขาวเป็นสีเหลืองและที่อันตราย คือ บิลิรูบินที่สูงเกินสำหรับทารกนั้นไปจับกับเซลล์สมองอาจทำให้มีอาการผิดปกติ เช่น ซึมไม่ดูดนม ร้องเสียงแหลมชักเกร็ง หลังแอ่น ทารกมีปัญญาอ่อน พิการหูหนวกตามมาได้

การรักษา

การฉายแสง โดยใช้หลอดไฟพิเศษ ที่ให้แสงสีฟ้า ซึ่งสารสีเหลืองที่ผิวหนังจะจับไว้ได้ดี และถูกเปลี่ยนเป็นสารที่ขับออกได้ง่ายทางอุจจาระและปัสสาวะ ขณะฉายแสงจะถอดเสื้อผ้าทารก ปิดตา และแพทย์จะตรวจเลือดดูระดับสารสีเหลืองเป็นระยะๆ จนลดลงอยู่ในระดับที่ปลอดภัย โดยปกติแล้ว ผลเสียของการส่องไฟ มีเพียงอาจทำให้ขาดน้ำ น้ำหนักลดบ้าง เนื่องจากร่างกายจะเสียน้ำเพิ่มขึ้นจากการส่องไฟเท่านั้น

การถ่ายเลือดหรือเปลี่ยนเลือด คือ การเอาเลือดเด็กทารกที่มีบิลิรูบินสูงออกจากตัวเด็ก และเติมเลือดอื่นเข้าไปแทน จะใช้วิธีนี้กรณีที่ทารกตัวเหลืองมากส่องไฟแล้วไม่ดีขึ้น จนเกรงว่าอาจเป็นอันตรายต่อสมองได้
 

วิธีสังเกตว่าลูกตัวเหลืองหรือไม่

ทารกบางคน เห็นได้ชัดเจนว่ามีตาและตัวเหลือง กรณีที่ไม่แน่ใจ ในห้องที่มีแสงสว่างพอให้ใช้นิ้วมือกดลงบนผิวหนังเด็ก เมื่อปล่อยมือควรจะเห็นสีขาวซีดกลับเห็นเป็นสีเหลือง ถ้าเห็นชัดเจนที่บริเวณใบหน้าลงมาจนถึงท้อง ควรพามาพบแพทย์ ความเชื่อเก่าๆ เกี่ยวกับตัวเหลืองที่ไม่ถูกต้อง เช่น ให้ทารกดื่มน้ำมากๆ มีผลเสียที่ทำให้ทารกดูดนมน้อยเพราะอิ่มน้ำ การนำทารกไปผึ่งแดด ปัจจุบันไม่แนะนำแล้ว

คลินิกกุมารเวช รพ.กรุงเทพ

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

สาเหตุของการนอนกรน

6 มิถุนายน 2556 2.564

การนอนกรน คือ การ นอนหลับที่มีเสียงดังขณะหายใจเข้าหรือออก โดยที่เสียงนั้นเกิดขึ้น เนื่องจากการสั่นสะเทือน (Vibrate) ของอวัยวะส่วนต่างๆในช่องปากและลำคอ ซึ่งได้แก่ ลิ้นไก่ เพดานอ่อน โคนลิ้น ต่อมทอนซิล และ กล่องเสียง

ศูนย์การแพทย์แห่งความเป็นเลิศสำหรับนักฟุตบอล (ที่ฟีฟ่าให้การรับรอง)

18 กุมภาพันธ์ 2557 1.843

ดังที่ผมได้กล่าวในเสาร์ที่แล้วว่า ฟีฟ่าโดยท่านประธาน โจเซฟ แบลตเลอร์ และกรรมการบริหารตลอดจนคณะกรรมการฝ่ายแพทย์ ได้ให้ความสำคัญเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬา ที่จะนำมาใช้กับนักฟุตบอลและผู้ตัดสิน เพื่อให้ทั้ง 2 ฝ่ายหลักนี้มีความปลอดภัยสูงสุด

ปัญหาเรื่องปวดเข่าของเด็กหนุ่มวัย 17 ปี

17 กุมภาพันธ์ 2557 4.286

ผมได้รับอีเมล์จากแฟนๆ เดลินิวส์ที่ติดตามคอลัมน์นี้อยู่เรื่อยๆ ส่วนมากส่งมาปรึกษาเกี่ยวกับการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา บางรายปรึกษาเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั่วๆ ไป รวมทั้งเรื่องยา และอาหารเสริม

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ