โพสต์ 2 ส.ค. 56 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 3,081 Views

ภัยเงียบจากไวรัสตับอักเสบชนิดซี (RNA virus)

ภัยเงียบจากไวรัสตับอักเสบชนิดซี (RNA virus)

 
ไวรัสตับอักเสบซี เป็น อาร์เอ็นไวรัส (RNA Virus) ถูก ค้นพบมากว่า 13 ปีแล้ว (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989) และเป็นสาเหตุที่พบเป็นอันดับแรกๆ ของภาวะตับอักเสบที่เกี่ยวข้องกับการได้รับเลือด เป็นไวรัสที่มีคุณสมบัติในการกลายพันธุ์ได้สูง และเกิดการติดเชื้อแบบเรื้อรังได้มาก
สำหรับความชุก ในประเทศไทยพบได้ร้อยละ 1.5-6 ขึ้นกับกลุ่มประชากรที่ศึกษา เช่น ร้อยละ 2.2 จากเลือดที่รับบริจาค หรืออาจพบสูงถึงร้อยละ 95.3 ในผู้ป่วยที่มีประวัติการใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นโดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้มา นานกว่า 8 ปี
 
ทางติดต่อที่ สำคัญคือการได้รับเลือด หรือส่วนประกอบของเลือดที่มีการปนเปื้อนเชื้อไวรัสตับอักเสบซี นอกจากนั้นอาจติดจากการใช้ยาเสพติดฉีดเข้าเส้น การสักหรือฝังเข็ม การเจาะหูโดยใช้อุปกรณ์ที่ไม่สะอาด เป็นต้น ส่วนการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการติดต่อในครอบครัวพบได้น้อยมาก
 
อาการของโรคไวรัสตับอักเสบซี
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง แต่ตรวจพบโดยบังเอิญจาการตรวจสุขภาพทั่วไป โดยพบการทำงานของตับผิดปกติ คือ ระดับเอ็นไซม์ตับ (SGOT หรือ AST และ SGPT หรือ ALT) สูงผิดปกติ และสามารถตรวจทราบได้โดยการตรวจเลือดหา Anti HCV ที่จะให้ผลบวก
 
เมื่อมี อาการอักเสบของตับเป็นเวลานานเซลล์ตับถูกทำลายมากๆ จะทำให้ตับเสื่อมสภาพและเป็นตับแข็ง หรือมะเร็งตับในที่สุด โดยทั่วไปร้อยละ 60-85 ของผู้ป่วยที่ติดเชื้อจะกลายเป็นผู้ติดเชื้อเรื้อรัง มีเพียงร้อยละ 15 ของผู้ป่วยที่ติดเชื้อที่อาจกำจัดเชื้อได้เอง
ลักษณะของสายพันธุ์ไวรัสตับอักเสบซีมีผลต่อการรักษาอย่างไร?
ไวรัสตับอักเสบ ซี มีอยู่ 6 สายพันธุ์ (genotypes) ซึ่งในแต่ละสายพันธุ์จะมีผลต่อการตอบสนองการรักษา และระยะเวลาการรักษาที่แตกต่างกันไป สายพันธุ์ไวรัสตับอักเสบซีที่ตรวจพบในประเทศไทยนั้น พบว่า สายพันธุ์ 3a พบได้บ่อยที่สุดถึงร้อยละ 39 ตามด้วยสายพันธุ์ 1b และสายพันธุ์ 6 โดยทั่วไป สายพันธุ์ 2 หรือ 3 จะรักษาได้ง่ายกว่า ขณะที่สายพันธุ์ 1 หรือ 6 จะรักษาได้ยากและใช้เวลานานกว่า
 
การตรวจรักษาของโรคไวรัสตับอักเสบซี
1. ตรวจค่าการทำงานของตับ โดยตรวจค่า SGOT(AST), SGPT(ALT) ซึ่ง จะบ่งชี้ถึงการอักเสบของตับ ซึ่งค่าปกติของทั้ง 2 ตัวนี้จะน้อยกว่า 40 U/L หรืออาจต่างกันไปบ้างในแต่ละโรงพยาบาล ถ้าหากพบว่าค่า SGOT, SGPT อย่างน้อย 3-6 เดือน เนื่องจากค่าเอ็นไซม์ของเซลล์ตับอาจมีลักษณะขึ้นๆลงๆ และการอักเสบของตับอาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้ เช่น ยา หรือ แอลกอฮอล์ แพทย์จะทำการตรวจเลือดเพื่อหาค่ามะเร็งในตับที่เรียกว่า ค่าอัลฟาฟีโตโปรตีน (AFP) ด้วย
 
2. ตรวจนับเชื้อไวรัสตับอักเสบซี และสายพันธุ์ของไวรัสตับอักเสบซี หลังการตรวจเลือดหา Anti HCV ที่ ให้ผลบวกซึ่งแปลว่า ท่านเคยได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบซี จึงต้องตรวจยืนยันด้วยการหาปริมาณของไวรัสตับอักเสบซีโดยตรง หรือที่เรียกว่า HCV-RNA เพื่อดูปริมาณเชื้อว่ามีมากน้อยเพียงใด มีกี่ copy/ml และตรวจเลือดหาสายพันธุ์ของไวรัสตับอักเสบซี ซึ่งจะช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้กียิ่งขึ้น การตรวจทั้ง 2 ส่วนนี้มีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลา 2-4 สัปดาห์ จึงจะได้ผล
 
3. ตรวจดูลักษณะโครงสร้างของตับ โดยการตรวจเอ็กซเรย์อัลตร้าซาวด์ เพื่อประเมินการอักเสบว่ามีตับแข็งหรือก้อนเนื้องอกในตับร่วมด้วยหรือไม่ โดยพิจารณาผลร่วมกับผลตรวจเลือดอัลฟาฟีโตโปรตีน (AFP)
 
4. ตรวจชิ้นเนื้อตับ เพื่อประเมินการอักเสบ และการเกิดพังผืดของเนื้อตับ ว่าสมควรได้รับยารักษาหรือไม่ ในขนาดมากน้อยเพียงใด โดยแพทย์จะใช้เข็มเล็กๆ เจาะดูดเอาชิ้นเนื้อตับออกมาตรวจ ซึ่งเป็นการตรวจที่ปลอดภัย เจ็บเพียงเล็กน้อย ไม่ใช่เป็นการผ่าตัดใหญ่ ซึ่งจะทำให้แพทย์ประเมินและพยากรณ์โรคได้ถูกต้องยิ่งขึ้น
 
วิธีการรักษาทำอย่างไรได้บ้างและมีค่าใช้จ่ายสูงเพียงใด
ก่อนให้การรักษาแพทย์จะนำผลตรวจดังกล่าวทั้งหมดพิจารณาให้ครบถ้วนก่อน เช่น เป็นผู้ป่วยที่ตรวจพบว่า ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีจริง มีค่าการทำงานตับสูงผิดปกติอย่างน้อย 2 เท่า และมีการตรวจหาปริมาณไวรัส (HCV-RNA) หาสายพันธุ์ของไวรัสตับอักเสบซีครบแล้ว รวมทั้งข้อมูลทางพยาธิวิทยาจากการเจาะตับและผลการตรวจเอ็กซเรย์อัลตร้าซาวด์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้ป่วยเองในการตัดสินใจดำเนิน การรักษา
 
ส่วนด้านการ พิจารณาการรักษานั้นมีการใช้สูตรยามาตราฐานที่ได้รับการพิสูจน์ว่ามี ประโยชน์ และมีหลักฐานยืยันผลในปัจจุบัน คือ การรักษาด้วยยาฉีดอินเตอร์เฟอรอนแอลฟ่า ซึ่งเป็นยาฉีดใต้ผิวหนัง ซึ่งมีทั้งชนิดฉีดยาสัปดาห์ละ 1 หรือ 3 ครั้ง ร่วมกับการรับประทานยาไรบาไวรินทุกวัน เป็นเวลา 24-48 สัปดาห์ ขึ้นกับปัจจัยต่างๆซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ประเมินจากข้อมูลต่างๆของผู้ป่วย เช่น ถ้าเป็นไวรัสสายพันธุ์ 2, 3 ใช้เวลาเพียง 24 สัปดาห์เท่านั้น โดยมีผลการรักษาโดยรวมที่ร้อยละ 44-56 และยังต้องรับทราบถึงผลข้างเคียงของยาที่มีพอสมควร ซึ่งปรึกษาได้จากแพทย์ เช่น ยาอาจมีผลต่อทารกในครรภ์ ดังนั้นผู้ป่วยจำเป็นต้องคุมกำเนิด ทั้งระหว่างการรักษาและหลังหยุดยาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน เป็นต้น
 
การป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบซี
 
ยังไม่มีการป้องกันโดยการฉีดวัคซีน เหมือนไวรัสตับอักเสบ เอ หรือ บี การป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี
 
ที่ สำคัญคือ การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อ เช่น ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือดของผู้อื่น หรือได้รับเลือดของผู้อื่นโดยไม่จำเป็น หลีกเลี่ยงการใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่น ผู้ป่วยที่มีประวัติติดยาเสพติดไม่ควรใช้เข็มฉีดยาที่สกปรก หรือใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่นๆ หลีกเลี่ยงการเที่ยวสำส่อนทางเพศและสำหรับผู้ที่เคยมีประวัติการได้รับเลือด นานกว่า 10 ปี ควรได้พบแพทย์เพื่อปรึกษาและตรวจหาไวรัสตับอักเสบ ซี ต่อไป สำหรับสามี ภรรยา สามารถอยู่ร่วมกันได้ตามปกติ และผู้ป่วยหญิงก็สามารถมีบุตรและให้นมบุตรได้ตามปกติ เนื่องจากการติดต่อด้วยวิธีนี้พบได้น้อย
 
 
ที่มา : ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตับกรุงเทพ

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

น้ำหนักตัวที่เหมาะสม

5 มิถุนายน 2556 3.534

ก่อนที่ท่านจะต้องเริ่มขบวนการควบคุมน้ำหนักตัว ท่านควรจะทราบน้ำหนักตัวที่เหมาะสมของท่านก่อนว่าควรจะเป็นเท่าใด บางท่านอาจจะใช้สูตรง่ายๆเช่น

เอ็นข้อเข่าขาด

27 สิงหาคม 2556 2.701

ข้อเข่าเป็นข้อต่อที่มีความสำคัญค่อนข้างมาก เพราะเป็นข้อขนาดใหญ่ที่รับน้ำหนักร่างกายของคนเราทั้งหมด จึงมีการเปลี่ยนแปลงเกิดความเสื่อมขึ้นได้ง่ายกว่าข้ออื่นๆ ข้อเข่านอกจากจะมีเอ็นยึดข้ออยู่ภายนอกแล้ว ยังมีเอ็นอยู่ภายในข้อเข่าเพื่อยึดให้ข้อเข่ามีความแข็งแรง

ต่อมทอนซิลอักเสบ

28 สิงหาคม 2556 35.883

ต่อมทอนซิลเป็นกลุ่มของเนื้อเยื่อประเภทต่อมน้ำเหลือง มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ภายในต่อมมีเม็ดเลือดขาวหลายชนิด

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ