โพสต์ 19 ก.พ. 57 ปรับปรุง 9 มิ.ย. 57 4,418 Views

พัฒนาการเด็ก 5 ขวบถึงวัยรุ่น

พัฒนาการเด็ก 5 ขวบถึงวัยรุ่น

เด็กย่อมมีการพัฒนาการตามอายุแตกต่างกันไป และการเกิดโรคของเด็กเหล่านี้ก็แตกต่างกันตามอายุเช่นกัน แม้แต่ในเด็กที่มีอายุเท่า ๆ กัน ก็ยังมีการพัฒนาการไม่เท่ากัน แต่ถ้าอยู่ในเกณฑ์ที่เป็นส่วนใหญ่ถือว่ามีการพัฒนาการที่ปกติ ส่วนใหญ่แล้วในเด็กผู้หญิงจะมีการพัฒนาทั้งทางร่างกายและจิตใจเร็วกว่าเด็กผู้ชายในอายุเท่า ๆ กัน ถ้าพ่อแม่รู้พอเป็นสังเขปว่าเด็กอายุเท่าไหร่มีความสามารถ หรือการพัฒนาการทำได้แค่ไหน ก็จะช่วยให้เป็นข้อสังเกตถึงความผิดปกติของลูกได้ด้วยตัวเอง และช่วยป้องกันการคาดหวังว่าลูกจะทำอะไรได้เกินอายุ ขอแสดงตารางพัฒนาการในเด็กอายุตั้งแต่ 5-15 ปี เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจดังนี้
 
 

วัยเรียน (อายุ 5 – 12 ปี)

ปัญหาทางสุขภาพ เป็นปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ผู้ปกครองทั้งหลายให้ความเอาใจใส่ต่อลูก ไม่แพ้ทางด้านการพัฒนาการ จะขอแยกปัญหาต่าง ๆ ทางสุขภาพ เพื่อให้ง่ายต่อการอธิบายดังนี้

1. โรคติดเชื้อพบว่าเด็กในวัยเรียนของไทย มีอัตราการตายสูง เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เด็ก ๆ มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายจากโรงเรียน วัฒนธรรมและปัญหาทางเศรษฐกิจของบ้านเรา เมื่อเด็กป่วยก็ยังให้ไปโรงเรียน บางครั้งจะพบว่าครูประจำชั้นต้องมีหน้าที่คอยป้อนยาให้เด็กนักเรียนเกือบครึ่งห้อง ซึ่งอาจเป็นผลเสีย เกิดการให้ยาไม่ถูกต้องมากหรือน้อยกว่าขนาดที่ควรได้ หรือได้ยาไม่ครบ และยังทำให้โรคที่เป็นอยู่ติดต่อไปยังเด็กคนอื่น ๆ ได้ด้วย นอกจากนี้บางโรงเรียนยังมีสุขอนามัยที่ไม่ดี มีแก้วน้ำสำหรับเด็กไม่พอเพียง เด็กใช้แก้วน้ำซ้ำกัน เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ ในปัจจุบันนี้นิยมห้องเรียนซึ่งติดเครื่องปรับ ทำให้เด็กในห้องนั้นติดหวัด หรือโรคของระบบทางเดินหายใจกันได้ง่าย ๆ

imageโรคติดเชื้อเหล่านี้ เป็นได้ทั้งเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และพยาธิ บางชนิดมีวัคซีนป้องกัน ได้แก่ โรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ ตับอักเสบชนิดเอ และตับอักเสบชนิดบี หัด หัดเยอรมัน คางทูม ไทฟอยด์ ไข้สมองอักเสบ (Japanese B Encephalitis Vaccine) ปัจจุบันนี้ยังมีวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ(Haemophilus Influenza B Vaccine) หรือ Hib vaccine และวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่

เด็กในวัยเรียนอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่จะได้รับวัคซีนตามกำหนดอายุครบแล้ว แต่วัคซีนบางชนิดจะต้องกระตุ้นที่อายุ 5 ปีขึ้นไป คือ วัคซีนป้องกัน หัด,หัดเยอรมัน,คางทูม, วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบ วัคซีนอีก 2 ชนิดที่เข้ามาใหม่ และเป็นที่นิยมฉีดสำหรับเด็กในเมือง คือ วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสและป้องกันไข้หวัดใหญ่ ซึ่งจะฉีดชนิดใด เมื่อไร ให้ขอคำแนะนำจากกุมารแพทย์ที่ดูแลลูกอยู่

2.โรคภูมิแพ้ในเด็กวัยเรียนโดยเฉพาะเด็กในเมืองพบโรคภูมิแพ้นี้ได้บ่อย เพราะว่าเด็กเหล่านี้ต้องผจญกับมลภาวะทางอากาศ และจากการเลี้ยงดูที่อยู่ในห้องปรับอากาศทั้งวัน หรือมีของเล่นที่เป็นขน อยู่ในห้องนอนเป็นต้น โรคที่พบบ่อยคือ โรคหอบหืด (Bronchial asthma) โรคแพ้อากาศ (Allergic rhinitis)และโรคผื่นแพ้ทางผิวหนัง (Atopic dermatitis) อุบัติการของโรคภูมิแพ้พบเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะโรคแพ้อากาศ เพิ่มจาก 14 – 18% เป็น 23% ทีเดียวจากการทดสอบในเด็กที่เป็นภูมิแพ้ พบว่าสารที่ก่อให้เกิดการแพ้ส่วนใหญ่ คือ ไรฝุ่นบ้าน, รองลงมาคือ แมลงสาบ, เกสรดอกไม้, เชื้อรา และขนแมว

จะเห็นได้ว่าโรคภูมิแพ้นี้จะป้องกันได้ โดยการลดเหตุอันจะเกิดจากการแพ้ เช่น ใช้ปลอกหมอน หรือผ้าปูที่นอนกันไรฝุ่น หมั่นทำความสะอาดเครื่องนอนและเฟอร์นิเจอร์ในห้องนอน ตลอดจนของเล่นที่เป็นขน ไม่ควรให้อยู่ในห้องนอน ส่วนสาเหตุอื่น ๆ ก็สามารถป้องกันได้ เช่นกัน ทางการแพทย์มียาที่ใช้ในการป้องกันโรคภูมิแพ้หลายชนิด ซึ่งจากการทดลองพบว่าได้ผลดีในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ ยาเหล่านี้มีทั้งชนิดรับประทาน ชนิดพ่นเข้าทางจมูก หรือสูดทางปาก แล้วแต่ว่ากุมารแพทย์ผู้ดูแลจะตัดสินใจเลือกใช้ยาชนิดที่เหมาะกับเด็กคนนั้น

โรคติดเชื้ออื่น ซึ่งไม่มีวัคซีนป้องกัน เช่น คออักเสบ, ทอนซิลอักเสบ,หลอดลม หรือปอดอักเสบ แม้แต่การติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย เหล่านี้ถึงแม้จะไม่มีวัคซีนป้องกัน เราก็ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคเหล่านี้ หรือถ้าเกิดโรคเหล่านี้ขึ้น ก็จะต้องดูแลเพื่อไม่ให้โรคเป็นหนักขึ้น เลี้ยงดูเด็กให้ถูกสุขอนามัย หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วย รับประทานยาให้ถูกต้อง ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์

พยาธิที่พบว่ามีการติดต่อกันได้ง่าย คือพยาธิเข็มหมุด ซึ่งจะมีอาการที่บอกได้โดยเกือบจะไม่ต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการเลย คือ คันทวารหนัก มักคันกลางคืน เมื่อแหวกดูจะพบพยาธิตัวเล็ก ๆ สีขาว มองเห็นด้วยตาเปล่า ไข่ของพยาธิชนิดนี้จะเล็กมากมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น จะติดมาบริเวณซอกเล็บ เกิดการติดต่อได้ง่ายระหว่างนักเรียนด้วยกัน โดยเฉพาะพวกที่ชอบเอามือเข้าปาก หรือกัดเล็บ

ในชนบทยังมีการระบาดของพยาธิไส้เดือน และพยาธิปากขอ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะเลือดจาง จากการขาดธาตุเหล็ก เราสามารถป้องกันได้ง่าย ๆ คือ หมั่นล้างมือ ให้สะอาดตัดเล็บให้สั้นและรับประทานอาหารที่ปรุงสุกเท่านั้น และสวมรองเท้าเป็นประจำ

3. โรคฟันและเหงือก โรคฟันและเหงือกนี้ เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของไทย ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ปัญหาที่ทำให้เสียชีวิต แต่เด็กเกือบทุกคนจะมีปัญหานี้ โดยเฉพาะในชนบท 90% ของเด็กนักเรียน จะมีฟันผุและเหงือกอักเสบ ซึ่งเกิดจากการดูแลสุขภาพฟันที่ไม่ถูกต้อง คนไทยมักให้ลูกอดนมชวดช้า ยังดูดนมจากขวด แม้ว่าจะไปโรงเรียนแล้ว บางคนกลางวันไปโรงเรียนไม่ดูดนมขวด แต่พอกลับบ้านต้องดูดนมขวด ในต่างประเทศหัดเด็กดื่มนมตั้งแต่อายุ 9-10 เดือน โดยให้หัดดื่มจากถ้วยเมื่ออายุ 1 ปี หรือปีเศษเท่านั้น การที่ให้ดูดนมขวดทำให้มีคราบนมจับกับฟัน ทำให้ฟันผุ สังเกตได้ว่าเด็กคนไหนที่ดูดนมกลางคืน จะมีฟันผุทั้งปาก ในกรณีที่จำเป็นต้องให้ดูดนม ทุกครั้งควรให้น้ำตาม เพื่อช่วยล้างคราบนมในปาก ทันตแพทย์จะแนะนำงดให้นมขณะเด็กนอน และให้แปรงฟันหลังอาหาร

โรงเรียนหลายแห่งส่งเสริมให้มีการแปรงฟันหลังอาหารกลางวัน และสอนการแปรงฟันที่ถูกวิธี นอกจากนี้ยังมีการตรวจฟันทุกปี ช่วยให้เด็กมีสุขภาพเหงือกและฟันดี แต่ในชนบทหรือในบางโรงเรียนไม่มีโอกาสได้ตรวจฟันให้นักเรียน จึงเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะต้องดูแลลูก โดยการตรวจฟันอย่างน้อยทุกปี เพื่ออุดฟันที่ผุตั้งแต่เป็นรูเล็ก ๆ หรือขูดหินปูนถ้ามีหินปูนเกาะมาก เพื่อป้องกันเหงือกอักเสบ

ในช่วงอายุ 5-7 ปี ฟันน้ำนมคู่หน้าจะหลุด ถึงแม้ฟันคู่หน้านี้จะหลุดออกเร็วก็ต้องรอจนอายุ 7 ปี หรือใกล้เคียง จึงจะมีฟันแท้งอกออกมา การให้ฟลูออไรด์ในขนาดที่เหมาะสมคือ อายุน้อยกว่า 3 ปี ให้ขนาด 0.25 มิลลิกรัม ถ้าเกินนี้ให้ 0.5 มิลลิกรัม แต่ถ้าเกิน 5 ปี จึงจะให้ 1 มิลลิกรัมจะช่วยให้ฟันแข็งไม่ผุง่าย รากฟันแข็งแรง แต่ไม่ได้ช่วยให้ฟันขึ้นเร็ว

เด็กที่ใช้ยาสีฟันที่ผสมฟลูออไรด์ ต้องระวังการกลืนยาสีฟัน เพราะในยาสีฟันจะมีฟลูออไรด์ขนาดสูงมากเกินปริมาณฟลูออไรด์ที่ควรได้ในแต่ละวัน ทันตแพทย์จะแนะนำให้ใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ขนาดเท่ากับเมล็ดถั่วเขียว ในรายที่แน่ใจว่าจะไม่กลืนยาสีฟันแล้วเท่านั้น

4. ปัญหาโภชนาการ ปัญหาทางโภชนาการนี้ เป็นปัญหาทั้งการเกินและขาดสารอาหาร ส่วนมากในเมืองมักมีปัญหาในการได้อาหารเกินความต้องการ และไม่สมดุล คืออาหารที่มีแป้ง น้ำตาล และไขมันมาก ไม่สมดุลกับอาหารหมู่อื่น ๆ ภาวะโภชนาการเกินนี้ เป็นสาเหตุนำไปสู่โรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูงได้เมื่อเป็นผู้ใหญ่ นอกจากนี้ขณะที่ยังเป็นเด็กเมื่อเกิดภาวะโภชนาการเกิน ก็จะทำให้เป็นโรคอ้วน และโรคข้ออักเสบจากการรับน้ำหนักมากได้

ในเด็กอีกพวกหนึ่งจะเป็นโรคขาดสารอาหาร ซึ่งพบได้ทั้งในครอบครัวที่มีฐานะดี และยากจน บางครอบครัวสามารถให้อาหารได้ครบถ้วนทุกหมวดตามความต้องการของร่างกายแต่เด็กไม่ยอมรับ บางคนชอบกินข้าวกับอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว บ้างก็ชอบกินข้าวกับซีอิ้วหรือน้ำปลา ไม่มีการเปลี่ยนอาหาร ดังนั้นการจะได้สารอาหารและวิตามินจากอาหารครบทุกหมู่ก็ไม่ได้รับ กลับทำให้เป็นโรคขาดสารอาหารได้

เด็กที่ไม่ชอบรับประทานผักโดยเฉพาะผักใบเขียว หรือเด็กที่มีพยาธิปากขอ จะขาดอาหารประเภทธาตุเหล็ก จะทำให้เป็นโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก เด็กพวกนี้จะเฉื่อยชา มีความสนใจน้อยและมีสติปัญญาตลอดจนการเรียนด้วยลงกว่าเด็กปกติ หรือในบางพื้นที่ขาดอาหารทะเล ทำให้ร่างกายขาดธาตุไอโอดีน เกิดโรคคอหอยพอก เป็นต้น ปัจจุบันนี้รัฐบาลป้องกันการเกิดโรคคอหอยพอกโดยการผลิตเกลือเสริมไอโอดีนขึ้น ทำให้อัตราการเกิดโรคคอหอยพอกลดลง

5. ปัญหาการเรียน พบว่าจำนวนเด็กในวัย 6-7 ปี ที่เข้าเรียนในการศึกษาภาคบังคับ มีถึงร้อยละ 93.7 แต่ในจำนวนนี้จะเรียนถึงชั้นประถม 6 เพียงร้อยละ 80 และในจำนวนนี้มีเพียงร้อยละ 40 เท่านั้นที่เรียนต่อในชั้นมัธยม สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาทางเศรษฐกิจที่ทำให้ไม่ได้เรียนต่อ และอีกส่วนหนึ่งมาจากปัญหาทางสุขภาพ เช่น จากความพิการของร่างกาย เช่น หูตึง ตาบอด ความผิดปกติทางสมอง ตลอดจนโรคเรื้อรังต่าง ๆ ที่บั่นทอนสุขภาพ ปัญหาเรื่องการอดอาหารกลางวัน การปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและสังคม ปัญหาภายในครอบครัว ล้วนมีผลทำให้เด็กขาดสมาธิ ไม่เรียน หรือบางรายปรากฏให้เห็นอาการทางจิต หรือทางกาย-จิต(Psychosomatic disorders) เช่น ปวดหัว ปวดท้อง อาเจียน ท้องเสีย บางรายมีอาการมากถึงกับชักก็มี

นอกจากนี้บรรยากาศภายในโรงเรียนยังมีผลต่อการเรียนของเด็กด้วย เช่น ห้องเรียนคับแคบ แออัดมากเกินไป ครูขาดประสบการณ์ในการดูแลเด็ก การชี้แนะแนวแก่เด็ก หรือใช้อำนาจมากจนเด็กรับไม่ได้ ทำให้เด็กหนีโรงเรียน โรงเรียนอยู่ในแหล่งอบายมุข และมีสิ่งยั่วยุทางอารมณ์ ทำให้เด็กดีถูกชักจูงให้ประพฤติผิดได้ง่าย

6. อุบัติเหตุ เด็กในวัยเรียน มักมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ในโรงเรียน เช่น หกล้ม, แขนขาแพลง หรือหัก อวัยวะของร่างกายเข้าไปติดขัดกับอะไรที่แคบ ๆ แล้วเอาออกไม่ได้,ตกบันได,จมน้ำในการเรียนว่ายน้ำ หรืออุบัติเหตุจากการเล่นกีฬา ซึ่งเกิดรุนแรงจนเกิดอุบัติเหตุขึ้น

อุบัติเหตุบางอย่างสามารถป้องกันได้ ถ้าครูผู้ดูแลมีความเอาใจใส่ ถ้าเกิดเหตุขึ้นผู้ที่เกี่ยวข้องต้องมีสติให้ดี ใช้การประคบเย็น,พยายามให้ส่วนที่มีอุบัติเหตุเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุดก่อนพบแพทย์ และทางโรงเรียนควรต้องมีการฝึกครูในโรงเรียนให้รู้จักวิธีการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน และวิธีการดูแลเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นในโรงเรียน

วัยรุ่น เป็นวัยที่เสี่ยงต่อปัญหาทางสุขภาพจิต พฤติกรรม อุบัติเหตุ และความรุนแรงมากกว่าวัยอื่น โรคภัยที่พบได้บ่อยในวัยนี้ ส่วนหนึ่งจะคล้ายคลึงกับเด็กในวัยเรียน จะมีข้อแตกต่างเพิ่มเติมบ้าง เนื่องจากเด็กวัยนี้ เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในระดับฮอร์โมนของร่างกาย และการปรับตัวเองกับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ

1. โรคติดเชื้อ

ในวัยนี้ พบว่าโรคติดเชื้อที่มีวัคซีนป้องกันได้หลายชนิด ต้องการการกระตุ้นเพื่อทำให้เกิดภูมิคุ้มกันโรคได้ วัคซีนที่จำเป็นต้องให้การกระตุ้นได้แก่ วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก หัด หัดเยอรมัน และคางทูม ตลอดจนไข้สมองอักเสบ ถ้าขาดการกระตุ้นจะทำให้มีโอกาสเกิดโรคเหล่านี้ได้ง่าย เดิมกระทรวงสาธารสุขได้ประกาศให้ผู้ที่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน หรือคางทูม รับการกระตุ้นที่อายุ 12 ปี ปัจจุบันนี้หลังจากพบว่ามีเด็กป่วยเป็นโรคเหล่านี้ก่อนกำหนดการฉีดกระตุ้น หรือในเด็กโตที่ไม่ได้รับการฉีดกระตุ้น จึงแนะนำให้ฉีดป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน และคางทูมกระตุ้นที่อายุ 5 ปี

โรคทางระบบทางเดินหายใจ ในเด็กวัยรุ่นจะพบน้อยมาก แต่กลับพบผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้หรือโรคหอบหืดชัดเจน ถ้าได้รับการดูแลเป็นอย่างดีและสม่ำเสมอ โดยแพทย์ผู้ชำนาญโรคนี้ ก็สามารถควบคุมอาการทำให้ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย จนไม่เป็นผลเสียทางการเรียนได้

แต่ตัวเลขที่น่าตกใจของเด็กวัยนี้ จากการเฝ้าระวังของกองระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าร้อยละ 59 ของผู้ป่วยกามโรคทั้งหมดเป็นเยาวชน และ 0.8/1,000 คนของผู้ป่วยโรคเอดส์ เป็นผู้ป่วยที่อายุระหว่าง 0-24 ปี ตัวเลขดังกล่าวนี้เป็นสัญญาณเตือนภัยว่าต้องมีการควบคุมสิ่งยั่วยุทางกามารมย์ให้อยู่ในขอบเขตมากขึ้น และปรับปรุงการเรียนการสอนเรื่องเพศศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. อุบัติเหตุ

นับว่าเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญที่สุดของวัยนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากการจราจร จมน้ำ หรือถูกของมีคม เพราะเด็กวัยนี้อยู่ในวัยคึกคะนองและประมาท อีกทั้งยังขาดการฝึกฝนให้รู้จักระมัดระวังตัวเอง รวมทั้งการป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุด้วย ปัญหาการจราจรทำให้เด็กได้รับบาดเจ็บและพิการมากกว่ากลุ่มที่ตายเสียอีก นอกจากนี้ยังพบว่า ปัญหาทำร้ายร่างกายตัวเองและผู้อื่นก็เป็นปัญหาที่พบบ่อยในวัยนี้เช่นกัน

3. ปัญหายาเสพติด เป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดองวัยนี้ การที่เด็กหันเข้าหายาเสพติด มีหลายสาเหตุ คือ

- ปัญหาครอบครัว เด็กไม่สามารถพึ่งพาครอบครัวได้ เมื่อเกิดปัญหาขึ้น เช่น พ่อ - แม่ แยกทางกัน, พ่อแม่มุ่งแต่ทำงานมากเกินไปจนขาดการเอาใจใส่ลูก เด็กมีปัญหาแม้แต่เรื่องเล็กน้อย ปัญหาการเรียน,ปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมน, อารมณ์,และสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ไม่สามารถปรึกษาพึ่งพาพ่อแม่ได้

- ปัญหาเรื่องการเรียน การเรียนของเด็กวัยนี้ เริ่มยากขึ้นประกอบกับสิ่งแวดล้อมมีสิ่งยั่วยุ ทำให้เด็กวอกแวกกับการเรียน เมื่อการเรียนเริ่มอ่อนลง ประกอบกับมีปัญหาครอบครัวด้วย ทำให้เด็กหันเข้าหายาเสพติด เพราะความเข้าใจผิดว่าเสพยาเสพติดบางชนิดแล้วทำให้ไม่ง่วง ดูหนังสือดึก ๆ ได้ เป็นต้น

- ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมและเพื่อน เด็กวัยนี้เป็นวัยที่อยากลอง อยากเรียนรู้อยากมีเพื่อน และที่สำคัญคือ ต้องการให้เป็นที่ยอมรับในหมู่เพื่อน ทำให้สิ่งเสพติดเข้าหาเด็กวัยนี้ ได้ง่ายกว่าวัยอื่น พ่อ – แม่ และครู ควรใช้ความอดทน รับฟังช่วยชี้แจงด้วยเหตุผล โดยไม่ใช้อารมณ์ ให้เวลากับลูกบ้าง ก็จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องยาเสพติดนี้ได้

จะเห็นว่าปัญหาสุขภาพของเด็กในวัยต่าง ๆ กัน มีลักษณะแตกต่างกันตามปัญหาที่ต้องเผชิญ บางอย่างก็ทำให้เกิดการสูญเสียถึงชีวิต บางอย่างก็ทำให้เกิดความพิการ ความด้อยสมรรถนะ การเจริญเติบโตไม่เต็มที่ และการไม่สามารถพัฒนาตัวเองจนเต็มศักยภาพ ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ ส่วนใหญ่น่าจะป้องกันและหลีกเลี่ยงได้แต่หลายอย่างก็คงเป็นปัญหาอยู่ นอกจากนี้ยังมีปัญหาใหม่ ๆ ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ สุขภาพจิต และพิษภัยจากสิ่งแวดล้อม

พ่อแม่ผู้ปกครอง,ครูอาจารย์ ตลอดจนภาครัฐและเอกชน ต้องมีส่วนร่วมช่วยป้องกันปัญหายาเสพติด, อุบัติเหตุ และปัญหาพฤติกรรมอื่น ๆ

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

ครรภ์เป็นพิษ พิษแห่งครรภ์

17 กุมภาพันธ์ 2557 1.445

ภาวะแทรกซ้อนทางสูติกรรม อย่างหนึ่งคือ โรคพิษแห่งครรภ์ หรือที่เรียกกันทั่วๆ ไปว่า ครรภ์เป็นพิษ โรคพิษแห่งครรภ์ คืออะไร มีสาเหตุจากอะไร ?

ก้อนของต่อมไทรอยด์

10 สิงหาคม 2556 1.579

ต่อมไทรอยด์ เป็นต่อมไร้ท่อต่อมหนึ่งในร่างกาย มีหน้าที่ในการสร้างฮอร์โมน ไทรอยด์ ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ในการเผาผลาญสารอาหาร ให้เป็นพลังงาน ต่อมไทรอยด์ มีลักษณะคล้ายผีเสื้อ อยู่บริเวณกลางลำคอส่วนล่าง ปกติแล้วไม่ ควรจะคลำได้

ก้อนที่คอ

28 สิงหาคม 2556 12.027

ก้อนที่คอเป็นปัญหาที่แพทย์หู คอ จมูกพบได้บ่อยอย่างหนึ่งสาเหตุที่พบอาจเป็นความผิดปกติแต่กำเนิด ,การอักเสบของต่อมน้ำเหลือง, ไปจนถึงเรื่องของเนื้องอกหรือมะเร็ง

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ