โพสต์ 19 พ.ย. 56 ปรับปรุง 27 ก.พ. 57 4,451 Views

พัฒนาการการดื้อยาต้านไวรัสเอชไอวีในประเทศไทย

พัฒนาการการดื้อยาต้านไวรัสเอชไอวีในประเทศไทย

โรคติดเชื้อเอชไอวีเป็นโรคเรื้อรังที่ยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาด ผู้ติดเชื้อต้องได้รับยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอไปตลอดชีวิต เพื่อควบคุมระดับไวรัสในร่างกายให้อยู่ในระดับต่ำ ในปัจจุบันมียาต้านไวรัสจำนวนมากสำหรับใช้ควบคุมปริมาณไวรัสในกระแสเลือด โดยผู้ติดเชื้อต้องได้รับยาต้านไวรัสอย่างน้อย 2-3 ตัว ในเวลาเดียวกัน เพื่อไปยับยั้งการทำงานของโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มจำนวนของเอชไอวี เช่น โปรตีเอส (protease), รีเวิร์ส ทรานส์คริปเตส (reverse transcriptase) และ อินทีเกรส (integrase) โดยยาต้านไวรัสเอชไอวีที่ใช้กันอยู่อย่างแพร่หลายในประเทศไทยมีอยู่ 3 กลุ่มด้วยกัน คือ

 

  1. โปรตีเอส อินหิบิเตอร์ (Protease Inhibitors) เรียกย่อๆ ว่ากลุ่ม “พีไอ
  2. นิวคลีโอไซด์ รีเวิร์ส ทรานส์คริปเตส อินหิบิเตอร์ (Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors) เรียกย่อๆ ว่ากลุ่ม “เอ็นอาร์ทีไอ
  3. นอนนิวคลีโอไซด์ รีเวิร์ส ทรานส์คริปเตส อินหิบิเตอร์ (Non-Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors) เรียกย่อๆ ว่ากลุ่ม “เอ็นเอ็นอาร์ทีไอ

อย่างไรก็ดี เอชไอวีเป็นไวรัสที่มีอัตราการกลายพันธุ์สูงมาก เมื่อผู้ติดเชื้อได้รับยาไประยะหนึ่งแล้ว มักจะมีไวรัสบางส่วนกลายพันธุ์จนรอดจากฤทธิ์ของยา (ดื้อยา) และเพิ่มจำนวนสูงขึ้นในร่างกายแม้ผู้ติดเชื้อจะยังได้รับยาต้านไวรัสอยู่ก็ ตาม เมื่อเกิดการดื้อยาแล้ว ก็จะไม่สามารถใช้ยาตัวนั้นต่อไปได้ จำเป็นต้องมีการเลือกใช้ยาตัวใหม่มาแทน บางครั้งเมื่อไวรัสดื้อต่อยาตัวใดตัวหนึ่งแล้วก็อาจจะดื้อต่อยาตัวอื่นด้วย ทำให้ไม่สามารถใช้ยาต้านไวรัสในกลุ่มนั้นได้เลยทั้งกลุ่ม ข้อมูลการตรวจการกลายพันธุ์ของเอชไอวี (ต่อไปขอเรียกว่า “การตรวจการดื้อยา” เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น) จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่แพทย์ใช้ในการเฝ้าติดตามว่าเกิดการดื้อต่อยาต้านไวรัส หรือไม่และใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจพิจารณาเลือกใช้ยาและปรับสูตรยาให้ เหมาะสมแก่ผู้ติดเชื้อแต่ละราย

ในประเทศไทยเริ่มมีการตรวจการดื้อยาต้านไวรัสเอชไอวีและมีการรายงานการ ดื้อยาตั้งแต่ช่วงปี 2540 โดยในช่วงแรกนี้มีการตรวจเลือดผู้ติดเชื้อที่ได้รับยาแต่ระดับไวรัสในกระแส เลือดไม่ลดลง (ดื้อยา) พบว่าผู้ติดเชื้อมีการดื้อยาต้านไวรัสกลุ่ม เอ็นอาร์ทีไอ ส่วนมากดื้อยาลามิวูดีน (Lamivudine) และ ยาเอแซดที (Zidovudine) และยังไม่พบการดื้อยากลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไอและกลุ่มพีไอ[1] นอกจากนี้ ในช่วงเวลาเดียวกัน มีการศึกษาการใช้ยาต้านไวรัสในสตรีตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ยาไปลดปริมาณไวรัสในกระแสเลือดซึ่งจะช่วยลดโอกาส การถ่ายทอดเชื้อจากแม่ไปสู่ทารกในครรภ์ โดยการศึกษานี้คัดเลือกสตรีตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวีที่ไม่เคยได้รับยา ต้านไวรัสใดมาก่อนเข้าร่วมโครงการ จากนั้นตรวจเลือดเพื่อดูว่าเชื้อมีการดื้อยาใดหรือไม่ พบว่าผู้ร่วมโครงการทุกคนไม่มีเชื้อที่ดื้อต่อยาใด จากนั้นจึงเริ่มให้ยาต้านไวรัส สเตวูดีน ร่วมกับ ยาเอแซดที เมื่ออายุครรภ์ 34 สัปดาห์ และตรวจดูการดื้อยาอีกครั้งภายหลังจากคลอดแล้ว 6 สัปดาห์ พบว่ายังไม่เกิดการดื้อยาต้านไวรัส การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า ในช่วงปี 2540 ยังไม่พบการดื้อยาต้านไวรัสมากนัก โดยเฉพาะในผู้ติดเชื้อที่ไม่เคยได้รับยาต้านไวรัสมาก่อนนั้นมักไม่พบเชื้อ ดื้อยา ยาจึงออกฤทธิ์ได้ผลดีและแพทย์สามารถเริ่มให้ยาได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องตรวจ เลือดก่อนว่าเชื้อดื้อยาหรือไม่[2,3]

วันที่ 1 ธันวาคม 2544 กระทรวงสาธารณสุขของไทยได้ให้บริการยาต้านไวรัสจีพีโอเวีย (GPO-VIR) ซึ่งเป็นยาที่ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม ในยาจีพีโอเวียหนึ่งเม็ด ประกอบไปด้วยยาต้านไวรัสสามตัว คือ ลามิวูดีน (Lamivudine) และ สเตวูดีน (Stavudine) ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสกลุ่มเอ็นอาร์ทีไอ และ เนวิราปีน (Nevirapine) ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสกลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไอ โดยมีการให้บริการยาจีพีโอเวียแก่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีในราคาถูก ทำให้มีการใช้ยานี้อย่างแพร่หลาย ส่งผลให้เกิดการดื้อยามากขึ้น โดยภายหลังจากการเริ่มโครงการการให้บริการยาจีพีโอเวียประมาณ 1 ปี มีการสำรวจการดื้อยาโดยดูจำนวนผู้ติดเชื้อที่เคยได้รับยาต้านไวรัสแล้ว แต่ยังมีระดับไวรัสในกระแสเลือดสูง พบว่า 48% ของผู้ติดเชื้อ ดื้อยากลุ่มเอ็นอาร์ทีไอ และ 21% ดื้อยากลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไอ ซึ่งการดื้อยาต้านไวรัสกลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไอนี้ สูงขึ้นกว่าช่วงก่อนการให้บริการยาจีพีโอเวียถึง 3 เท่า ส่วนการดื้อยาต้านไวรัสกลุ่มพีไอนั้นยังพบอยู่ในระดับต่ำ คือประมาณ 12%[4] 

จากนั้นมีโครงการ “การเข้าถึงบริการยาต้านไวรัสเอดส์ระดับชาติ” (National Access to Antiretroviral Program for People who have AIDS; NAPHA) หรือเรียกย่อๆ เป็นภาษาไทยว่า “โครงการนภา” โดยกระทรวงสาธารณสุขได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนโลก (Global Fund) ดำเนินการให้ยาต้านไวรัสเอชไอวีแก่ผู้ติดเชื้อในประเทศไทย เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ติดเชื้อได้รับยาต้านไวรัสอย่างทั่วถึง โดยมีผู้ติดเชื้อเข้าร่วมโครงการประมาณ 80,000 คน ได้รับยาจีพีโอเวียฟรีตั้งแต่ปี 2543 และมีการปรับเปลี่ยนสูตรยาตามความเหมาะสมหากตรวจพบว่ามีการดื้อยาเกิดขึ้น โครงการนี้สิ้นสุดเมื่อปี 2548 โดยพบการเกิดการดื้อยาในผู้ติดเชื้อ 1,880 คน (ในผู้ติดเชื้อ 1,880 คนนี้ พบว่า 50.4% ดื้อยาเนวิราปีน, 47.3% ดื้อยาลามิวู, 37.4% ดื้อยาสเตวูดีน และไม่พบการดื้อยาต้านไวรัสกลุ่มพีไอ)[5]

การดื้อยาต้านไวรัสเริ่มเป็นปัญหามากขึ้น เนื่องจากมีจำนวนผู้ติดเชื้อที่มีไวรัสดื้อยามากขึ้น หากไวรัสในผู้ติดเชื้อคนหนึ่งมีการกลายพันธุ์พัฒนาไปเป็นสายพันธุ์ที่ดื้อยา แล้วมีการถ่ายทอดไปสู่ผู้อื่น ผู้ติดเชื้อรายใหม่ก็จะได้รับไวรัสที่ดื้อต่อยานี้มาด้วย ทำให้ยาจีพีโอเวียใช้ไม่ได้ผลและอาจจำเป็นต้องมีการตรวจการดื้อยาก่อนเริ่ม การรักษาเพื่อให้แพทย์มีข้อมูลในการตัดสินใจเลือกใช้ยาอย่างเหมาะสม ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นจากการที่ต้องใช้ยาต้านไวรัสตัวอื่นนอกเหนือจากจี พีโอเวียและค่าตรวจการดื้อยา

ในช่วงปี 2550-2553 มีรายงานการดื้อยาในผู้ติดเชื้อเอชไอวีจากโรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งผู้ติดเชื้อเหล่านี้ยังไม่เคยได้รับยาต้านไวรัสมาก่อนจำนวน 466 คน พบว่าประมาณ 5% มีการดื้อยาต้านไวรัสทั้งๆ ที่ผู้ติดเชื้อเหล่านี้ยังไม่เคยได้รับยาต้านไวรัสมาก่อนเลย[6]  ในช่วงเวลาเดียวกัน มีการรายงานข้อมูลคล้ายกันนี้จากสถาบันบำราศนราดูร ในผู้ติดเชื้อซึ่งไม่เคยได้รับยาต้านไวรัสมาก่อนจำนวน 330 คน พบการดื้อยาต้านไวรัสกลุ่ม เอ็นเอ็นอาร์ทีไอ สูงถึง 17%[7]

กล่าวโดยสุรปคือ ใน ช่วง 15 ปีที่ผ่านมานั้น มีการตรวจการดื้อยาต้านไวรัสเอชไอวีเพื่อดูการกลายพันธุ์ของยีนโปรตีเอส และ ยีนรีเวิร์ส ทรานส์คริปเตส ของเอชไอวี โดยในช่วงปี 2540-2545 นั้น พบว่า ผู้ที่ได้รับยาต้านไวรัสมาระยะหนึ่งแล้วแล้วแต่ยาไม่ได้ผล (ดื้อยา) นั้น มีการดื้อยาในกลุ่มเอ็นอาร์ทีไอ โดยเฉพาะยาลามิวูดีนและยาเอแซดที ส่วนผู้ติดเชื้อที่ยังไม่เคยได้รับยาต้านไวรัสมาก่อนนั้นยังไม่พบการดื้อยา ต่อมาภายหลังจากการให้บริการยาจีพีโอเวียและมีโครงการให้ยาฟรีแก่ผู้ติด เชื้อ ผู้ติดเชื้อมีโอกาสเข้าถึงยาต้านไวรัสมากขึ้น จึงพบการดื้อยากลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไอสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ติดเชื้อจะยังไม่เคยได้รับยาต้านไวรัสมาก่อน 

 

เอกสารอ้างอิง

  1. Chantratita W, Jenwitheesuk E, Watitpun C, Pongthanapisith V, Vibhagool A, Leechawengwong M, Sookpranee M, Apairatana A. Prevalence of HIV-1 polymerase gene mutations in pre-treated patients in Thailand. Southeast Asian J Trop Med Public Health. 2002;33:80-84.
  2. Chokephaibulkit K, Chaisilwattana P, Vanprapar N, Phongsamart W, Sutthent R. Lack of resistant mutation development after receiving short-course Zidovudine plus lamivudine to prevent mother-to-child transmission. AIDS. 2005;19:1231-1233.
  3. Auswinporn S, Jenwitheesuk E, Panburana P, Sirinavin S, Vibhagool A, Chantratita W. Prevalence of HIV-1 drug resistance in antiretroviral-naive pregnant Thai women. Southeast Asian J Trop Med Public Health. 2002;33:818-821.
  4. Jenwitheesuk E, Watitpun C, Vibhagool A, Chantratita W. Prevalence of genotypic HIV-1 drug resistance in Thailand, 2002. Ann Clin Microbiol Antimicrob. 2003;2:4.
  5. Sukasem C, Churdboonchart V, Chasombat S, Kohreanudom S, Watitpun C, Pasomsub E, Piroj W, Tiensuwan M, Chantratita W. Surveillance of genotypic resistance mutations in chronic HIV-1 treated individuals after completion of the National Access to Antiretroviral Program in Thailand. Infection. 2007;35:81-88.
  6. Sungkanuparph S, Sukasem C, Kiertiburanakul S, Pasomsub E, Chantratita W. Emergence of HIV-1 drug resistance mutations among antiretroviral-naïve HIV-1-infected patients after rapid scaling up of antiretroviral therapy in Thailand. J Int AIDS Soc. 2012;15:12.
  7. Manosuthi W, Thongyen S, Nilkamhang S, Manosuthi S, Sungkanuparph S. HIV-1 drug resistance-associated mutations among antiretroviral-naive Thai patients with chronic HIV-1 infection. J Med Virol. 2013;85:194-199.

 

ที่มา: ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ

ขอขอบคุณ

Author

นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ

ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

174 บทความ

ที่ปรึกษา

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

ปวดศีรษะจากสังคมก้มหน้า

10 กันยายน 2558 10.142

การใช้งานสมาร์ทโฟนที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงกับระบบประสาทและกระดูกต้นคอ เมื่อใช้ในท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นระยะเวลานาน สามารถทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยตามมาได้ อาการผิดปกติที่พบได้บ่อย ในกลุ่มคน “สังคมก้มหน้า” คืออาการปวดศีรษะ

การผ่าตัดไต

22 สิงหาคม 2556 18.342

การผ่าตัดไต หรือที่เรียกว่า nephrectomy เป็นการผ่าตัดที่พบได้บ่อยในเวชปฏิบัติ อาจเป็นการผ่าตัดเพียงบางส่วนของเนื้อไต เรียกว่า partial nephrectomy หรืออาจเป็นการผ่าตัดไตข้างใดข้างหนึ่งออกทั้งหมด เรียกว่า total nephrectomy หรือเป็นการผ่าตัดไตหนึ่งข้าง

ทำไมเวลาเครื่องบินลงผมต้องหูอื้อด้วยครับ

10 สิงหาคม 2556 3.507

ผู้อ่านหลายๆ ท่านคงเคยประสบกับปัญหา หูอื้อ หรือปวดหู เวลาที่เครื่องบินกำลงลดระดับเพดานบิน เพื่อลงจอด บางครั้งอาการเป็นรุนแรงมากโดยเฉพาะเมื่อเราเป็นหวัดคัดจมูก จนต้องไปพบแพทย์ด้วยอาการหูอื้อหลังจากการบินใช่ไหมครับ

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ