โพสต์ 27 ส.ค. 56 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 3,737 Views

ปวดหลัง (back pain)

ปวดหลัง (back pain)

เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุดอย่างหนึ่งในเวชปฏิบัติ ในการสำรวจผู้ป่วยที่เข้ารับการตรวจที่แผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลหลายแห่ง พบว่าผู้ป่วยมาด้วยอาการปวดหลังเป็นอันดับต้นๆ อาการปวดหลังอาจเกิดจากพยาธิสภาพที่เกี่ยวกับกระดูกสันหลัง หรืออวัยวะที่อยู่ใกล้เคียงกับกระดูกหลัง ซึ่งถ้าเป็นแล้วก็ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับกลุ่มผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน เช่น ผู้ใช้แรงงาน นักกีฬา และกลุ่มผู้สูงอายุก็พบได้ค่อนข้างมาก

 

สาเหตุ

1.  กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง ร่วมกับการใช้หลังที่ไม่ถูกต้องหรือใช้กล้ามเนื้อมากเกินไป เช่น ท่านั่ง นอน ยืนไม่ดี หรือ อ้วน น้ำหนักมาก

2.  การบาดเจ็บของกระดูกสันหลัง กล้ามเนื้อเอ็น พบจากการเล่นกีฬา หรืออุบัติเหตุ

3.  หมอนรองกระดูกเคลื่อนกดทับเส้นประสาท พบจากการยกน้ำหนักมากเกินไป มักมีอาการปวดหลัง ร้าวไปที่ขา

4.  การเสื่อมสภาพตามวัย

อาการของโรค

อาการปวดหลังแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะ

1.  ปวดที่บริเวณหลังไม่มีจุดใดจุดหนึ่ง ส่วนใหญ่แล้วมักเป็นการปวดจากพยาธิสภาพ หรือเป็นโรคจากอวัยวะอื่นๆ ที่นอกเหนือจากกระดูกสันหลัง

2.  ปวดที่กระดูกสันหลังซึ่งอาจจะปวดที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของกระดูกสันหลัง เช่น อาจจะปวดตั้งแต่กระดูกคอกระดูกสันหลังส่วนหน้าอกลงมาจนถึงกระดูกเอวลงมาถึงกระดูกก้นกบเกิดจากมีพยาธิสภาพเนื่องจากกระดูกสันหลังอาการเช่นนี้อาจจะปวดเฉพาะกระดูกสันหลังเท่านั้นเองไม่ปวดร้าวไปที่ใดที่หนึ่ง ทั้งนี้พยาธิสภาพที่เกิดขึ้นไม่มีผลต่อระบบประสาทหรือเรียกว่าไขสันหลังยังไม่ถูกกระทบกระเทือน

3.  อาการปวดหลังซึ่งเกิดร่วมกับการมีอาการปวดเสียวตามประสาทโดยเฉพาะการปวดเสียวมาที่ขาข้างใดข้างหนึ่งหรือว่าเสียวสองข้างอาจทำให้มีอาการชาขาไม่มีแรงส่วนใหญ่พยาธิสภาพในกลุ่มนี้ค่อนข้างรุนแรงและมักพบว่ามีการคดหรือเบียดกับเส้นประสาท

การวินิจฉัย

ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังไม่รุนแรง การวินิจฉัยได้จากการซักถามประวัติอาการและจากการตรวจร่างกายทางกายภาพ จากการศึกษาวิจัยพบว่าร้อยละ 50 - 60 ของผู้ป่วยที่มาพบแพทยด้วยอาการปวดหลัง จะหายได้ภายใน 1 - 2 สัปดาห์ โดยทั่วไปถ้าอาการปวดหลังเป็นนานกว่า 4 สัปดาห์ การถ่ายภาพรังสีกระดูกสันหลังจะช่วยวินิจฉัยแยกโรคที่เป็นอันตรายได้ สำหรับการฉีดสีเข้าโพรงกระดูกสันหลัง หรือที่เรียกว่า myeographyใช้ในกรณีเพื่อวางแผนล่วงหน้าก่อนการรักษาโดยวิธีผ่าตัดผู้ป่วย หรือใช้ในรายที่มีปัญหาในการวินิจฉัยโรค

 

การรักษา

1.  การนอนพัก โดยนอนหงายใช้หมอนรองใต้เข่า หรือนอนตะแคงงอเข่า กอดหมอนข้างพบว่าไม่ควรนอนพักเกิน 2 วัน เพราะนอกจากไม่เกิดผลดีแล้วพบว่าจะทำให้เกิดอาการปวดหลังเรื้อรังได้

2.  ออกกำลังกาย แนะนำเมื่ออาการปวดหลังดีขึ้นแล้ว ให้ออกกำลังกายโดยการว่ายน้ำหรือขี่จักรยาน

3.  ยาลดการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ช่วยลดปฏิกิริยาการอักเสบ และบรรเทาอาการปวดหลังได้มากปัจจุบันยาในกลุ่มนี้มีหลายชนิดบางชนิดอาจระคายต่อเยื่อบุกระเพาะอาหารและทำให้เกิดอาการปวดท้องได้จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง

4.  กายภาพบำบัด โดยใช้ความร้อนและโปรแกรมเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังและท้อง

5.  การผ่าตัด ใช้ในกรณีหมอนรองกระดูกสันหลังเลื่อนกดทับเส้นประสาทที่ทำให้มีการขับถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะผิดปกติ หรือมีการอ่อนแรงของข้อเท้า หรือต้นขามากส่วนในกรณีโรคช่องโพรงกระดูกสันหลังตีบ จะผ่าตัดเมื่อผู้ป่วยมีอาการมากรบกวนต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้ป่วย

ข้อแนะนำบางประการ

ท่านั่งของผู้บริหาร - ส่วนใหญ่เก้าอี้ส่วนใหญ่ของผู้บริหารจะเอนไปข้างหลังได้จึงจำเป็นต้องก้มคออยู่เสมอ ทำให้เหมือนกับนอนหมอนสูง วิธีแก้ควรให้พนักพิงสูงขึ้นไปจนรองรับศรีษะได้และควรจะให้บริเวณต้นคอนูนกว่าส่วนอื่น เพื่อรองรับกระดูกต้นคอด้วยหรือมิฉะนั้นให้นั่งเก้าอี้ที่เอนไม่ได้จะดีกว่า

ขณะนั่งขับรถยนต์ - ควรเลื่อนที่นั่งให้ใกล้พวงมาลัย เมื่อเวลาเหยียบครัชเต็มที่เข่าควรสูงกว่าสะโพก ส่วนที่หลังควรมีหมอนรองถ้าที่นั่งลึกเกินไปและพนักพิงไม่ควรเอนเกิน 100 องศาถ้าที่นั่งนุ่มและนั่งแล้วก้นจมลงในเบาะ ต้องมีเบาะเสริมก้นด้วย

การเข้านั่งรถยนต์ - ให้เปิดประตู หันหลังให้เบาะนั่ง ลงนั่งตรงๆ แล้วจึงค่อยๆหมุนตัวไปข้างหน้าพร้อมยกเท้าเข้ามาในรถทีละข้าง ส่วนการลงจากรถยนต์ให้ทำย้อนทาง

การดันหรือผลักรถ - ควรหันหลังใช้ก้นดัน ในกรณีที่ต้องการฉุดลาก ควรหันหลังให้วัตถุที่จะฉุดลาก

ขอขอบคุณ

Author

นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ

ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

186 บทความ

ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

Estrogen ฮอร์โมนสาว

17 กุมภาพันธ์ 2557 1.780

วัยรุ่นเป็นวันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจ เราจะสังเกตเห็นได้ชัดเจนในช่วงอายุระหว่าง 9-15 ปี ส่วนต่าง ๆของร่างกายจะมีการพัฒนาและเจริญเติบโตเต็มที่ มีความเป็นตัวของตัวเอง และมีอารมณ์ที่รุนแรงมากขึ้น สิ่งเหล่านี้มีผลมากจากการเปลี่ยนแปลงของระบบฮอร์โมนเพศในร่างกาย

กทม.ย้ำมาตรการ “กินร้อน-ใช้ช้อนกลาง-ล้างมือบ่อยๆ” ป้องกันไข้หวัด 2009

19 กุมภาพันธ์ 2557 1.309

กทม.เผยไข้หวัด 2009 ยังระบาด เตือนประชาชนอย่าละเลยการป้องกันตนเอง ย้ำมาตรการป้องกันกินร้อน ใช้ช้อนกลาง ล้างมือบ่อยๆ ยังใช้ได้ผล หากมีอาการป่วยควรรีบพบแพทย์ และอยู่บ้านรักษาตนเองให้หายจากอาการป่วย

ตั้งครรภ์ 2 เดือน

17 กุมภาพันธ์ 2557 1.819

ในเดือนที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั้น เป็นเดือนที่สำคัญ เพราะเป็นเวลาที่ตัวอ่อนหรือทารกน้อยๆ จะมีการพัฒนา เจริญเติบโตของระบบประสาทและหลอดเลือด ขณะเดียวกันอวัยวะที่สำคัญก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ทำให้ระยะเวลาดังกล่าวนี้ ทารกจะเสี่ยงต่อการเกิดความพิการ ถ้าได้รับสารพิษเข้าไป ในเดือนที่ 2 นี้ตัวทารกจะมีความยาวประมาณ 1 นิ้วฟุต ซึ่งแม้จะมีขนาดเล็ก

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ