โพสต์ 21 ส.ค. 56 ปรับปรุง 22 ธ.ค. 60 6,764 Views

ต่อมลูกหมากโต

ต่อมลูกหมากโต

โรคต่อมลูกหมากโตที่มีอาการรักษาให้หายได้ แต่ต้องไม่อายหมอ

          โรคต่อมลูกหมากโตพบได้ในเพศชายอายุตั้งแต่ 40 ปี และจะยิ่งพบมากขึ้นตามอายุ ประมาณว่าเมื่อถึงอายุ 80 ปี ร้อยละ 80 จะเป็นโรคต่อมลูกหมากโต โดยทั่วไปถึงแม้ว่าต่อมลูกหมากจะโตขึ้น จะพบว่าร้อยละ 40-50 ของผู้ป่วยเท่านั้นที่จะมีอาการของโรคนี้ เนื่องจากเนื้อต่อมซึ่งอยู่ด้านในสุดล้อมรอบท่อปัสสาวะ ซึ่งเป็นส่วนที่โตขึ้นนี้ จะบีบท่อปัสสาวะทำให้แคบลง และทำให้เกิดอาการปัสสาวะขัด รวมทั้งอาการอื่น ๆ ของโรคนี้ด้วย ปกติโรคต่อมลูกหมากโต จะไม่รบกวนกับปัญหาทางเพศ อย่างไรก็ตามอาการทางปัสสาวะที่รุนแรง อาจทำให้ดูคล้ายกับว่า สมรรถภาพทางเพศเสื่อมเสียไป อีกประการหนึ่งที่สำคัญ คือ โรคต่อมลูกหมากโตไม่ใช่มะเร็ง และไม่กลายเป็นมะเร็ง แต่ทั้งสองโรค อาจพบร่วมกันได้ในบางคน ทั้งนี้ เนื่องจากว่าตำแหน่งที่เกิดโรคทั้งสองนี้ ไม่เหมือนกันนั่นเอง

จะทราบได้อย่างไรว่ามีอาการของโรคต่อมลูกหมากโต

1.  ลุกขึ้นมาถ่ายปัสสาวะกลางดึกมากกว่า 2 ครั้ง

image

2.  ต้องไปถ่ายปัสสาวะบ่อย ๆ กลั้นไว้ได้ไม่เกิน 2 ชั่วโมง

image

3.  เมื่อเริ่มปวดปัสสาวะแล้วกลั้นไม่ได้ ต้องรีบเข้าห้องน้ำ

image

4.  เมื่อเริ่มจะถ่ายปัสสาวะ ต้องเบ่งหรือรอนานก่อนจะถ่ายปัสสาวะออกมาได้

image

5.  สายปัสสาวะไม่พุ่งไหลช้าเป็นลำเล็ก

image

6.  สายปัสสาวะขาดตอนเป็นช่วง ๆ ไหล ๆ หยุด ๆ

image

7.  รู้สึกเหมือนปัสสาวะไม่สุดดี ปัสสาวะเสร็จแล้วยังอยากไปอีก

image

การวินิจฉัยโรค

  1. การซักประวัติแพทย์จะซักถามอาการ ระยะเวลาที่เริ่มเป็นมา บางครั้งใช้แบบสอบถามให้คะแนนอาการขับถ่ายปัสสาวะผิดปกติ
  2. แพทย์ จะตรวจสอบต่อมลูกหมาก โดยสวมถุงมือใช้ยาหล่อลื่นคลำต่อมลูกหมาก เพื่อพิจารณาขนาด และลักษณะผิวนอก เพื่อแยกโรคมะเร็งต่อมลูกหมากออกจากโรคต่อมลูกหมากโต
  3. การตรวจสอบสายปัสสาวะว่าขัดมากน้อยแค่ไหน และดูปริมาณปัสสาวะที่เหลือค้าง
  4. ตรวจเอนไซม์ในเลือดชื่อ พี.เอส.เอ (PSA : Prostate Specific Antigen) ค่าปกติประมาณ 0-4 ng/ml
  5. ตรวจ สอบด้วยเครื่องอัลต้าซาวนด์ สามารถวัดขนาดของต่อมลูกหมาก และตัดชิ้นเนื้อด้วยเข็มเล็ก ๆ เพื่อหาสาเหตุเมื่อค่า พี.เอส.เอ. สูงมากเกินไป
  6. ตรวจสอบภายในด้วยกล้องส่องกระเพาะปัสสาวะ เมื่อมีความจำเป็น

หมายเหตุ  : การวินิจฉัยข้อ 1-3 เป็นวิธีการขั้นต้นที่มีความจำเป็นก่อนที่จะพิจารณาการตรวจอื่น ๆ ตามความเหมาะสม

ผลแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้น ถ้าไม่เข้ารับการรักษา ได้แก่

  • กระเพาะปัสสาวะคราก ขับปัสสาวะออกไม่ได้หมด
  • กระเพาะปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง
  • ปัสสาวะเป็นเลือด เนื่องจากต่อมลูกหมากบวม
  • ปัสสาวะไม่ออก
  • การทำงานของไตเสื่อมลง โรคนิ่ว ไตวาย

การรักษา

  1. ถ้า อาการไม่มากนัก แพทย์จะแนะนำวิธีการปฏิบัติตัว เรียกว่ารอดูอาการด้วยความระมัดระวัง (Watchful Waiting) โดยให้ท่านเอาใจใส่ในเรื่องสุขภาพปัสสาวะ หากเมื่อมีอาการผิดปกติมากขึ้น จึงเริ่มให้การรักษาทางยา
  2. การใช้ยา กลุ่มที่ใช้ในโรคต่อมลูกหมากโต มีอยู่ 2-3 ชนิด บางชนิดเป็นยาที่ลดอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อที่บีบรัดท่อปัสสาวะ บางชนิดเป็นยาที่ลดขนาดต่อมลูกหมาก บางชนิดเป็นสมุนไพรที่สกัดขึ้นเพื่อลดอาการ รวม ๆ ท่านควรได้รับคำอธิบายจากแพทย์ว่าจะให้ยาประเภทไหน ระยะเวลาการรักษาจะนานเพียงใด เพื่อประโยชน์ในการติดตามผล
  3. การรักษา ด้วยวิธีขูดต่อมลูกหมาก เรียก ทียูอาร์พี TURP (Transuretharal Prostatectomy) เป็นการตัดต่อมลูกหมากออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ โดยใช้เครื่องมือผ่านทางท่อปัสสาวะ วิธีการนี้ยังคงเป็นการรักษาที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง ซึ่งทั่วโลกยอมรับ สามารถได้โดยแพทย์ทางเดินปัสสาวะ หรือศัลยแพทย์ที่เชี่ยวชาญเท่านั้น ระหว่างที่ทำการผ่าตัดท่าจะได้รับการวางยาเฉพาะส่วนล่างจึงไม่มีความรู้สึก เจ็บ หลังการผ่าตัดมีสายสวนปัสสาวะคาอยู่ ประมาณ 3-4 วัน เพื่อให้กระเพาะปัสสาวะได้หยุดพัก รอให้แผลภายในหายดีขึ้น หลังจากเอาสายสวนปัสสาวะออก ท่านจะถ่ายปัสสาวะได้คล่องกว่าเดิมแน่นอน และจะยิ่งดีขึ้นเรื่อย ๆ ภายใน 2-4 อาทิตย์
  4. การรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ได้แก่ การใช้คลื่นความร้อน เช่น ไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ โดยให้ความร้อนประมาณ 45-70 องศาเซลเซียส ผ่านเข้าไปที่ต่อมลูกหมาก รอให้เนื้อต่อมลูกหมากฝ่อลงจากการเผาไหม้ การถ่างต่อมลูกหมาก โดยใช้ลูกโป่งบัลลูนรักษาได้ชั่วคราว

          เมื่อท่านมีปัญหาโรคต่อมลูกหมากโต ควรได้รับคำชี้แจงจากแพทย์ที่ดูแลท่าน เพื่อได้รับการตรวจวินิจฉัยที่ดี และถูกต้อง และได้รับการรักษาที่เหมาะสมในแต่ละกรณีต่อไป

ขอขอบคุณ

Author

นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ

ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

186 บทความ

ที่ปรึกษา

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

ฟีฟ่า ฟุตซอลเวิร์ลคัพ บราซิล 20008 (ครั้งที่ 6)

18 กุมภาพันธ์ 2557 1.288

ผมเดินทางมาประเทศบราซิล ตั้งแต่ 28 กย. 2551 เพื่อเป็นแพทย์ประจำทีมให้กับทีมฟุตซอลชาติไทย ที่ได้สิทธิ์เข้าแข่งขัน ฟุตซอลเวิร์ลคัพ หรือฟุตซอลโลกเป็นครั้งที่สามติดต่อกัน ภายใต้การนำทีมของผู้จัดการทีม คุณอดิศักดิ์ เบญจศิริวรรณ

โรคประสาทซึมเศร้า

15 กุมภาพันธ์ 2557 1.159

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้มักจะมีบุคลิกภาพเดิมไม่ดีนัก เช่น เป็นคนมองโลกในแง่ร้าย ขี้น้อยใจ ทักษะสังคมต่ำ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับปัญหาในการดำเนินชีวิตประจำวัน จะเกิดความรู้สึกอึดอัดไม่พอใจ เสียใจกับการกระทำของบุคคลอื่นตลอดเวลา จนเกิดมีอาการเครียด กังวล เบื่อหน่าย ท้อแท้ โกรธคนอื่นที่ไม่ทำอย่างที่ตนเองต้องการ อาจจะมีอาการเบื่ออาหาร นอนไม่หลับ หงุดหงิด และคิดอยากตายได้

โรคไข้สมองอักเสบจากเชื้อไวรัสเวสต์ไนล์เป็นอย่างไร

17 กุมภาพันธ์ 2557 1.275

ผู้ป่วยโรคไข้สมองอักเสบจากเชื้อไวรัสเวสต์ไนล์ หรือที่เรียกว่า West Nile Encephalitis มีอาการสำคัญคือ ไข้สูง ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดเมื่อยและอ่อนเพลีย รวมทั้งอาการทางระบบประสาทที่ชัดเจน ลักษณะอาการอื่นๆ ที่พบได้บ่อย

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ