โพสต์ 15 ก.พ. 57 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 935 Views

ตาเหล่

ตาเหล่

ในภาวะปกติตาของคนเราทั้ง 2 ข้างจะทำงานร่วมกันให้การมองเห็นดียิ่งขึ้น ทำให้ลานสายตากว้างขึ้น และทำให้เกิดเห็นภาพได้เป็นแบบสามมิติ คือ เห็นทั้งความกว้าง ความยาว และความลึก

การที่ตามทั้ง 2 ข้าง ทำงานร่วมกันได้เพราะอาศัยกล้ามเนื้อตาที่เกาะรอบลูกตา กล้ามเนื้อตามีประสาทสมองมาเลี้ยงเวลากลอกตาไปมา เพื่อจ้องดูสิ่งต่าง ๆ สมองจะเป็นตัวควบคุมให้ตาทั้ง 2 ข้างทำงานพร้อมกัน และประสานกัน ภาวะใดที่มีอัมพาตของประสาทสมองที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อตา จะทำให้เกิดอัมพาตของกล้ามเนื้อตาด้วย

สาเหตุของตาเหล่จากอัมพาตของกล้ามเนื้อตา มีดังนี้

อุบัติเหตุ จากการถูกกระทบกระเทือนบริเวณศรีษะอย่างรุนแรง อุบัติเหตุชนิดมีของแปลมคมแทงทะลุหนังตาเข้าไปในเบ้าตา อาจะทำอันตรายต่อกล้ามเนื้อตาโดยตรงได้
โรคของหลอดเลือดโป่งพอง หรือ เนื้องอกภายในกระโหลกศีรษะ และเบ้าตาอาจจะกดประสาทสมองที่เลี้ยงกล้ามเนื้อตา แล้วทำให้ตาเหล่ได้
อาจเกิดร่วมกับโรคทางอื่น ๆ เช่น เบาหวาน โรคของสื่อประสาทผิดปกติ
อาการของตาเหล่จากอัมพาตของกล้ามเนื้อตา

ถ้าเกิดในผู้ใหญ่หรือเด็กโต ซึ่งระบบประสาทตาทั้ง 2 ข้างเจริญเต็มที่แล้วมักจะมีอาการเห็นภาพซ้อน
ถ้าเกิดในเด็กเล็กซึ่งระบบประสาทตาทั้ง 2 ข้าง ยังเจริญไม่เต็มที่ผู้ปกครองอาจสังเกตุได้เพียงว่าเด็กมีตาเหล่เท่านั้น
การรักษา

อาศัยประวัติการเจ็บป่วย การตรวจร่างกายทั่วไป และการตรวจหน้าที่ของกล้ามเนื้อตา เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้กล้ามเนื้อตาเป็นอัมพาต ถ้าพบสาเหตุก็จะให้การรักษาสาเหตุเลยทันที แต่ถ้าไม่พบสาเหตุที่แน่นอนจักษุแพทย์มักจะให้ผู้ป่วยปิดตาเสีย 1 ข้าง เพื่อป้องกันมิให้เห็นภาพซ้อน ร่วมกับการรักษาทางยาไปประมาณ 6 เดือน การรักษาดังกล่าวผู้ป่วยบางรายจะมีอาการทุเลาขึ้น และไม่มีอาการตาเหล่อีก ถ้าครบ 6 เดือน ผู้ป่วยยังมีอาการตาเหล่ และเห็นภาพซ้อนอยู่แพทย์อาจทำการผ่าตัดทำให้ตาตรงได้

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัลตราซาวด์หญิงตั้งครรภ์

17 กุมภาพันธ์ 2557 5.203

อัลตราซาวด์เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ ซึ่งใช้หลักการของคลื่นเสียง และการสะท้อนกลับของคลื่นเสียง จากอวัยวะในร่างกาย กลับมายังเครื่อง แล้วแปรสัญญาณเสียงสะท้อน เป็นภาพของอวัยวะต่างๆ เหมือนของจริง สามารถดูอวัยวะภายใน อีกทั้งเห็นภาพการเคลื่อนไหวขณะนั้นจริง เช่น การเคลื่อนไหวของหัวใจ การเคลื่อนไหวของเด็กในครรภ์ เป็นต้น ช่วยให้แพทย์สามารถแก้ปัญหา และติดตามผลการดูแลรักษาผู้ป่วยได้อย่างแม่นยำ เครื่องมือนี้ ไม่มีผลข้างเคียงหรืออันตรายต่อมนุษย์แม้แต่เด็กในครรภ์

หลังคลอด 6 สัปดาห์แรก

17 กุมภาพันธ์ 2557 1.267

หลังคลอด 6 สัปดาห์ เป็นระยะที่ชาวบ้านเรียกว่า "อยู่ไฟ" ซึ่งสมัยก่อนใช้ชุดทำความร้อนประคบหน้าท้อง ในระยะหลังคลอด ร่างกายก็จะเริ่มปรับตัว มดลูกเริ่มหดตัวเล็กลง น้ำคาวปลาซึ่งก็คือน้ำเหลืองที่ไหล เริ่มออกจากแผลเป็นในโพรงมดลูก จะค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ และสีจะจางจากสีแดงสดเป็นสีจางและสีเหลืองไปเรื่อย ๆ และหมดไปในที่สุด น้ำหนักที่เกินก็จะเริ่มลดลง

อาการปวดจากการกดทับเส้นประสาทแบบสไปนอล สตีโนซิส

3 สิงหาคม 2556 2.947

อาการปวดตามเส้นประสาทแบบ Spinal Stenosis มีลักษณะการปวดที่เกิดการกดทับต่อเส้นประสาทในลักษณะที่คล้ายกับการปวดแบบ Sciatica pain แต่ต่างกันที่ระยะเวลาที่เกิดขึ้น ผู้ป่วยที่ป่วยแบบ Spinal Stenosis มักจะมีอาการปวดแบบค่อยเป็นค่อยไป

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ