โพสต์ 15 ก.พ. 57 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 92,598 Views

ตากุ้งยิง

ตากุ้งยิง (stye หรือ hordeolum) เป็นการอักเสบของต่อมไขมันบริเวณฐานของขนตา ใต้เปลือกตา โดยมีอาการบวม แดง ร้อน และอาจมีอาการปวด แต่ไม่เป็นอันตรายต่อสายตาสามารถรักษาได้ด้วยยาหยอดตา ขี้ผึ้งป้ายตา หรือรับประทานยาปฏิชีวนะ

ตากุ้งยิงสามารถพบได้ทุกอายุ ทุกเพศ เป็นการอักเสบของหนังตา สมัยก่อนถ้าใครตาบวมแดง และมีตุ่มเล็กๆขึ้นที่ตา มักจะถูกล้อว่าเป็น “ตากุ้งยิง” และคาดเดาสาเหตุต่างๆของการเกิดตากุ้งยิง บริเวณขอบเปลือกตาของคนเราจะมีต่อมขนาดเล็กๆ เป็นจำนวนมาก ถ้ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย จะทำให้อักเสบเป็นฝีที่เปลือกตาเรียกว่า “กุ้งยิง” ทำให้มีก้อนที่เปลือกตา มีอาการบวม เจ็บ ถ้าปล่อยทิ้งไว้ต่อไปก้อนนี้จะเป็นหนองและแตกเองได้

ทุกท่านคงจะเห็นลักษณะของตากุ้งยิงว่าเป็นอย่างไรมาไม่มากก็น้อย คนส่วนใหญ่มักจะบอกได้ว่าลักษณะของตุ่มที่ตาอย่างนี้เป็นตากุ้งยิงได้ไม่ยาก แต่ที่พบเป็นปัญหาเสมอมานั่นก็คือ การที่เป็นซ้ำแล้วซ้ำอีก พอตุ่มแรกหายไปเริ่มจะสบาย อีกตุ่มหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาให้เห็นอีกแล้ว

สาเหตุ

  • กุ้งยิงเกิดขึ้นเนื่องจากต่อมไขมันบริเวณโคนขนตาอุดตัน แล้วมีเชื้อโรคแทรกซ้อนเข้าไป สิ่งที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้ก็เป็นผลเนื่องมาจากความต้านทานของร่างกายลดน้อยลง รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา พักผ่อนน้อย ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ร่างกายอ่อนแอลง รวมไปถึงพวกใช้สายตามาก สายตาผิดปกติแล้วไม่แก้ไข
  • เกิดจากมือไม่สะอาดมาถูไถบริเวณตา ก็จะเกิดเป็นตากุ้งยิงได้ง่าย สาเหตุสำคัญที่สุดทีทำให้เปลือกตาไม่สะอาด เกิดจากการขยี้ตาบ่อยๆ
  • กุ้งยิงเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย บางรายเกิดเนื่องจากมีการอุดตันของต่อมเปลือกตานำมาก่อน แล้วเกิดการติดเชื้อมีอยู่ปกติในบริเวณนั้นตามมา เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดกุ้งยิงส่วนใหญ่ ได้แก่ เชื้อหนอง Staphylococcus aureus หากไม่รักษาหนองอาจจะหายเองได้หรืออาจจะแตกออก หรืออาจเกิดเป็นก้อนซึ่งอาจจะมีขนาดใหญ่จนรบกวนการมองเห็น
  • ใช้เครื่องสำอางแล้วล้างออกไม่หมด หรือล้างไม่สะอาด
  • สาเหตุอาจเกิดจากการใส่หรือถอดคอนแทคเลนส์ด้วยมือไม่สะอาด

อาการ

  1. ผู้ป่วยจะมาด้วยมีก้อนที่เปลือกตา อาจเห็นเป็นตุ่มหนองหรือตุ่มอักเสบ และมีอาการปวดหนังตา เวลาที่กรอกตาหรือหลับตาจะทำให้ปวดมากขึ้น
  2. บางคนมีอาการบวมที่เปลือกตา ในกรณีที่บวมมากตาจะปิด บางรายอาจพบหนองไหลออกจากเปลือกตา ซึ่งหากหนองแตกในตาจะทำให้มีขี้ตาเป็นสีเขียว
  3. น้ำตาไหล บางรายมีอาการคันที่ตา เหมือนมีสิ่งแปลกปลอม บางคนมีอาการแพ้แสงแดด

ผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคตากุ้งยิง

  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน และโรคเรื้อรังอื่นๆ
  • ผู้ที่มีหนังตาอักเสบเรื้อรัง
  • ผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูง

การตรวจร่างกาย

หากมีปัญหาก้อนที่ตาและมีอาการปวด ควรจะไปพบจักษุแพทย์เพื่อทำการตรวจอย่างละเอียด แพทย์จะตรวจเปลือกตาทั้งด้านในและด้านนอกของเปลือกตาเพื่อแยกว่าเป็นชนิดภายในหรือภายนอก อาจจะพบว่าตาแดงเนื่องจากมีการอักเสบของเยื่อบุตาร่วมด้วย

การวินิจฉัย

แพทย์สามารถให้การวินิจฉัยได้จากลักษณะอาการ และการตรวจตาอย่างละเอียด ไม่จำเป็นต้องทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติมแต่อย่างใด

การวินิจฉัยแยกโรค

  1. xanthelasma ลักษณะเป็นก้อนไขมันสีเหลืองนูนสูงที่เปลือกตา ส่วนใหญ่ไม่เจ็บ บ่งบอกว่าผู้นั้นอาจมีระดับไขมันในเลือดสูงผิดปกติ
  2. papillomas ลักษณะเป็นก้อนนูนสีชมพูหรือสีผิวหนัง โตช้า อาจมีผลต่อสายตาได้
  3. cysts ลักษณะเป็นถุงน้ำขนาดเล็ก

การรักษา

  1. สำหรับกุ้งยิงในระยะแรก ซึ่งมีลักษณะแบบเปลือกตาอักเสบ ยังไม่มีหนอง รักษาโดยการประคบด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นวันละ 6 ครั้ง ครั้งละประมาณ 10 นาที เป็นเวลา 3-4 วัน เพื่อช่วยลดอาการบวม เจ็บ และเป็นการทำให้รูเปิดของต่อมเปลือกตาไม่อุดตัน ในขณะทำการประคบให้หลับตาไว้
  2. ไม่ควรบีบหนองที่เปลือกตาเอง เพราะอาจทำให้อักเสบมากขึ้นได้
  3. ยาที่ใช้มักเป็นยาปฏิชีวนะชนิดหยอดตา ขี้ผึ้งป้ายตา และบางรายอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานร่วมด้วย
  4. กุ้งยิงที่เป็นประมาณ 2-3 วันขึ้นไป ถ้ายังไม่ดีขึ้น มักจะมีหนองอยู่ภายในก้อน จำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อเจาะและขูดเอาหนองออกและใช้ยาปฏิชีวนะต่อไปอีก 3-5 วัน หรือจนกว่าจะหายอักเสบ ในบางรายอาจเป็นซ้ำได้ถ้าหนองออกไม่หมด หรือการอักเสบยังไม่หายดี หลังจากเจาะกุ้งยิง แพทย์มักปิดตาข้างนั้นไว้ เพื่อไม่ให้เลือดออก และช่วยลดอาการบวมประมาณ 4-6 ชั่วโมง
  5. ไม่ควรขับรถในช่วงที่เป็นกุ้งยิง อาจเกิดอุบัติเหตุได้
  6. ถ้ามีอาการปวดเจ็บบริเวณที่เป็น ให้รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ

การผ่าระบายหนอง

  • ใช้มีดเบอร์เล็กๆหรือเข็มเจาะบริเวณหัวหนอง โดยมากให้เจาะจากด้านในของเปลือกตา เนื่องจากว่าการเจาะจากด้านนอกจะทำให้เกิดแผล นอกเสียจากว่าหัวหนองนั้นอยู่ใกล้เปลือกตาด้านนอก หากมีหัวหนองหลายแห่งก็ต้องเจาะหลายที่
  • หากเจาะจากด้านในของเปลือกตาให้เจาะตั้งฉากกับเปลือกตา หากเจาะจากด้านนอกให้เจาะขนานกับเปลือกตาเพื่อป้องกันการดึงรั้งของแผล
  • ห้ามกรีดขอบหนังตาเพราะจะไปทำลายต่อมขนตา และไม่ควรเจาะทั้งด้านในและด้านนอกพร้อมกัน อาจจะทำให้เกิดเป็นรู

การใช้ยาหยอดตา

  1. Bacitracin ophthalmic ointment ในรายที่เป็นมากให้ป้ายแผลวันละ 4-6 ครั้งเป็นเวลา 7 วัน ในรายที่เป็นน้อยป้ายวันละ 2-3 ครั้ง
  2. Tobramycin ophthalmic solution หยอดตา 1-2 หยดทุก 4 ชั่วโมง
  3. Tobramycin ophthalmic ointment ป้ายแผลทุก 4 ชั่วโมง

ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน

  1. Erythromycin ขนาด 250 มิลลิกรัม รับประทานก่อนอาหารทุก 6 ชั่วโมง
  2. Cloxacillin ขนาด 250-500 มิลลิกรัม รับประทานทุก 6 ชั่วโมง
  3. Dicloxacillin ให้ขนาด 125-250 มิลลิกรัม รับประทานทุก 6 ชั่วโมง
  4. Tetracycline ขนาด 250-500 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 4 ครั้ง

การดูแลตัวเอง

  • ประคบด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นครั้งละ 15 นาทีวันละ 6-8 ครั้ง
  • ห้ามบีบหรือเค้นเพื่อเอาหนองออก หากหนองแตกเองก็ให้ล้างบริเวณหนองด้วยน้ำต้มสุก
  • ล้างมือบ่อยๆ
  • งดทาเครื่องสำอาง
  • หลีกเลี่ยงการใส่เลนส์สัมผัส

ภาวะแทรกซ้อน

  1. หากไม่รักษา ในบางรายอาจจะทำให้เกิดเป็นก้อนแข็ง เกิดแผลที่แก้วตา หรือความผิดปกติของหนังตา
  2. ขนตางอกผิดปกติ หรืออาจจะเกิดรู
  3. อาจจะทำให้ตาอักเสบ
  4. กุ้งยิงที่กลับเป็นซ้ำบ่อยๆ
  5. การติดเชื้อกระจายไปที่ต่อมขนตา หรือเนื้อเยื่อรอบๆเปลือกตา

การป้องกัน

  • ดูแลรักษาความสะอาดบริเวณเปลือกตาและใบหน้า หมั่นล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสผิวหนังรอบเปลือกตา
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณเปลือกตาหรือขยี้ตาบ่อยๆ
  • กุ้งยิงเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งอาจป้องกันมิให้เกิดขึ้นได้ ถ้าระมัดระวังในเรื่องของสุขอนามัย กุ้งยิงไม่ใช่โรคร้ายแรง โดยทั่วไปมักรักษาให้หายได้ภายใน 5-7 วัน การรักษาตั้งแต่เริ่มเป็นเพียงเล็กน้อย จะช่วยให้การอักเสบหายเร็วขึ้น
  • ในกรณีที่กุ้งยิงเป็นนานผิดปกติหรือเป็นซ้ำบ่อยๆ ควรเช็ดไขมันส่วนเกินออกจากบริเวณขอบของเปลือกตา และควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป
  • ผู้ที่เป็นกุ้งยิงบ่อยๆ ต้องส่งเสริมให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และรับประทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะ โอกาสที่กุ้งยิงจะเป็นซ้ำแล้วซ้ำอีกจะลดน้อยลงไป

ควรรีบปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้

  • สายตาผิดปกติ
  • อาการแย่ลงหรือไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์
  • ก้อนมีขนาดใหญ่มากและเจ็บ
  • พบตุ่มน้ำเกิดขึ้นที่เปลือกตา
  • เปลือกตามีแผลตกสะเก็ด
  • เปลือกตาแดง หรือตาแดงทั่วไปหมด
  • มีอาการแพ้แสงแดด
  • กุ้งยิงกลับเป็นซ้ำหลังจากรักษาจนหายดีแล้ว
  • ก้อนที่เปลือกตาพบเลือดออก

ขอขอบคุณ

Author

นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ

ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

174 บทความ

ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

อาหารสำหรับการควบคุมน้ำหนัก

5 มิถุนายน 2556 2.327

เพื่อให้ท่านที่ต้องการลดน้ำหนัก มีความเข้าใจที่ถูกต้องในการรับประทานอาหาร ขอให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาหารที่มีผลต่อการควบคุมน้ำหนัก ดังนี้

การรักษามะเร็งเต้านม

25 กันยายน 2556 8.048

การ รักษามะเร็งเต้านมจะขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งเต้านม และมะเร็งลุกลามไปมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้อายุของผู้ป่วยภาวะหมดประจำเดือนและสุขภาพร่างกายของผู้ป่วยดีมาก น้อยขนาดไหน ก็จะเป็นสิ่งที่แพทย์ผู้รักษาจะต้องประเมินดูว่าแนวทางการรักษาในผู้ป่วยราย นั้น ๆ

การแพทย์ทางเลือก

7 มิถุนายน 2556 5.786

การแพทย์ทางเลือก เมื่อปี 2005 หน่วยงานของประเทศสหรัฐอเมริกา National Center of Complementary and Alternative Medicine (NCCAM) ได้จำแนกการแพทย์ทางเลือกออกเป็น 5 กลุ่มดังนี้

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ