โพสต์ 7 มิ.ย. 56 ปรับปรุง 30 ธ.ค. 62 2,711 Views

ดื่มแค่ไหนถือว่ามากไป

ดื่มแค่ไหนถือว่ามากไป

หลายๆ ท่านคงมีข้อสงสัยมานานแล้วว่า การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์มากแค่ไหนถือว่าดื่มมากเกินไป จนร่างกายอาจมีปัญหาตามมาได้
 
ถ้าท่านเป็นผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ การดื่มแม้แต่เล็กน้อยก็คือว่ามากไป เพราะแอลกอฮอลล์จะมีผลต่อทารกในครรภ์ได้
ถ้าท่านเป็นผู้ที่ต้องขับรถยนต์ด้วยตนเอง การดื่มแม้แค่เพียง 1 แก้ว ก็อาจทำให้การขับรถยนต์เกิดปัญหาได้ ไม่ว่าจะเป็นความว่องไวของสายตา การประสานงานที่ดีของประสาทรับความรู้สึกในร่างกาย
 
ถ้าท่านเป็นผู้ที่กำลังรับประทานยาอยู่ในขณะนี้ การดื่มแม้แต่น้อยก็ถือว่ามากไปสำหรับกรณีนี้ เพราะแอลกอฮอลล์อาจทำให้การออกฤทธิ์ของยาเปลี่ยนแปลงไปจากปกติได้ ทำให้ยาที่รับประทานเข้าไปไม่ได้ออกฤทธิ์ตามที่แพทย์ตั้งเป้าหมายเอาไว้
 
สำหรับอัตราการดูดซึมแอลกอฮอล์เข้าสู่กระแสเลือดในคนแต่ละคนอาจแตกต่างกันไป ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
 
1. รูปร่างของผู้ที่ดื่ม ผู้ที่รูปร่างสูงใหญ่ย่อมมีปริมาณของเลือดมากกว่าคนตัวเล็ก ปริมาณของแอลกอฮอล์ในเลือดอาจขึ้นช้าๆ เช่นเดียวกับการขับถ่ายอาจต้องใช้เวลามากกว่าคนตัวเล็ก
2. การรับประทานอาหารระหว่างการดื่ม ผู้ที่มีอาหารอยู่ในกระเพาะหรือลำไส้ จะมีผลทำให้การดูดซึมของแอลกอฮอล์เข้าสู่กระแสเลือดช้าลงกว่าผู้ที่ท้องว่าง
3. ความเร็วของการดื่ม รวมทั้งชนิดของเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์นั้นๆ ด้วย ถ้าท่านดื่มด้วยความรวดเร็ว หรือดื่มเหล้าเพียวๆ เข้าไป ปริมาณแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดก็จะขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่กระเพาะอาหารว่าง
4. ปริมาณของแอลกอฮอล์อาจต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในรายที่ดื่มเป็นประจำ เพราะร่างกายคุ้นเคย บางท่านอาจมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูงมาก ถ้าเป็นในคนทั่วๆไป อาจจะเมาเหล้าอย่างหนักไปแล้ว แต่ผู้ที่ดื่มเป็นประจำอาจจะยังพูดรู้เรื่องดี แต่ผลเสียก็คือระดับของแอลกอฮอล์ที่มาก จะมีผลร้ายต่อตับ สมอง และอวัยวะอื่นๆ มากกว่าปกติ
5. ในสุภาพสตรี มีความแตกต่างของระบบน้ำย่อยในกระเพาะอาหารของผู้หญิงและผู้ชาย และเนื่องจากผู้หญิงมีเซลล์ไขมันมากกว่าผู้ชาย และเซลล์ไขมันไม่สามารถดูดซึมแอลกอฮอล์ได้ ทำให้การดื่มเหล้าขนาดเท่ากัน ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้หญิงจะสูงกว่า

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

เตือนคนวัยทำงานใส่ใจ รับมือโรคออฟฟิศซินโดรม

17 สิงหาคม 2556 4.946

แพทย์แนะพนักงานออฟฟิชที่ต้องนั่งทำงานในออฟฟิชทั้งวันโดยไม่ได้ ออกกำลังกาย ทหรือคิดว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงให้รีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือหันมาใส่ใจและป้องกันไม่ให้เกิดโรคแต่เนิ่นๆ...

สาเหตุของโรคเก๊าท์

17 สิงหาคม 2556 14.268

สาเหตุของโรคเก๊าท์ โรคเก๊าท์ (gout) เกิด จากการที่ระดับของกรดยูริคสูงในเลือด ซึ่งเป็นผลมาจากการสะสมกรดยูริคในร่างกายจำนวนมาก โดยเฉลี่ยแล้วกรดยูริคจะตกผลึกเมื่อระดับของกรดยูริคในเลือดมากเกิน 6.8 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

ฟีฟ่าใช้กีฬาฟุตบอลต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ (The 11 for Health programme)

17 กุมภาพันธ์ 2557 5.618

ฟีฟ่าอาศัยความนิยมการเล่นฟุตบอล หรือดูเกมส์ฟุตบอลของชาวโลกมาเป็นกลยุทธ์ในการช่วยสังคมโลกให้ได้อานิสงส์ใน การรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บทั้งโรคติดต่อ และไม่ติดต่อที่เป็นปัญหาใหญ่ของชาวโลกในทุกประเทศที่เผชิญกับชะตากรรม

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ