โพสต์ 6 มิ.ย. 56 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 3,257 Views

จะกินยาตอนไหนดีนะ...

จะกินยาตอนไหนดีนะ...

 
เวลาอ่านซองยา หลายท่านอาจสงสัยว่า ยาที่ระบุว่า “กินก่อนอาหาร” ควรกินก่อนอาหารกี่นาที หรือสามารถกินหลังอาหารแทนได้หรือไม่ หากลืมกิน และหากบนซองยาระบุว่า “กินหลังอาหาร” จะต้องกินหลังอาหารทันทีหรือไม่ หากกินเมื่อท้องว่าง ยาจะกัดกระเพาะอาหารหรือไม่
เหตุผลที่ต้องระบุบนซองยาว่า “กินก่อนอาหาร” เนื่องจาก
  • อาหารจะลดการดูดซึมของยา ทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ จึงแนะนำให้กินตอนท้องว่าง ก่อนอาหารประมาณ 1 ชั่วโมง ได้แก่ ยาฆ่าเชื้อบางชนิด เช่น คล็อกซาซิลลิน (Cloxacillin) อะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) ร็อกซิโทรมัยซิน (Roxithromycin) เป็นต้น
  • เพื่อป้องกันอาการคลื่นไส้ อาเจียนหลังจากกินอาหาร จึงแนะนำให้กินยาก่อนอาหารประมาณ 30 นาที ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยาเริ่มออกฤทธิ์ เช่น ยาเมโตโคลปราไมด์ (Metoclopramide) ดอมเพอริโดน (Domperidone)
ส่วนเหตุผลที่ต้องระบุว่า “กินหลังอาหารทันที” หรือ “พร้อมอาหาร”
  • เพื่อลดผลข้างเคียงของยาที่ระคายเคืองต่อทางเดินอาหารทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ถ้ากินตอนท้องว่าง หากกินยาวันละ 1 มื้อ เภสัชกรจะแนะนำให้กินยาพร้อมอาหารมื้อที่หนักสุดของวันและดื่มน้ำตามมากๆ ได้แก่ ยาลดการปวด อักเสบของกล้ามเนื้อและกระดูก เช่น แอสไพริน (Aspirin) ไอบูโบรเพน (Ibuprofen) อินโดเมธาซิน (Indomethacin) แม้ว่ายากลุ่มนี้จะถูกพัฒนาให้มีผลข้างเคียงต่อทางเดินอาหารน้อยลง เช่น โรฟีคอกซิบ (Rofecoxib) มีลอกซิแคม (Meloxicam) แต่ก็ยังต้องกินหลังอาหารทันที และดื่มน้ำตามมากๆ เช่นกัน เพราะการกินยากลุ่มนี้หลังอาหารทันที จะช่วยลดอาการคลื่นไส้ลง และป้องกันการเกิดแผลในทางเดินอาหารด้วย
  • เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ในช่วงเวลานั้น ๆ เช่น ยาลดกรดประเภทอลูมินัม แมกนีเซียม มักแนะนำให้กินหลังอาหาร 1 ชั่วโมง และก่อนนอน เนื่องจากพบว่าระดับของกรดในกระเพาะอาหาร มีประมาณสูงสุดภายใน 1 ชั่วโมงหลังอาหารและเวลากลางคืน หรือยาที่ให้ร่วมกับยาเบาหวานบางขนาน ได้แก่ อคาร์โบส (Acarbose) โวกลิโบส (Voglibose) แนะนำให้กินพร้อมกับอาหารคำแรก เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ยับยั้งการดูดซึมน้ำตาล ในระยะเวลาเดียวกับที่เริ่มมีการดูดซึมน้ำตาลในทางเดินอาหารเข้าสู่กระแสเลือด เช่นเดียวกับยาที่ดักจับไขมัน ออริสแตท (Orlistat) แนะนำให้กินพร้อมอาหารคำแรกในมื้อที่มีอาหารไขมันสูง
  • ป้องกันการรบกวนการดูดซึมของยาอื่นที่กินร่วมด้วย ในผู้ป่วยท้องเสียบางรายที่ได้รับยาคลอเรสไทรามีน (Cholestyramine) หรือแอ็คติเวทเต็ด ชาร์โคล (Activated Charcoal) โดยแนะนำให้กินห่างจากยาอื่นอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เนื่องจากยาทั้ง 2 ตัวอาจไปดูดซับยาอื่นที่ให้ร่วมด้วย ทำให้การออกฤทธิ์ของยานั้นลดลง
เหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการแนะนำเพื่อให้การรักษาของแพทย์มีประสิทธิภาพมากที่สุด แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความร่วมมือของผู้ป่วย ดังนั้นหากท่านเป็นคนหนึ่งที่ต้องใช้ยา และมีปัญหาเรื่องยา อย่ารีรอที่จะขอคำปรึกษาจากแพทย์และเภสัชกรนะคะ

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

โปรตีน : ความสำคัญต่อร่างกาย

6 มิถุนายน 2556 2.365

ร่างกายคนเราจำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่สำคัญครบทั้ง 6 ประเภท ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ และน้ำ จึงทำให้อวัยวะต่างๆ ทำหน้าที่ได้ตามปกติ

การอบอุ่นร่างกาย

17 กุมภาพันธ์ 2557 10.816

การอบอุ่นร่างกาย หรือคำว่า "วอร์ม อัพ " ในภาษาอังกฤษ เป็นคำที่ทุกท่านอาจจะคุ้นเคย ถ้าหากท่านเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายเป็นประจำ สำหรับท่านที่ดูกีฬาทางทีวี ท่านอาจจะได้ยินผู้บรรยาย พูดว่า "ผู้เล่นกำลังวอร์มอยู่ก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้น"

การใส่สายยาง (สำหรับให้อาหาร) เข้าทางรูจมูก

5 สิงหาคม 2556 30.492

ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานอาหารได้เองตามปกติ เช่นเจ็บคอมากเวลากลืนอาหาร คออักเสบรุนแรง มีแผลร้อนในหลายๆ แผลเจ็บจนรับประทานอาหารไม่ได้ แพทย์มักจะให้น้ำเกลือทดแทนโดยการฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำแต่ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานอาหารเองได้

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ