โพสต์ 17 ก.พ. 57 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 1,254 Views

คำแนะนำสำหรับผู้โดยสารเครื่องบิน (ตอนที่ 2)

คำแนะนำสำหรับผู้โดยสารเครื่องบิน (ตอนที่ 2)

1. โรคติดเชื้อ ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อร้ายแรง อาจกระจายไปสู่ผู้โดยสารอื่นได้หรือมีอาการเป็นที่น่ารังเกียจของผู้อื่น ไม่ควรเดินทางโดยทางเครื่องบิน เนื่องจากทำให้โรคแพร่กระจายไปสู่สถานีปลายทาง และยากต่อการควบคุม

2. เด็กและทารก ควรรอให้เด็กทารกมีอายุเกิน 1 อาทิตย์ ก่อนที่จะโดยสารทางเครื่องบิน เพื่อให้เด็กมีร่างกายแข็งแรง และปราศจากภาวะอันตรายหลังคลอดเด็กมักจะร้องในช่วงเวลาบินลง เนื่องจากหูชั้นกลางปรับสมดุลของอากาศได้ไม่ดีควรแนะนำให้เด็กดูดขวดนม เพื่อให้สามารถปรับสมดุลของอากาศได้

3. ภาวะตั้งครรภ์ การโดยสารทางเครื่องบินไม่มีอันตรายต่อการตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ แต่การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาที่กล่าวมาแล้ว
อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการคลอดก่อนกำหนดขึ้นไป ซึ่งนำมาต่อการเสี่ยงในความปลอดภัยของมารดาและทารกหลังคลอด หากการคลอดที่เกิดบนเครื่องบนที่ไม่มีความพร้อมของเจ้าหน้าที่ และเครื่องมือดังนั้นในสตรีที่มีอายุครรภ์เกินกว่า 36 อาทิตย์ หรืออยู่ในช่วง 4 อาทิตย์ก่อนครบกำหนดคลอด จึงไม่ควรเดินทางโดยเครื่องบิน ยกเว้นจะเป็นการเดินทางในประเทศระยะสั้น 1-2 ชั่วโมง และไม่มีอาการผิดปกติ หรือมีภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์มาก่อนเท่านั้น

4. โรคทางระบบสมอง ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดในสมองผิดปกติ ซึ่งมีปัญหาเกี่ยวกับเซลล์สมองได้รับก๊าซออกซิเจนน้อยอยู่แล้ว เมื่อมาประสบภาวะพร่องก๊าซออกซิเจนจากการโดยสารเครื่องบินเพิ่มขึ้นจะทำให้เกิดอันตรายได้ดังนั้นผู้ป่วยควรจะรอให้อาการทางสมองหายเป็นปกติ หรือมีอาการคงที่อย่างน้อย 2 อาทิตย์ก่อนการเดินทาง

image5. ผู้ป่วยโรคลมชักหรือผู้ป่วยหลังการผ่าตัดสมอง มีโอกาสจะชักได้ง่ายจากภาวะพร่องก๊าซออกซิเจนมีอาการเหนื่อยล้าอ่อนเพลีย วิตกกังวล ภาวะการเปลี่ยนแปลงของเวลา และหากมีการใช้ยากันชักไม่ต่อเนื่องในกรณีนี้ควรแนะนำให้เพิ่มขนาดของยากันชักให้สูงกว่าปกติเพื่อป้องกันอาการชัดที่อาจจะเกิดขึ้น

6. โรคระบบทางเดินอาหาร ต้องควรระวังเกี่ยวกับภาวะขยายตัวของก๊าซที่ขังอยู่ในทางเดินอาหาร ดังนั้นในผู้ป่วยที่มีการผ่าตัดในช่องท้องควรรอเวลาให้ก๊าซในช่องท้องถูกดูดซึมหมดก่อนซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์ สำหรับผู้ป่วยที่มีการนำลำไส้ใหญ่มาเปิดที่หน้าท้อง (colostomy) ควรเตรียมนำถุงcolostomy bag สำหรับเปลี่ยนในระหว่างการเดินทางไปให้มากกว่าปกติในผู้ป่วยที่มีการเสียเลือด จากแผลในกระเพาะอาหาร ควรรอให้เลือดหยุดก่อนเป็นเวลา 3 อาทตย์และมีระดับความเข้มข้นของฮีโมโกลบินมากกว่า 10 กรัม/เดซิลิตร ก่อนการเดินทาง

7. ภาวะโลหิตจาง จะเสี่ยงอันตรายจากภาวะพร่องก๊าซออกซิเจนจากการเดินทางทางเครื่องบินทำให้มีอาการมากขึ้น ดังนั้นในกรณีที่มีความเข้มข้มของเฮโมโกลบินต่ำกว่า 10 กรัม/เดซิลิตรต้องระมัดระวังเป็นพิเศษและถ้าค่าเฮโมโกลบินน้อยกว่า 7.5 กรัม/เดซิลิตร ก็ไม่ควรโดยสารทางอากาศ

image8. โรคเบาหวาน เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงเวลาเนื่องจากการเดินทาง (Jet Lag) ทำให้เกิดความสับสนในการรับประทานอาหารและยารักษาเบาหวาน แต่อย่างแรกที่ควรทำคือติดต่อสายการบินเพื่อขอให้จัดเตรียมอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน และควรนำยารักษาเบาหวานติดตัวขึ้นเครื่องบินไปด้วยทั้งชนิดยาฉีดพร้อมอุปกรณ์และชนิดยากิน ข้อแนะนำเบื้องต้นคือให้รักษาเวลาในการรับประทานอาหารและยาโดยใช้เวลาของสถานีต้นทางแล้วค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับเวลาใหม่

9. ภาวะทางจิตเวช ผู้ป่วยทางจิตเวชต้องได้รับคำรับรองจากแพทย์ผู้รักษาว่าอาการสงบและมีความปลอดภัยในการเดินทาง จำเป็นต้องมีผู้ติดตามหรือไม่ บางครั้งเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยเองและของผู้โดยสารอื่น ๆ อาจจำเป็นต้องให้ยาระงับประสาทหรือยานอนหลับแก่ผู้ป่วยก่อนการเดินทาง

10. กรณีอื่น ๆ เช่นผู้ป่วยที่ได้รับการฉีดหรือบรรจุลมเข้าไปในร่างกายเพื่อตรวจวินิจฉัย เช่น การฉีดลมเข้าในไขสันหลัง ช่องท้องหรือท่อรังไข่ ควรรอให้ลมเหล่านี้ถูกดูดซึมหมดก่อนการเดินทาง ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 อาทิตย์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

ภัยเงียบจากไวรัสตับอักเสบชนิดซี (RNA virus)

2 สิงหาคม 2556 2.033

ไวรัสตับอักเสบซี เป็น อาร์เอ็นไวรัส (RNA Virus) ถูก ค้นพบมากว่า 13 ปีแล้ว (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989) และเป็นสาเหตุที่พบเป็นอันดับแรกๆ ของภาวะตับอักเสบที่เกี่ยวข้องกับการได้รับเลือด เป็นไวรัสที่มีคุณสมบัติในการกลายพันธุ์ได้สูง

เชื้อไวรัสคืออะไร

1 สิงหาคม 2556 3.704

เชื้อไวรัสคืออะไร สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคติดเชื้อในคนเราที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ เชื้อไวรัส ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กมาก ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้จากการดูผ่านกล้องจุลทรรศน์ธรรมดาแม้ว่าจะมีกำลังขยายถึง 100 เท่าก็ตาม

ก่อนจะเริ่มเป็นหนุ่ม

16 กุมภาพันธ์ 2557 4.802

การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โนมเพศในร่างกาย ในช่วงต่อระหว่างเด็กมาเป็นวัยรุ่น จะมีผลทำให้เกิดความชัดเจนของการแสดงออกทางร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง เสียงหรือลักษณะท่าทาง ในเด็กผู้ชายจะเริ่มเมื่ออายุ 12-13 ปีเป็นต้นไป

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ