โพสต์ 16 ก.พ. 57 ปรับปรุง 19 พ.ค. 61 42,984 Views

คำแนะนำสำหรับการดูแลรักษาบาดแผล

ชนิดของบาดแผล

  1. บาดแผลถลอก เกิดจากการครูดหรือไถลบนพื้นขรุขระ มีการสูญเสียเฉพาะผิวหนังชั้นนอกเท่านั้น
  2. บาดแผลฉีกขาดมีขอบแผลไม่เรียบ รุ่งริ่ง และฟกช้ำ
  3. บาดแผลจากวัตถุมีคม เช่น มีดบาด กระจกบาด ขอบแผลเรียบ
  4. บาดแผลพุพอง เช่น บาดแผลจากไฟไหม้น้ำร้อนลวก
  5. บาดแผลฉีกขาด และบาดแผลจากวัตถุมีคม อาจมีอวัยวะอื่นที่อยู่ลึกลงไปถูกตัดขาดได้ด้วย นอกจากร่องรอยที่ชั้นผิวหนัง

ทำอย่างไรเมื่อเกิดบาดแผล?

  1. ควรล้างด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือปราศจากเชื้อเท่านั้น
  2. ในกรณีที่มีเลือดออกมากใช้ผ้าก๊อซสะอาดกดห้ามเลือด ไม่ควรใช้นิ้วมือกดโดยตรงเพราะอาจทำให้แผลติดเชื้อมากขึ้นจากนิ้วมือที่ปนเปื้อนของเรา และถ้ากดแผลให้ผู้อื่นก็ควรสวมถุงมือยางป้องกันการสัมผัสเลือดเสมอเพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเลือดเช่น โรคเอดส์ โรคไวรัสตับอักเสบบี เป็นต้น
  3. บาดแผลฉีกขาด หรือโดนวัตถุมีคมบาด ที่เป็นแผลลึกควรได้รับการเย็บแผล เพื่อให้แผลหายเร็วขึ้น ควรรีบมาโรงพยาบาลเพื่อเย็บแผลภายใน 4 ชั่วโมง หากปล่อยแผลทิ้งไว้จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น การเย็บแผลเป็นการช่วยห้ามเลือด และเพื่อความสวยงาม แพทย์อาจพิจารณาไม่เย็บแผล ในกรณีที่เป็นบาดแผลจากสุนัข หรือแมวกัด หรือบาดแผลที่สกปรกมาก เพราะอาจเกิดการติดเชื้อตามมาได้ รับประทานยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวด หรือรับการฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก ขึ้นกับชนิดของแผลตามคำแนะนำของแพทย์
    • บาดแผลพุพองจากความร้อน ให้แช่น้ำสะอาด หรือประคบด้วยความเย็น ห้ามใช้น้ำปลา ยาสีฟัน หรือครีมต่าง ๆ ทาแผล ให้รีบมาพบแพทย์
  4. สิ่งแปลกปลอมในแผลที่อยู่ลึกและอาจแทงโดนอวัยวะสำคัญไม่ควรดึงออกเอง เช่น ไม้เสียบลูกชิ้นทิ่ม เบ็ดตกปลาเกี่ยวนิ้ว หรือโดนแทงด้วยมีดแล้วมีดยังคาอยู่ ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อให้แพทย์นำสิ่งแปลกปลอมออกให้

การดูแลรักษาบาดแผล

  1. ควรทำความสะอาดรอบบาดแผลด้วยการล้างน้ำเกลือปราศจากเชื้อก่อน หากไม่ทราบวิธี อุปกรณ์ไม่สะอาด หรือน้ำยาไม่ถูกชนิด อาจทำให้แผลอักเสบมากขึ้น ติดเชื้อและแผลหายช้า ให้รีบมาล้างแผลที่โรงพยาบาล
  2. พยายามให้แผลแห้ง และสะอาดอยู่เสมอ ระวังอย่าให้เปียกน้ำหรือสัมผัสสิ่งสกปรก หากบาดแผลเปียกน้ำ มีเลือด หรือน้ำเหลืองซึมออกมาจนผ้าก๊อซที่ปิดแผลชุ่มควรกลับมาทำความสะอาดแผลแล้วปิดผ้าก๊อซผืนใหม่
  3. บาดแผลพุพองที่เป็นตุ่มน้ำใส ไม่ควรเจาะตุ่มน้ำให้แตก หรือลอกผิดที่คลุมตุ่มน้ำนั้นทิ้ง
  4. หากมีไข้ ปวดบาดแผล มีอาการบวมแดงรอบแผล ควรกลับมาพบแพทย์เพื่อตรวจซ้ำ
  5. ผู้ที่ได้รับการเย็บแผล ควรกลับมาตรวจซ้ำตามนัด ซึ่งปัจจุบันนี้การล้างแผลทุกวัน อาจไม่จำเป็น ขึ้นกับชนิดของบาดแผล และวิธีการทำแผล มาถอดไหมที่เย็บแผล ตามแพทย์นัด ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 7 วัน อาจน้อยกว่านี้สำหรับแผลเย็บบริเวณใบหน้า หรือนานกว่านี้สำหรับแผลเย็บบริเวณแขน ขา บาดแผลที่มีผลต่อความงาม เช่น บริเวณใบหน้าท่านสามารถรักษากับแพทย์เฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งได้

ขอขอบคุณ

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

โรคงูสวัด

16 กุมภาพันธ์ 2557 1.900

โรคงูสวัด เรียกว่า shingles หรือ herpes zoster เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อเรียกว่า varicella-zoster virus หรือเรียกย่อๆ ว่า VZV คำว่า varicella เป็นคำลาติน มีความหมายว่า "little pox" ทั้งนี้เพื่อแยกโรคนี้จากโรคฝีดาษหรือ smallpox ส่วนคำว่า zoster

แผนการรักษาก้อนเดี่ยวของต่อมไทรอยด์

5 สิงหาคม 2556 2.150

หลังจากที่ได้รับการตรวจเพิ่มเติม ด้วยการใช้เข็มเจาะเข้าไปที่ก้อน และดูดเซลไปตรวจแล้ว แพทย์ก็จะนัดผู้ป่วยมาฟังผลการตรวจ ซึ่งผลที่ได้ อาจเป็นดังต่อไปนี้ · พบเซลเนื้อร้าย · พบเซลที่สงสัยว่าอาจเป็นเนื้องอก · เจาะได้น้ำ และไม่พบเซลผิดปกติ

ZIKA FEVER สถานการณ์ไข้ซิกาในประเทศไทย รู้เพื่อป้องกัน

16 กุมภาพันธ์ 2559 7.585

ไวรัสซิกา เป็นไวรัสจำพวกเดียวกับไวรัสไข้เลือดออก ไข้เหลือง และไวรัสไข้สมองอักเสบเจอี ติดต่อโดยการถูกยุงลายกัด เป็นอีกหนึ่งโรคที่สำคัญต่อหญิงตั้งครรภ์อาจมีผลกระทบกับเด็กในครรภ์ ทำให้ทารกมีศีรษะเล็ก และสมองฝ่อได้

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ