โพสต์ 15 ก.พ. 57 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 1,964 Views

คอนแทคเลนส์

คอนแทคเลนส์

 เลนส์สัมผัส หรือที่เราเรียกกันทับศัพท์ง่ายๆ ว่า คอนแทคเลนส์นั้น เป็นวิวัฒนาการทางจักษุวิทยาที่นำมาใช้แทนแว่นตา ช่วยแก้ปัญหา และขจัดความรำคาญของการใช้แว่นตา เสริมสร้างบุคลิกให้ผู้ที่มีสายตาผิดปกติให้มีความสวยงามเหมือนธรรมชาติ ไม่มีร่องรอยของแว่นตา และทำให้การมองเห็นภาพได้ชัดเจน เสมือนตาปกติโดยไม่ต้องใช้แว่นตา บางครั้งทำให้สะดวก และปลอดภัยในขณะที่เล่นกีฬาแทนการใส่แว่นตา

การใช้เลนส์สัมผัสนั้นเริ่มในราวปี ค.ศ.1930 สมัยก่อนทำด้วยแก้วใส มีลักษณะคล้ายๆ กระจกนาฬิกากลมๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางอาจจะยาวหรือสั้นกว่าตาดำประมาณ 1 ม.ม. มีหลายขนาดแล้วแต่ว่าบริษัทนั้นๆ จะผลิตขนาดไหน โดยทั่วๆ ไปแล้วรูปร่างของเลนส์สัมผัสจะคล้ายๆ กระจกนาฬิกากลมๆ อันหนึ่ง ความโค้ง ความใส ก็คล้ายกระจกนาฬิกาแบบกลม แก้วที่ทำเลนส์สัมผัสนั้นในระยะต่อมาพบว่าคุณภาพไม่ดี จึงมีการคิดค้นใหม่โดยใช้สารตัวหนึ่งชื่อว่า โพลีเมทิลเมทาครัยเลต (polymethymethacrylate) ตัวย่อคือ PMMA แทน สารตัวนี้เป็นพลาสติกใสชนิดพิเศษที่สังเคราะห์ขึ้นมา มีคุณสมบัติดีกว่าแก้วมาก คือ เบา และใส ปฏิกิริยาที่จะเกิดกับดวงตาน้อยกว่าเลนส์ที่ทำด้วยแก้ว

วัตถุที่นำมาทำเลนส์สัมผัสจะต้องเป็นวัตถุที่ทำให้สายตาดีขึ้น ปลอดภัย ไม่เป็นพิษ ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ โดยเฉพาะกับเนื้อเยื่อของดวงตา คงทนพอสมควร สามารถจะให้ก๊าซออกซิเจนหรืออากาศผ่านเข้า-ออกได้ ไม่สลายตัว ไม่เป็นวัตถุที่จับหรือห่อหุ้มต่อเชื้อโรคได้ง่าย และวัตถุนั้นสามารถเปียกน้ำได้ เพราะต้องอยู่กับของเหลว ดวงตาของเรามีน้ำตาหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา และต้องมีน้ำตาหล่อเลี้ยงพอดีๆ ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป ถ้าดวงตามีน้ำตาหล่อเลี้ยงน้อย เมื่อใส่เลนส์สัมผัสเข้าไปจะทำให้รู้สึกระคายเคืองได้ง่าย เกิดอาการผิดปกติ ส่วนคนที่มีน้ำตามากเกินไปทำให้เลนส์สัมผัสลอยตัวหลุดออกมาง่าย ไม่เกาะติดกระจกตา เพราะฉะนั้นคนที่มีน้ำตาแห้งผากและคนที่มีน้ำตามากๆ ไม่เหมาะที่จะใส่เลนส์สัมผัส

ประเภทของเลนส์สัมผัส

  1. คอนแทคเลนส์ชนิดแข็ง (hard contact lens) เป็นเลนส์ที่ทำด้วยพลาสติกแข็ง น้ำซึมผ่านไม่ได้เลย
  2. เลนส์ชนิดนิ่ม (soft contact lens) เป็นเลนส์ที่ทำด้วยพลาสติกที่สามารถอมน้ำได้ ตั้งแต่ 35 ถึง 65 เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้นิ่มมีรูเล็กๆ และน้ำซึมผ่านได้ ช่วยให้ออกซิเจนสามารถละลายผ่านเข้าไปถึงกระจกตาได้สะดวกขึ้น แต่ก็มีผลเลียที่เลนส์ชนิดนี้ จะจับเอาโปรตีน เยื่อเมือก เกลือแร่ และอนุภาคต่างๆ ที่มีอยู่ในน้ำตาเข้าไว้ในตัวเลนส์ ทำให้เลนส์สกปรกง่าย เป็นฝ้า ชำรุดเกิดอาการแพ้ และระคายเคืองตาได้ จึงต้องคอยระวังรักษาอย่างดี หมั่นทำความสะอาดโดยการใช้ระบบความร้อนทำความสะอาด หรือใช้น้ำยาแช่ทำความสะอาดแทนความร้อน
  3. เลนส์สัมผัสชนิดกึ่งนิ่มกึ่งแข็ง (rigid gas permeable lens) เป็นเลนส์ที่มีคุณสมบัติคล้ายเลนส์ชนิดแข็ง แต่สามารถให้ออกซิเจนผ่านเข้าตาดำได้ดีกว่าสวมใส่สบายตากว่าชนิดแข็ง เป็นการรวมข้อดีของเลนส์ชนิดแข็งและชนิดนิ่มมาไว้ด้วยกัน

เลนส์สัมผัสชนิดนิ่ม

เลนส์สัมผัสชนิดนิ่ม (soft contact lens) เป็นชนิดที่นิยมใช้กันมากที่สุดในปัจจุบันนี้ผลิตจากพลาสติกซึ่งมีคุณสมบัติอมน้ำได้ ทำให้นิ่ม ยืดหยุ่นได้และออกซิเจนผ่านเข้าตาได้ดีผู้สวมใสจะรู้สึกสบายตา มีอายุการใช้งานสั้นกว่าเลนส์ชนิดแข็ง คือประมาณ 1-2 ปี ต้องดูแลรักษาความสะอาดอย่างเคร่งครัดตามที่จักษุแพทย์แนะนำ มิฉะนั้นจะทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการติดเชื้อ และการแพ้ได้ เลนส์สัมผัสชนิดนิ่มมีหลายชนิดให้เลือกตามที่ต้องการ เช่น

  1. ชนิดที่ถอดล้างทุกวัน (daily wear) เป็นชนิดที่ใช้กันทั่วๆไป
  2. ชนิดที่ใส่ค้างคืนได้หลายๆวัน (extended wear) เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สะดวกในการล้างทุกวัน เช่น เด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุ ที่ต้องอาศัยผู้อื่นถอดใส่เลนส์ให้
  3. ชนิดที่ใส่ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (disposable soft contact lens) ระยะที่ใช้งานนาน 1-2 อาทิตย์ อาจใส่ต่อเนื่องโดยไม่ถอดเลนส์เลยหรือใส่ถอดทุกวัน เมื่อครบ 1-2 สัปดาห์ จึงเปลี่ยนคู่ใหม่
  4. ชนิดที่แก้ไขสายตาเอียง (soft tone lens)
  5. ชนิดที่ใช้เปลี่ยนสีตาได้ เพื่อความสวยงาม มีหลายสี เช่น ฟ้า เขียว ม่วง เทา น้ำตาล

เลนส์สัมผัสชนิดแข็ง

เลนส์สัมผัสชนิดแข็ง (Hard Contact lens) ชนิดนี้ทำด้วยพลาสติกแข็ง และใส น้ำซึมผ่านได้ยาก เลนส์ชนิดนี้มีรูปร่างคงที่ มีขนาดเล็กกว่าตาดำ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางมีตั้งแต่ 7.5-9 มิลลิเมตร มีความหนาประมาณ 1 มิลลิเมตรเท่านั้น มีประโยชน์ในคนที่สายตาเอียงมาก ปกติตาดำจะอาศัยออกซิเจนจากอากาศเพื่อช่วยในการดำรงชีวิตของเซลล์ของตาดำ เมื่อใส่เลนส์สัมผัสชนิดนี้แล้วออกซิเจนไม่สามารถผ่านเลนส์เข้าไปสู่ตาดำได้เพียงพอกับความต้องการ ดังนั้น การใส่เลนส์สัมผัสชนิดนี้จะต้องมีการจำกัดเวลาว่าวันหนึ่งควรจะใส่นานเท่าใด โดยทั่วๆ ไปแล้ว ใส่ติดต่อกันได้ไม่เกิน 12 ชั่วโมง

เลนส์สัมผัสชนิดต่างๆ

หากแบ่งตามวัตถุประสงค์ในการใช้เลนส์ สามารถแบ่งเป็น 7 ชนิด ได้แก่

  1. ชนิดใช้ใส่ได้ไม่เกิน 12 ชั่วโมง ต้องถอดออกเวลาหลับ
  2. ชนิดใส่ได้ติดต่อกันนานเกินกว่า 24 ชั่วโมง
  3. ชนิดที่ผสมสี ใส่เพื่อความสวยงาม
  4. ชนิดที่ใช้ปิดคลุมกระจกตา เพื่อรักษา และป้องกันกระจกตาจากภายนอก จะช่วยให้แผลที่กระจกตาหายเร็วขึ้น
  5. ชนิดที่ใส่เพื่อแก้ไขอาการสายตาเอียง
  6. ชนิดที่ใส่ได้เป็นเวลานาน แต่ใช้ใส่ได้ครั้งเดียว ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก
  7. ชนิดที่ใช้ในรายที่มีอาการสายตาสั้น และสายตายาวอยู่ด้วยกัน ซึ่งจะมีจุดโฟกัสต่างกัน ในแต่ละส่วนของการมอง

ข้อควรปฏิบัติบางประการ

  1. ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนใส่ หรือถอดเลนส์
  2. อย่าใช้ยาหยอดตาทุกชนิดขณะใส่เลนส์
  3. ควรถอดเลนส์ก่อนนอนทุกคืน โดยปกติจะไม่แนะนำให้ใส่เลนส์ค้างคืน แม้ว่าจะเป็นชนิดใส่นอนได้ก็ตามนอกจากจะทำให้อายุใช้งานของเลนส์สั้นกว่าปกติแล้ว อาจจะทำให้เกิดการอักเสบของตาหรือการติดเชื้อได้ง่ายกว่าปกติ
  4. อย่าใส่เลนส์ขณะตาอักเสบ หรือถ้ามีอาการผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์และปฏิบัติตามคำแนะนำโดยเคร่งครัด

การตรวจดูเลนส์เมื่อสวมใส่ในตา

ในการตรวจดูเลนส์เมื่อสวมใส่ในตาจะมีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ข้อที่ต้องพิจารณาคือ

  1. ตำแหน่งของเลนส์สัมผัส โดยปกติเลนส์จะต้องวางอยู่ในตำแหน่งตรงกลาง ครอบครุมกระจกตา และตาดำพอดี
  2. การเคลื่อนที่ของเลนส์กระจก โดยปกติจะต้องเคลื่อนที่ตามการกระพริบตา การเคลื่อนที่นี้มีความสำคัญมาก เนื่องจากจะทำให้มีการแลกเปลี่ยนของน้ำตาและออกซิเจน
  3. กำลังที่เหมาะสม โดยปกติกำลังของเลนส์สัมผัสจะน้อยกว่ากำลังของแว่นตาที่สวมใส่ปกติอยู่แล้ว เลนส์ที่เหมาะกับตาต้องมีคุณสมบัติครบทั้ง 3 ข้อ มิเช่นนี้นจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น มีอาการเคืองตา ตาแดง หรือมองไม่เห็นชัดเจนได้

ร่างประกาศเรื่องเลนส์สัมผัส

  1. เป็นการเพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้บริโภคในการใช้เลนส์สัมผัสทุกประเภท และป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด โดยให้เลนส์สัมผัสแฟชั่นเป็นเครื่องมือแพทย์ เพื่อควบคุมได้เข้มงวดขึ้น ผู้ผลิต และผู้นำเข้าจะต้องขออนุญาตจาก อย. รวมทั้งต้องแสดงอายุการใช้ คำเตือน ข้อห้ามใช้ และข้อควรระวังในการใช้ไว้ในฉลากหรือเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ และการโฆษณาต้องได้รับอนุญาตจาก อย.
  2. ปัจจุบันได้มีกระแสแฟชั่นใส่คอนแทคเลนส์ หรือเลนส์สัมผัสเพื่อความสวยงามที่ทำให้มองเห็นตากลมโตตามแบบดาราเกาหลีหรือญี่ปุ่นได้ระบาดเข้ามาสู่วัยรุ่นไทยโดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่นหญิง โดยเลนส์สัมผัสประเภทนี้เหมือนกับเลนส์สัมผัสแฟชั่นที่มีหลายสีให้เลือก แต่บริเวณตรงกลางมีลักษณะเป็นเลนส์ใสและบริเวณขอบเลนส์มีสีดำหรือสีเข้มต่างๆ ที่จะทำให้มองเห็นว่าผู้ใส่มีตาดำขยายใหญ่ และกลมโตกว่าปกติ ซึ่งการใส่เลนส์สัมผัสอย่างไม่ถูกวิธีนั้นอาจมีการแพ้ ติดเชื้อ กระจกตาเป็นแผล อาจทำให้ตาบอดได้
  3. เลนส์สัมผัสที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการปรับสายตา เข้าข่ายเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือสำหรับใช้แก้ไขความบกพร่องของร่างกาย จึงจัดเป็นเครื่องมือแพทย์ ตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ 2551 ประเภทเครื่องมือแพทย์ทั่วไป สำหรับเลนส์สัมผัสเพื่อความสวยงาม หรือคอนแทคเลนส์แฟชั่น มีวัตถุประสงค์เพื่อความสวยงาม โดยไม่มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ต่อผู้ใส่จึงไม่จัดเป็นเครื่องมือแพทย์ อย่างไรก็ตาม อย.ได้ตระหนักถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และเห็นว่าการใช้เลนส์สัมผัสทุกประเภท ทั้งชนิดที่ใช้เพื่อปรับสายตาที่จัดเป็นเครื่องมือแพทย์ และชนิดเพื่อความสวยงามที่ไม่จัดเป็นเครื่องมือแพทย์ หากนำมาใช้อย่างไม่ถูกต้องเหมาะสม อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ได้เช่นกัน
  4. กำหนดให้มีการควบคุมเลนส์สัมผัสทุกประเภทเป็นเครื่องมือแพทย์ควบคุมอย่างเข้มงวดขึ้น โดยขณะนี้ได้จัดทำร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง เลนส์สัมผัส เพื่อเพิ่มมาตรการในการควบคุมการผลิตหรือนำเข้าเลนส์สัมผัสทุกประเภทในระดับที่เข้มงวดขึ้น โดยผู้ผลิตและผู้นำเข้าจะต้องขออนุญาตจาก อย.รวมทั้งต้องแสดงอายุการใช้คำเตือน ข้อห้ามใช้ และข้อควรระวังในการใช้ไว้ในฉลาก หรือเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ และในการโฆษณาต้องได้รับอนุญาตจาก อย. ผู้ที่ฝ่าฝืนมีโทษ ทั้งจำทั้งปรับ
  5. ผู้ที่คิดจะใส่เลนส์สัมผัส ควรได้รับการตรวจตาจากจักษุแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเสียก่อนว่าไม่มีข้อห้ามในการใช้ และเพื่อได้รับเลนส์ที่มีขนาดโค้งที่ถูกต้องเหมาะพอดีกับตาของผู้ใส่ ไม่ควรไปซื้อเองจากร้านค้าทั่วไป ต้องใส่ใจในการทำความสะอาดเลนส์ ทั้งการล้าง แช่ เก็บ และก่อนสวมใส่ ทุกขั้นตอนต้องสะอาด เพราะถ้าเลนส์สกปรกมีเชื้อโรค ทำให้ตาอักเสบได้ ไม่ควรใส่ขณะว่ายน้ำ ที่สำคัญต้องไม่ใช้ร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะเลนส์สัมผัสแฟชั่นยิ่งต้องระวัง เพราะในช่วงที่ยังไม่มีการกำกับดูแล ร้านค้าอาจนำสินค้าที่ไม่มีคุณภาพมาจำหน่าย ก่อให้เกิดอันตราย

โรคที่เกิดจากการใช้เลนส์สัมผัส

  1. เกิดตุ่มอักเสบบนหนังตาด้านใน พบมากในผู้ที่ใช้เลนส์สัมผัสชนิดอ่อน สาเหตุเกิดจากการระคายเคือง
  2. เกิดการอักเสบของกระจกตา และเยื่อตาขาวส่วนที่สัมผัสกับเลนส์สัมผัส
  3. อาการตาแห้งซึ่งเกิดจากการแพ้ มักพบในผู้ที่ใช้เลนส์สัมผัสมานาน 2-3ปี หรือผู้ที่ใช้ยาบางชนิด
  4. การอักเสบ ลักษณะเป็นจุดเล็กๆ ที่เยื่อบุผิวของกระจกตา เนื่องจากเกิดบาดแผล หรือการช้ำที่เยื่อตา ตาแห้งมีอาการแพ้ หรือขาดออกซิเจน ซึ่งแผลจุดเล็กๆ อาจมารวมกันเข้าเป็นบริเวณใหญ่ และเกิดการติดเชื้อเป็นอันตรายได้ จำเป็นต้องให้ผู้ป่วยหยุดการใช้เลนส์สัมผัสจนกว่าแผลจะหาย
  5. การติดเชื้อ เป็นอาการของโรคที่เกิดจากการใช้เลนส์สัมผัส ซึ่งมีอันตรายมาก และอาจทำให้ตาบอดถาวรได้ มักพบในผู้ที่ใช้เลนส์ชนิดที่ใส่ติดต่อกันได้นานๆ หรือเกิดจากรอยถลอกที่กระจกตาหรือตัวผู้ใช้เองหรือน้ำยาที่ใช้กับเลนส์หรือภาชนะที่บรรจุเลนส์ ก็สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อได้

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

โรคหัวใจขาดเลือด

6 มิถุนายน 2556 2.957

ปกติหัวใจคนเราทำงานตลอด 24 ชม. ไม่มีเวลาพักผ่อนหรือหยุดเต้นเลยแม้แต่วินาทีเดียว หัวใจมีหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งตัวหัวใจเองด้วย

การตรวจหาเชื้อโรคเอดส์

8 สิงหาคม 2556 1.721

ก่อน ที่เราจะคุยกันเกี่ยวกับการตรวจหาเชื้อโรคเอดส์ คงต้องทำความเข้าใจในเบื้องต้นก่อนว่าปัจจุบันนี้การที่เราจะตรวจว่าใครได้ รับเชื้อเอดส์หรือไม่นั้น เราไม่ได้ตรวจหาเชื้อเอดส์โดยตรงนะคะ หากแต่เป็นการตรวจผ่านทางเลือดและน้ำลาย เพื่อค้นหาสารที่ร่างกายสร้างขึ้น

คู่มือดูบอลโลก ฉบับ : เชียร์สนุก + สุขภาพดี

12 มิถุนายน 2557 5.902

ถึงเทศกาลงานฟุตบอลโลกแล้วคอบอล มาเตรียมความพร้อมในด้านสุขภาพกาย และใจ ก่อนเชียร์ทีมโปรดกันอย่างสนุกสนาน วันนี้ศูนย์วิจัยสุขภาพจึงได้เตรียมคู่มือ ดูบอลโลก ฉบับ เชียร์ฟุตบอลโลกอย่างสนุก และสุขภาพดี

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ