โพสต์ 17 ก.พ. 57 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 2,041 Views

ความพร้อมทางการแพทย์ในการแข่งขันฟุตบอลระดับนานาชาติที่ประเทศเมียนมาร์

ความพร้อมทางการแพทย์ในการแข่งขันฟุตบอลระดับนานาชาติที่ประเทศเมียนมาร์

  ขณะที่ผมเขียนต้นฉบับในวันนี้ ผมอยู่ในเมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า โดยได้รับมอบหมายจากสหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (ในฐานะกรรมการฝ่ายแพทย์คนหนึ่ง) ให้มาทำหน้าที่ประธานฝ่ายแพทย์ และฝ่ายตรวจสารต้องห้ามในนักกีฬาฟุตบอลของการแข่งขันเอเอฟซี เพรสซิเด้นท์ คัพ 2010 ในรอบน็อคเอ๊าท์ ซึ่งมีการแข่งขันเพียงแค่ 2 คู่เท่านั้น ในวันที่ 24 และ 26 กันยายน 2553 โดยมีทีมของเมียนมาร์ (ยาดานาร์บอน) ร่วมด้วยกับอีก 3 ทีมจากทาจิกิสถาน ซึ่งผมจะไม่ขอพูดเกี่ยวกับการแข่งขัน แต่จะขอกล่าวถึงการเตรียมความพร้อมทางด้านการแพทย์ในสนามแข่งขันฟุตบอล ยู๊ธ เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ ในกรุงย่างกุ้งและการเตรียมเรื่องการตรวจสารต้องห้ามในทัวร์นาเมนท์นานาชาติครั้งนี้

ความพร้อมทางการแพทย์ในสนามฟุตบอล ของประเทศพม่า

เนื่องจากเป็นการแข่งขันระดับนานาชาติ คณะกรรมการจัดการแข่งขันจะต้องเตรียมความพร้อมทางการแพทย์ ตามเกณฑ์มาตรฐานสากล ที่ทางคณะกรรมการฝ่ายแพทย์เอเอฟซีหรือสหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชียได้ให้คำแนะนำ และถือเป็นกฎเหล็กที่ทุกประเทศจะต้องปฏิบัติตาม ดังต่อไปนี้

รถแอมบูแลนซ์ต้องมี 2 คัน เอเอฟซีคำนึงถึงความปลอดภัยของนักกีฬาฟุตบอล ตลอดจนเจ้าหน้าที่จัดการแข่งขันในเรื่องสุขภาพและการบาดเจ็บจากการแข่งขันฟุตบอล ซึ่งอาจเกิดขึ้นตั้งแต่เล็กน้อย จนกระทั่งรุนแรงถึงชีวิต แม้ว่าอาจจะมีการเกิดขึ้นน้อยมากก็ตาม ดังนั้นทุกครั้งของการแข่งขันฟุตบอลที่เอเอฟซีเป็นผู้จัด ทางประเทศเจ้าภาพจะต้องเตรียมความพร้อมด้วยการจัดรถแอมบูแลนซ์ พร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิตฉุกเฉิน และเจ้าหน้าที่พยาบาล รวมทั้งแพทย์สนามที่มีความชำนาญในเรื่องการแพทย์ฉุกเฉินเอาไว้ตลอดการแข่งขัน โดยกำหนดให้รถแอมบูแลนซ์จะต้องถึงสนามฟุตบอลตั้งแต่ 1 ชั่วโมงก่อนการแข่งขัน

ความพร้อมของเจ้าภาพเมียนมาร์ในครั้งนี้ถือว่าดีมาก เพราะได้จัดเตรียมรถแอมบูแลนซ์ ชนิดที่เราอาจจะเรียกว่าเป็น Mobile CCU (โมบาย ซีซียู) หรือห้องดูแลผู้ป่วยหนักทางด้านหัวใจชนิดเคลื่อนที่ ซึ่งในประเทศไทย หลายท่านอาจจะคุ้นเคยกับชื่อเหล่านี้แล้ว เพราะในประเทศไทยมีโรงพยาบาลหัวใจ และศูนย์โรคหัวใจของเกือบทุกโรงพยาบาล ที่มีรถประเภทนี้ไว้บริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหนักโดยเฉพาะโรคหัวใจฉุกเฉิน เพื่อการช่วยชีวิต และให้การรักษาด้วยแพทย์หัวใจ ขณะที่อยู่ภายในรถ แต่ที่อาจจะแตกต่างก็คือ การใช้รถที่เมียนมาร์ เป็นการใช้รถแบบรถบรรทุกขนาดเล็ก และดัดแปลงให้เป็นห้องสี่เหลี่ยมขนาดประมาณ 2.5 x 5 เมตร แล้วติดตั้งอุปกรณ์ทุกอย่างเอาไว้เหมือนห้องผู้ป่วยหนักในโรงพยาบาล สำหรับประเทศไทย เรามีทั้งการใช้รถขนาดใหญ่ ที่นิยมทำแอมบูแลนซ์ในประเทศยุโรป คือ เมอร์ซีเดส เบนซ์ และขนาดเล็กลงมา แต่อุปกรณ์ทางการแพทย์ในประเทศไทย จะเป็นชนิดติดตั้งบนรถโดยเฉพาะเพื่อป้องกันการเลื่อนหลุด และการใช้ที่สะดวกสบายและคล่องตัวกว่า

นอกจากนี้ทางเจ้าภาพยังได้เตรียมความพร้อมด้วยการจัดแพทย์ดมยา (วิสัญญีแพทย์) และแพทย์กระดูกและข้อ (ออร์โธปิดิกส์) ไว้พร้อมในสนามแข่งขัน และพร้อมที่จะไปกับรถแอมบูแลนซ์เพื่อไปส่งคนไข้ที่โรงพยาบาลด้วย ห้องแพทย์ในสนามแข่งขัน เนื่องจากภายในสนามแข่งขัน เป็นที่ทำงานของแพทย์ทางด้านกีฬาของกระทรวงกีฬาอยู่แล้ว ห้องแพทย์ และความพร้อมในการดูแลผู้ป่วย จึงนับว่าดีกว่าสนามอื่นๆ ซึ่งอาจมีเพียงห้องพยาบาล ที่นี่มีแพทย์ประจำถึง 12 คน พยาบาล 40 คน ดูแลทั้งนักกีฬาทุกประเภทและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงกีฬาอีก 5,000 กว่าคน ปกติในสนามแข่งขันทั่วไป เช่น สนามศุภชลาศัย และสนามราชมังคลากีฬาสถาน อาจมีห้องที่ออกแบบไว้ให้เป็นห้องพยาบาลประจำสนาม ดังนั้น เมื่อมีการแข่งขัน ก็จะต้องนำอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปติดตั้งให้พร้อม เพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินทุกประเภท เพราะในเวลาปกติทั่วไปที่ไม่มีการแข่งขัน ก็จะไม่ต้องมีการเตรียมความพร้อมใดๆ จึงไม่มีเครื่องมือทางการแพทย์ที่ถูกติดตั้งอยู่เป็นประจำ โรงพยาบาลประจำการแข่งขัน เจ้าภาพใช้โรงพยาบาลย่างกุ้ง (Yangon General Hospital) เป็นโรงพยาบาลทางการของการแข่งขัน ซึ่งอยู่ห่างจากสนามแข่งขันไปเพียง 15 นาทีเท่านั้น และโรงพยาบาลนี้เป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในระดับสูง ที่สามารถรองรับการเจ็บป่วยทุกประเภทอยู่แล้ว สำหรับในเมืองไทย การแข่งขันที่สนามราชมังคลากีฬาสถานและสนามศุภชลาศัย ทางสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ได้มอบหมายให้ทีมแพทย์ และพยาบาลจากโรงพยาบาลกรุงเทพ เป็นผู้รับผิดชอบการจัดบริการทางการแพทย์

การตรวจสารต้องห้าม ในการแข่งขันครั้งนี้ จะมีการตรวจปัสสาวะ เพื่อหาสารต้องห้ามในนักกีฬาฟุตบอลด้วย โดยจะทำการสุ่มตรวจจากนักฟุตบอลทีมละ 2 คน ซึ่งผมจะไม่ขอกล่าวถึงขั้นตอนการสุ่มตรวจ แต่เรื่องที่น่ายินดีคือการตรวจสารต้องห้ามในครั้งนี้ เอเอฟซีได้เลือกห้องแล็ปในประเทศไทย คือ ศูนย์ตรวจสารต้องห้ามแห่งชาติ (National Doping Control Laboratory) ของประเทศไทย ซึ่งได้รับการรับรองจาก WADA (World Anti – Doping Agency) ซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดของโลกที่ดูแล และให้การรับรองห้องแล็ปต่างๆ ทั่วโลก

ดังนั้น เมื่อมีการเก็บปัสสาวะ บรรจุในภาชนะเรียบร้อยแล้ว ผมจะต้องจัดส่งมาที่ศูนย์ตรวจฯ ในประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยจะต้องอาศัยความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในการงดเว้นการเปิดกล่องเพื่อตรวจเช็คว่ามีสิ่งผิดปกติต้องห้ามหรือไม่ เพราะในระบบของการตรวจสารต้องห้าม เมื่อผมในฐานะเจ้าหน้าที่การตรวจโด๊ป ปิดกล่องตรวจปัสสาวะอย่างแน่นหนาแล้ว ผู้ที่จะเปิดได้มีเพียงเจ้าหน้าที่ของศูนย์ตรวจสารต้องห้ามเท่านั้น เพื่อป้องกันความผิดปกติและสงสัยต่างๆ จากทุกฝ่าย

ผมหวังว่าท่านผู้อ่านคงได้รับความรู้ในเรื่องการจัดการแข่งขันฟุตบอลโดยเฉพาะในด้านการบริการทางการแพทย์ และการตรวจสารต้องห้ามในระดับนานาชาตินะครับ สวัสดี

ขอขอบคุณ

Author

นายแพทย์ ไพศาล จันทรพิทักษ์

ศัลยศาสตร์ออร์โทพีดิกส์ (กระดูกและข้อ)

180 บทความ

ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

โรคภูมิแพ้

15 กุมภาพันธ์ 2557 1.942

อุปกรณ์ในด้านการรักษา พัฒนามากขึ้น เพื่อลดความเจ็บปวด และความเสี่ยงจากการ "ผ่าตัด" โดยเฉพาะบริเวณเนื้อเยื่อที่สำคัญ ในโพรงจมูกที่อาจทำให้ไม่สามารถหายใจได้สะดวก อันเป็นอาการสำคัญของผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้

โรคที่ไม่ควรรักษาด้วยตนเอง

17 กุมภาพันธ์ 2557 9.951

โรคภัยไข้เจ็บส่วนมากหายเองได้ และคนไข้สามารถรักษาตนเองได้ แต่ก็มีการเจ็บป่วยอีกพอสมควร ที่การรักษามีความสำคัญต่อการหายของโรค การรักษาโรคภัยไข้เจ็บกลุ่มนี้ควรปรึกษาแพทย์ ดังนั้นคนไข้จึงต้องมีความรู้ตามสมควร

ต้อเนื้อ

15 กุมภาพันธ์ 2557 1.145

ต้อลมเกิดจากการระคายเคือง จากฝุ่นละออง สายลม แสงแดด มีผลให้เยื่อตาบริเวณนั้นหนาตัวขึ้น เส้นเลือดก็ขยายตัวมากขึ้น เมื่อถูกระคายเคืองนานเข้าเรื่อยๆ ต้อลมก็จะกลายไปเป็นต้อเนื้อ

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ