โพสต์ 28 ส.ค. 56 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 33,944 Views

ความผิดปกติของการหายใจที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ

ความผิดปกติของการหายใจที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ

คนเราถ้ายังมีชีวิตอยู่ต้องมีการหายใจ คนเราต้องหายใจตลอดเวลาทั้งในขณะตื่นและหลับ วันหนึ่ง ๆ เราต้องการนอนหลับโดยเฉลี่ย 7 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุของแต่ละบุคคล ในขณะที่เราหลับนี้อาจมีความผิดปกติทางการหายใจเกิดขึ้นได้ โดยอาจเป็นภาวะหรือโรคที่เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อมีการนอนหลับ หรือเป็นการแสดงอาการที่มากขึ้น ของโรคระบบหายใจที่เป็นอยู่แล้วขณะตื่น

การหายใจ (Breathing) ที่จะกล่าวถึงทั้งหมดนี้ หมายถึงการนำอากาศเข้าไปในร่างกายจนถึงกระแสเลือดไม่ใช่การหายใจในระดับเซลล์ (Cellular Respiration) ซึ่งหมายถึงการนำเอาออกซิเจนไปใช้เผาผลาญสารอาหารการหายใจสามารถแยกออกได้เป็น 2 กระบวนการ คือ การถ่ายเทอากาศ(Ventilation) และการเติมออกซิเจนให้กระแสเลือด (Oxygenation) ในคนปกติการถ่ายเทอากาศจะลดลง ตั้งแต่เราเริ่มนอนหลับส่งผลให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และความเป็นกรดในเลือดสูงขึ้นเดิมนั้นเข้าใจว่าเกิดจากสมองส่งสัญญาณกระตุ้นให้ร่างกายหายใจน้อยลงแต่ปัจจุบันพบว่า ความเข้าใจนั้นไม่ถูกต้องแท้จริงแล้วเกิดจากความต้านทานการไหลของอากาศผ่านลำคอสูงขึ้นอย่างไรก็ตามยังเป็นความจริงที่ว่าเมื่อสมองถูกกระตุ้นจากคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดที่สูงขึ้นซึ่งสมองควรจะตอบสนองโดยการส่งสัญญาณมากระตุ้นให้ร่างกายหายใจมากขึ้น สมองกลับไม่ตอบสนองมากเท่าที่ควรนอกจากนี้เมื่อออกซิเจนในเลือดต่ำ ซึ่งในขณะตื่นนั้นจะมีการกระตุ้นให้เราหายใจมากขึ้น แต่ในขณะหลับตัวรับสิ่งกระตุ้นเหล่านี้กลับด้านชากว่าในขณะตื่นโดยจะด้านชามากที่สุดในช่วงหลับฝัน (REM Sleep) ตัวรับสิ่งกระตุ้นให้เกิดการหายใจ ก็ตอบสนองน้อยลงในขณะหลับเช่นกัน

กล่าวโดยสรุปคือ ในภาวะปกติในขณะที่มีการนอนหลับจะมีการหายใจลดลงและร่างกายก็ไม่ตอบสนองต่อภาวะคาร์บอนไดออกไซด์สูงและออกซิเจนต่ำได้ดีเท่ากับในขณะตื่น

ความผิดปกติของการหายใจที่เกี่ยวกับการนอนหลับที่พบบ่อยมี 4 ชนิด คือการกรนโรคหยุดหายใจขณะนอนหลับโรคแรงต้านทานในทางเดินหายใจสูงและการหายใจแบบชินสโต๊ก

การกรน

เกิดจากการสั่นของผนังลำคอและเพดานปากรวมทั้งลิ้นไก่ขณะหายใจ อุบัติการของการกรนขึ้นอยู่กับอายุและเพศ โดยรวมแล้ว 25% ของผู้ชายและ 15% ของผู้หญิง กรนเป็นประจำ ในวัยกลางคน (40 – 65 ปี)อุบัติการจะสูงขึ้นเป็น 60% ในผู้ชายและ 40% ในผู้หญิงการกรนอาจมีผลมากจากความผิดปกติของผนังจมูก,ทอนซิล.รูปร่างของคางและลิ้น,โรคภูมแพ้, ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ เช่น ไทรอยด์ยาและสุราหรือ พันธุกรรม พบว่าประมาณ 40 – 60 % ของผู้ที่กรนเป็นประจำมีโรคหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive sleep apnea ) การศึกษาทางระบบวิทยาพบว่าการกรนอาจเป็นปัจจัยหนุนต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง หัวใจขาดเลือด อัมพาตปัญหาการนอนของคนใกล้ชิดและการหย่าร้าง

โรคหยุดหายใจขณะนอนหลับ (Obstructive sleep apnea )

โรคนี้พบว่ามีการอุดกั้นของการเดินหายใจต่อบางคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณลำคอขณะหลับสาเหตุของโรคนี้ซับซ้อนและมีหลายอย่างรวมกัน เช่นบางคนอาจมีขนาดของทางเดินหายใจที่เล็กกว่าคนทั่วไปบางคนมีความผิดปกติของผนังหรือโครงสร้างอื่น ๆ ในจมูก, ริดสีดวงจมูก, ทอนซิลโต บางคนมีการหย่อนตัวของกล้ามเนื้อในทางเดินหายใจตอนบนผลที่เกิดขึ้นขณะนอนหลับคือร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งสมองขาดออกซิเจนเป็นระยะ ๆ อาจบ่อยถึง 50 ครั้งต่อนาทีในรายที่เป็นมาก ทำให้สมองสวิทช์กลับไปมาจากการหลับลึกเป็นตื้นหัวใจเต้นเร็วขึ้นเพื่อพยายามส่งออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายให้เพียงพออาการหลักของโรคนี้คือ ง่วงหงาวหาวนอนเวลากลางวัน ผล็อยหลับขณะทำงานมีปัญหาในการทำงาน ถูกไล่ออกจากงานหลับขณะขับรถเวลารถติดหรืออุบัติเหตุทางการจราจรจากการหลับในคู่สมรสมักพาผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยปัญหากรนเสียงดังหยุดหายใจขณะนอนหลับผู้ป่วยเองอาจบ่นว่ามีอาการปวดศีรษะโดยเฉพาะเวลาเช้า ความจำไม่ดีหงุดหงิดง่ายซึมเศร้า สมรรถภาพทางเพศเสื่อมโรคนี้มักมีความสัมพันธ์กับโรคความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะและโรคความดันโลหิตในปอดสูงผู้ที่เป็นโรคนี้อย่างรุนแรงมีอัตราตายสูงกว่าบุคคลทั่วไป

การวินิจฉัยทำได้โดยการเริ่มจากการซักถามประวัติการนอนอย่างละเอียด การตรวจร่างกายและการยืนยันโดยการตรวจการนอนหลับ (Polysomnography) ซึ่งแพทย์จะให้ผู้ป่วยนอนหลับในห้องปฏิบัติการนอนหลับเป็นเวลา 1 คืนจะมีการวัดคลื่นสมองและตรวจการเคลื่อนไหวของลูกตา เพื่อดูระดับต่าง ๆของการหลับ ตรวจกระแสลมที่ผ่านจมูก ตรวจจับเสียงกรน ตรวจกล้ามเนื้อคางตรวจการเคลื่อนไหว ของทรวงอกและหน้าท้อง การเคลื่อนไหวของขาตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และระดับของออกซิเจนในเลือดทั้งหมดนี้จะตรวจไปพร้อมกันขณะหลับการตรวจนี้จะให้การวินิจฉัยและบอกความรุนแรงของโรคได้ซึ่งจะนำไปสู่การรักษาต่อไป

การรักษาสามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นกับสภาพความผิดปกติและความรุนแรงการรักษาขั้นพื้นฐานที่ต้องทำ คือลดน้ำหนัก งดการดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ยาบางอย่างซึ่งมีผลต่อการหย่อนตัวของกล้ามเนื้อในลำคอ อาจต้องถูกงดไปหากผู้ป่วยมีโรคภูมิแพ้ คัดจมูก ก็ควรได้รับการรักษาด้วยเนื่องจากสิ่งนี้ทำให้โรคหยุดหายใจขณะหลับมีอาการรุนแรงขึ้น

การใช้หน้ากากและเครื่องเพิ่มความดันของทางเดินหายใจ (CPAP) ถือว่าเป็นการรักษามาตรฐานสำหรับโรคนี้ผู้ป่วยจะต้องสวมหน้ากากที่ครอบจมูกหรือจมูกและปากขณะนอนหลับหน้ากากนี้จะต่อเข้ากับเครื่อง ปัมพ์ลม ที่มีขนาดประมาณเครื่องปิ้งขนมปังหลักการคร่าว ๆ ของเครื่องนี้ ก็คือ ใช้กระแสลมก่อให้เกิดความดันในช่องคอเพื่อจะค้ำผนังลำคอ มิให้หย่อนตัวและปิดขณะหายใจเครื่องมือนี้สามารถรักษาได้ถึง 95% ของผู้ป่วย ข้อจำกัดคือผู้ป่วยต้องใช้เวลาปรับตัว ให้เกิดความคุ้นเคยกับเครื่องโดยเฉลี่ยจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน พบว่าประมาณ 70% ของผู้ป่วยใช้เครื่องมือนี้อย่างสม่ำเสมอ

การใช้อุปกรณ์ดึงคางหรือขากรรไกร (Oral appliance) เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ป่วย โดยเฉพาะในกรณีที่ความรุนแรงของโรคไม่มากวิธีนี้ทันตแพทย์จะเป็นผู้ประดิษฐ์อุปกรณ์เฉพาะตัวของผู้ป่วย คล้าย ๆกับการจัดฟัน ผู้ป่วยจะต้องสวมอุปกรณ์นี้ขณะนอนหลับทุกคืนเพื่อเปิดทางเดินหายใจให้กว้างพอที่อากาศจะไหลเข้าออกได้ ข้อเสียคือผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถทนใส่อุปกรณ์นี้ได้ขณะหลับ

การผ่าตัด ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้ในการรักษาโรคนี้ โดยหลักการแล้ว การผ่าตัดจะเข้าไปแก้ไขการอุดกั้นทางเดินหายใจของผู้ป่วย ทำให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้นอาการกรน รวมทั้งการหยุดหายใจขณะหลับก็หายไป ดังนั้น ถ้าการผ่าตัดได้ผลผู้ป่วยก็จะหายขาดจากอาการกรน รวมทั้งอาการหยุดหายใจขณะหลับไปเลย

การจะผ่าตัดส่วนใดนั้น ขึ้นอยู่กับผู้ป่วยแต่ละคนว่ามีการอุดกั้นในทางเดินหายใจส่วนใดเช่นการผ่าตัดปรับผนังกั้นกลางจมูกจะทำในกรณีที่ผู้ป่วยมีผนังกั้นกลางจมูกคดการผ่าตัดเพื่อลดขนาดของผนังข้างของจมูกจะทำในกรณีที่เป็นเยื่อบุจมูกอักเสบเรื้อรังการผ่าตัดต่อมทอนซิลหรือตัดต่อมอดีนอยด์ออกทำในกรณีที่เป็นต่อมทอนซิลหรือต่อมอดีนอยด์อักเสบเรื้อรังหรือการผ่าตัดบริเวณเพดานอ่อนของผู้ป่วยทำในกรณีที่มีเพดานอ่อนหรือลิ้นไก่หนาตัวมากกว่าปกติ ซึ่งอาจใช้วิธีการผ่าตัดธรรมดาการใช้ลำแสงเลเซอร์ หรือการใช้คลื่นวิทยุในการรักษา

สำหรับการรักษาด้วยการผ่าตัดวิธีใหม่ และเป็นที่นิยมมากในปัจจุบันคือการรักษาด้วยการใช้คลื่นวิทยุแบบ Somnoplasty จะถูกปล่อยเข้าไปในเนื้อเยื่อของผู้ป่วยและถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนที่ไม่สูงมากนักเกิดการเปลี่ยนแปลงของโปรตีน เนื้อเยื่อเกิดการหดตัวทำให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้น อาการกรน รวมทั้งอาการหยุดหายใจขณะหลับก็หายไปข้อดีของการรักษาด้วยวิธีนี้คือ ไม่เจ็บ ไม่ต้องดมยาสลบสามารถทำได้ที่ห้องตรวจ ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที หลังทำการรักษาผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ หรือสังเกตอาการเพียง 1 คืนและไม่มีโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงแต่อย่างใด โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยมักต้องรับการรักษาด้วยวิธีนี้ 2 ครั้งห่างกันประมาณ 6-8 อาทิตย์อาการต่างๆก็จะหายไป การรักษาด้วยคลื่นวิทยุนี้ สามารถทำได้ทั้งที่ช่องจมูกเพดานอ่อน หรือบริเวณโคนลิ้น และให้ผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจ

ในกรณีที่มีอาการหยุดหายใจขณะนอนหลับอยู่ในขั้นรุนแรงอาจจำเป็นต้องให้การรักษาด้วยการผ่าตัดที่ทำให้ช่องลำคอกว้างขึ้นดึงขากรรไกรมาทางด้านหน้า หรืออาจต้องใช้วิธีเจาะคอของผู้ป่วยเพื่อให้ทางเดินหายใจโล่ง ซึ่งแพทย์จะเลือกใช้วิธีนี้ ในกรณีที่เป็นมากและไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่นๆแล้วเท่านั้น

โรคแรงต้านทานในทางเดินหายใจสูง (Upper Airway Resistance Syndrome)

โรคนี้ก่อให้เกิดการง่วงเหงาหาวนอนในเวลากลางวันเช่นกัน แต่ไม่มีการขาดออกซิเจน เป็นระยะๆขณะหลับอย่างที่พบในโรคหยุดหายใจขณะหลับ ผู้ป่วยจะมีการตื่นเป็นระยะ ๆเนื่องจากมีแรงต้านการหายใจ อันเกิดจากทางเดินหายใจตอนบนการตรวจทางเข้าปฏิบัติการนอน จะพบว่า ผู้ป่วยต้องใช้แรงมากขึ้นในการหายใจมีการนอนกรนที่ดังขึ้นและตามมาด้วยการตื่นนอน โดยตรวจพบจากคลื่นสมองผู้ป่วยอาจไม่ทราบว่าการนอนของตนเองถูกขัดจังหวะเลย

การหายใจแบบ ชีน สโต๊ก (Cheyne – Stokes Ventiration)

พบในโรคต่าง ๆ หลายโรค เช่น หัวใจล้มเหลวโรคระบบประสาทส่วนกลางและโรคไต นอกจากรักษาที่สาเหตุแล้วการใช้ออกซิเจนเครื่องช่วยหายใจหรือยาก็อาจช่วยบรรเทาอาการได้

มีผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งที่ศูนย์ควบคุมการหายใจ ทำงานน้อยกว่าปกติขณะหลับ กลุ่มนี้เรียกว่า Central sleep apneaผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีอาการนอนไม่หลับ ตื่นตอนกลางดึก หายใจไม่พอเมื่อตรวจทางห้องปฏิบัติการนอนจะพบว่ามีกระแสลมผ่านเข้าออกจากจมูกน้อยกว่าปกติพร้อมกับการที่หน้าอกและท้องหยุดเคลื่อนไหวหรือไม่มีการออกแรงเพื่อหายใจนั่นเอง การรักษาอาจเป็นยา หรือ การใช้เครื่องช่วยหายใจขณะหลับ

ผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง ก็อาจมีปัญหาการหายใจมากขึ้นขณะนอนหลับได้ บางรายเป็นจากการมีโรคหยุดหายใจขณะหลับร่วมกับโรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังซึ่งจะทำให้โรคแทรกซ้อนต่อหัวใจเกิดขึ้นได้มากกว่าทั่วไปแต่ผู้ป่วยโรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังอย่างเดียวก็อาจมีความผิดปกติทางการหายใจขณะหลับได้โดยเป็นผลจากการที่กล้ามเนื้อหายใจและศูนย์ควบคุมการหายใจที่แย่อยู่แล้วจากโรคขณะตื่นทำงานมีประสิทธิภาพลดลงขณะหลับ ตามกลไกปกติของร่างกายสิ่งนี้เป็นสิ่งที่แพทย์และผู้ป่วยต้องคำนึงถึงไว้โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังขนาดปานกลางหรือรุนแรงหรือผู้ป่วยที่มีอาการมากเกินกว่าคาดหมาย เมื่อตรวจสมรรถภาพทางปอดการตรวจวัดออกซิเจนขณะหลับ หรือตรวจทางห้องปฏิบัติการนอนสามารถช่วยวินิจฉัยและกำหนดการรักษาผู้ป่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

ขอขอบคุณ

Author

นพ. สมศักดิ์ หวานกิจเจริญ

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โรค หู คอ และ จมูก

15 บทความ

ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความผิดปกติของการดมกลิ่น

8 สิงหาคม 2556 9.689

อาการผิดปกติของการดมกลิ่น มีอาการได้ตั้งแต่ การได้กลิ่นลดลง การไม่ได้กลิ่นการได้กลิ่นที่แปลกไปจากกลิ่นที่ควรจะเป็น เช่นดมกลิ่นที่มีกลิ่นหอมแต่รู้สึกเหม็น

กระดูกสันหลังคด

27 สิงหาคม 2556 3.505

ความผิดปกติของโรคเกี่ยวกับกระดูกและข้อ ที่พบได้บ่อยในวัยรุ่น ได้แก่ กระดูกสันหลังคด พบได้ในวัยรุ่นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ส่วนใหญ่เป็นชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุ และมักพบในครอบครัวที่มีญาติพี่น้องเคยมีกระดูกสันหลังคด

ยาตีกัน

6 มิถุนายน 2556 1.740

คำว่า "ยาตีกัน" ที่เราเรียกกันนั้น เป็นปฏิกิริยาต่อกันของยาซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยได้รับยามากกว่าหนึ่งชนิดขึ้นไป ผลของปฏิกิริยาต่อกันของยาอาจจะไปเพิ่มหรือลดฤทธิ์ของยาอีกตั้งหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ