โพสต์ 27 พ.ย. 58 ปรับปรุง 24 ก.ย. 60 3,291 Views

ความดันสูง..ไม่ธรรมดา เสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง

“แขนขาอ่อนแรง พูดผิดปกติ ตาพร่ามัว ปวดศีรษะ วิงเวียน ยืนไม่อยู่” ใครที่มีอาการเหล่านี้ต้องระวังให้ดี! เพราะมันคือสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าของโรคที่น่ากลัวอย่าง “โรคหลอดเลือดสมอง” ที่เมื่อเป็นแล้วจะเกิดอาการอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ ซี่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในคนไข้เป็นอันดับ 1 มากกว่าโรคหัวใจและมะเร็ง

ปัจจุบันพบว่า คนไทยมีผู้ป่วยโรคนี้สูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากวิถีการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเครียดจากการทำงาน พักผ่อนไม่เพียงพอ รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา ไม่มีเวลาออกกำลัง รวมไปถึงการดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ เหล่านี้ล้วนเป็นผลเสียต่อสุขภาพร่างกายแทบทั้งสิ้น

สำหรับปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งของโรคหลอดเลือดสมอง หรืออัมพาตนั้น คือ ภาวะความดันโลหิตสูง โดยมีข้อมูลรองรับให้เห็นว่า ผู้ที่ไม่ได้รักษาความดันโลหิตสูง อาจมีโอกาสเกิดโรคอัมพาตเพิ่มขึ้นมากกว่าคนปกติถึง 4 เท่า นั่นเพราะความดันโลหิตสูงจะค่อยๆ ทำให้หลอดเลือดภายในร่างกายค่อยๆ เสื่อมไป และตีบลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลอดเลือดสมองนั่นเอง

อย่างไรก็ดี ถ้าใครมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ย่อมเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมองแตก-ตีบตันมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงจะมีโอกาสเสี่ยงมากกว่าผู้ชาย สอดรับกับสถิติที่พบว่า ผู้หญิงมีโอกาสเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองแตก-ตีบตันถึง 60% ในขณะที่ผู้ชายมีโอกาส 40%

นอกจากนี้ ยังพบว่า ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองโดยไม่รู้ตัว (silent stroke) โดยจะไม่มีอาการของโรคหลอดเลือดสมองอย่างชัดเจน แต่จะมีผลกระทบเกี่ยวกับความทรงจำและกระบวนการคิดซึ่งเป็นสาเหตุของโรคสมองเสื่อม ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงมีโอกาสที่หลอดเลือดในสมองอาจอุดตันหรือแตก ทำให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตมีความพิการหรือตายได้

สำหรับอาการเบื้องต้นของโรคหลอดเลือดสมอง ส่วนมากที่พบบ่อย และสังเกตได้ง่าย คือ แขน ขาอ่อนแรง ชาครึ่งซีก หน้าเบี้ยว พูดลำบาก พูดไม่ชัด ฟังไม่เข้าใจ เดินเซ บางครั้งจะปวดศีรษะรุนแรง ซึ่งอาจแสดงอาการออกมาอย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออาจจะหลายอย่างพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่มักเริ่มจากแขนขาอ่อนแรง หรือชาบริเวณใบหน้าซีกใดซีกหนึ่ง ตาข้างใดข้างหนึ่งพร่ามัวหรือมองไม่เห็น มีปัญหาด้านการพูดหรือการเข้าใจบทสนทนา ปวดศีรษะเฉียบพลันแบบไม่มีสาเหตุ รวมถึงอาการวิงเวียนหรือ “วูบแบบเฉียบพลัน”

สำหรับการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ทำได้โดยการค้นหาปัจจัยเสี่ยง และควบคุมรักษาปัจจัยเสี่ยง นั่นคือ ควรวัดความดันโลหิตเป็นระยะ และหมั่นตรวจสุขภาพประจำปี เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้รู้ว่ามีความผิดปกติอะไรในร่างกาย ไม่เพียงเท่านี้ ควรปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินชีวิตเพื่อควบคุมระดับความดันโลหิตสูงให้คงที่ด้วย เช่น ออกกำลังกาย งดกินเค็มเลี่ยงรสจัด กินอาหารไขมันต่ำ ลดการบริโภคแอลกอฮอล์ และหากมีอาการผิดปกติ เช่น แขนอ่อนแรง ปากเบี้ยว พูดลำบาก ควรรีบพบแพทย์โดยเร็วที่สุด รวมทั้งควรตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจ เพื่อตรวจหาความเสี่ยง เพราะอาจเกิดลิ่มเลือดในหัวใจหลุดเข้าไปอุดตันในหลอดเลือดสมองได้

ขณะที่อีกหนึ่งวิธี คือ การตรวจสอบความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง ด้วยการทำอัลตราซาวด์หลอดเลือดคอ (carotid duplex ultrasound) เพื่อตรวจภาวะการอุดตันของหลอดเลือดบริเวณคอ ซึ่งเป็นหลอดเลือดที่สำคัญที่ไปเลี้ยงสมอง หรือ MRI เป็นการถ่ายภาพเอกซเรย์สมองด้วยสนามแม่เหล็กที่สามารถให้รายละเอียดของสมองได้ดีและชัดเจนมากยิ่งขึ้น บอกได้ว่าหลอดเลือดอุดตันและเนื้อสมองที่ตายเกิดมานานหรือยัง การรักษาสามารถช่วยให้เนื้อตายกลับฟื้นมาใหม่ได้หรือไม่ แถมยังตรวจสภาพหลอดเลือดได้อย่างดี โดยไม่ต้องฉีดสีเข้าร่างกายด้วย และอีกหนึ่งวิธีคือ การถ่ายภาพสมองด้วยคอมพิวเตอร์ (CT scan) ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเฉียบพลัน มาถึงโรงพยาบาลภายใน 3 ชั่วโมงแรกที่มีอาการ ว่าสมองมีเลือดออก หรือขาดเลือดไปเลี้ยง

จากข้อมูลที่กล่าวไปข้างต้น...ถึงเวลาแล้ว ที่ต้องทุกคนต้องหันมารักตัวเองให้มากขึ้น ด้วยการควบคุมระดับความดันเลือดให้เป็นปกติ กินอาหาร และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงไปพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติตามลักษณะอาการที่กล่าวไปข้างต้น เช่น แขนขาอ่อนแรง พูดผิดปกติ ตาพร่ามัว ปวดศีรษะ วิงเวียน ยืนไม่อยู่

นอกจากนี้ แม้ว่า โรคหลอดเลือดสมองอุดตันหรือตีบ จะเกิดกับกลุ่มคนที่มีอายุมากเป็นส่วนใหญ่ แต่สำหรับโรคนี้ ถึงไม่แก่ แต่ถ้ามีพฤติกรรมเสี่ยง ก็สามารถเกิดโรคได้เช่นกัน ดังนั้นอย่าละเลยอาการวูบโดยเด็ดขาด เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงโรคหลอดเลือดสมองได้ และถ้าไปพบแพทย์ช้าเกินไป อาจทำให้เสียชีวิตได้ ปัญหาสุขภาพมีค่าเกินกว่าที่คุณจะมองข้ามไปนะคะ

ขอขอบคุณ

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

โรคไข้เลือดออก

20 กุมภาพันธ์ 2557 1.145

โรคไข้เลือดออก เป็นโรคติดต่อโดยมีสาเหตุมาจากยุงลาย Aedes Aegypti ตัวเมียกัด เมื่อยุงกัดคนที่ป่วยเป็นไข้เลือดออกโดยเฉพาะช่วงที่มีไข้สูง เชื้อไวรัสเดงกี่ (Dengue Virus) จะเพิ่มจำนวนในตัวยุงประมาณ 8-10 วัน

แข็งใจสู้ภัยน้ำท่วม โดย ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ

7 มิถุนายน 2556 690

ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปีพุทธศักราช 2554 เป็นต้นมา คงไม่มีใครในประเทศไทยไม่รู้จัก “น้องน้ำ” ทั้งชาวไทยภาคกลางและชาวกรุงเทพมหานครก็คงมีโอกาสพบกับน้องน้ำกันทั่วหน้า

FITNESS กับการออกกำลังกาย ตอนที่ 25

19 กุมภาพันธ์ 2557 1.451

ในการแข่งขันฟุตบอลทุกทัวร์นาเมนต์ ทีมฟุตบอลต่างๆ ที่เข้าร่วมการแข่งขันจะต้องมีการเตรียมตัวนักฟุตบอลเพื่อให้มีความสมบูรณ์ หรือมีความฟิตสูงสุดเท่าที่จะทำได้ก่อนที่เข้าสู่ฤดูการแข่งขัน ซึ่งอาจมีระยะเวลาในการแข่งขันแต่ละทัวร์นาเมนต์ที่แตกต่างกัน

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ