โพสต์ 17 ส.ค. 56 ปรับปรุง 7 มี.ค. 57 3,819 Views

ข้อเสื่อม

ข้อเสื่อม 

ข้อเสื่อมเป็นเรื่องที่สามารถรักษาได้ด้วยตนเองในระดับหนึ่ง และหากต้องรักษาโดยแพทย์ก็มีวิธีการที่น่าสนใจ เรามาดูกันตั้งแต่อาการ การรักษา การป้องกันกันเลย

อาการของโรคข้อเสื่อม

·     ระยะเริ่มต้น ที่สำคัญคือ อาการปวดบวมแดงร้อนของข้อ อาการ ปวดอักเสบดังกล่าวเป็นสัญญาณเตือนภัย เพื่อเตือนให้ลดการใช้งานลง ให้ข้อได้พัก อาการอักเสบจะได้ทุเลาลง แต่ถ้ายังคงใช้งานต่อ ข้ออาจมีของเหลวเพิ่มขึ้น เมื่อตรวจข้อจะพบข้อบวมมากขึ้น

·     ระยะปานกลาง เมื่อกระดูกอ่อนเริ่มสึกกร่อน ข้อจะมีการอักเสบภายหลังการใช้งานกล้ามเนื้อเริ่มปวดเมื่อย อ่อนแรง ข้อเริ่มโค้งงอ ที่เห็นชัดเจน คือข้อเข่า ที่เริ่มโค้งงอมากขึ้น พิสัยการเคลื่อนไหวเริ่มติดขัด เหยียดงอไม่สุดเหมือนปกติ

·     ระยะรุนแรง เมื่อ กระดูกอ่อนสึกกร่อนมากขึ้น ข้อเริ่มหลวมไม่มั่นคง ข้อหนาตัวขึ้น จากกระดูกงอกหนา ข้อโก่งงอ ผิดรูปชัดเจน เวลาเดินต้องกางขากว้างขึ้น เพื่อเสริมความมั่นคง กล้ามเนื้อรอบข้อลีบเล็กลง ขณะลุกขึ้นจากท่านั่งจะมีอาการปวดที่รุนแรง

การรักษาโรคข้อเสื่อม

มีวิธีที่สามารถรักษาโรค โดยตนเอง และโดยแพทย์ดังนี้

1.  ลดน้ำหนัก

1.1 การตรวจสอบน้ำหนักว่าเกินเกณฑ์หรืออ้วนเกินไป สูตรดรรชนีมวลกาย (body mass index) คือ ใช้น้ำหนัก (กิโลกรัม) เป็นตัวตั้งหารด้วยส่วนสูง (เมตร) ยกกำลังสอง
สูตร body mass index (BMI)=น้ำหนัก (กิโลกรัม)/ส่วนสูง (ม.2) 
ถ้า BMI ไม่เกิน 25 กก./ม.2 ถือว่า น้ำหนักไม่เกิน ถ้าเกิน 30 กก./ม.2 ถือว่าอ้วน

1.2 วิธีการลดน้ำหนัก

o  ดื่มน้ำต้มสุกก่อนรับประทานอาหารทุกมื้อ ถ้าท้องผูกให้เพิ่มการดื่มน้ำในตอนเช้า ประมาณ 3-4 แก้วทุกเช้า

o  ลดอาหารรสหวาน ของหวาน น้ำหวาน ผลไม้หวาน นมข้นหวาน ฯลฯ

o  งดของมันทุกชนิด ได้แก่ ข้าวผัด ก๋วยเตี๋ยวผัด ก๋วยเตี๋ยวแห้ง ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู แกงกะทิ ฯลฯ

o  รับประทานอาหารให้พออิ่มทุกมื้อ

2.  การรักษาโดยการใช้ยา

2.1 ยากิน ยา ที่แพทย์สั่งให้ได้แก่ ยาแก้ปวด (แอสไพริน พาราเซทตามอล) และยาแก้อักเสบ (ไดโครฟีแนค, ไพร็อกซิแคม อินโดเมทาซิน ฯลฯ) ยาแก้อักเสบเหล่านี้ ไม่ใช่ยาปฏิชีวนะ) การใช้ยาเป็นการรักษาที่ปลายเหตุเพื่อลดปวดและลดการอักเสบ ถ้าไปใช้งานหรือรับน้ำหนักอีก ข้อก็จะอักเสบอีก ผลข้างเคียงของยาแก้อักเสบ คือ ผลต่อไต ผลระคายกระเพาะอาหาร และลำไส้อันอาจทำให้กระเพาะอาหารทะลุ มีแผลในกระเพาะอาหาร เลือดออกในกระเพาะอาหารทำให้อุจจาระดำ

2.2 ยาฉีด ยาที่ฉีดเป็นยาจำพวกสเตียรอยด์ เป็นการฉีดเข้าข้ออักเสบเฉพาะที่ ข้อเสียของการฉีดยา (มีมากกว่าข้อดี) ได้แก่

o  ทำให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้น การฉีดยาจะส่งสัญญาณเตือนภัย คือ อาการเจ็บปวด (แต่ข้อยังคงมีการอักเสบอยู่) เมื่อฉีดยาแล้ว อาการปวดหมดไป ก็จะเริ่มใช้งาน เริ่มเดิน ยืน ตามปกติ ข้อก็จะอักเสบเพิ่มขึ้น

o  มีโอกาสติดเชื้อ

o  ยาสเตียรอยด์จะตกตะกอนในข้อ ทำให้ข้อเสื่อมเร็ว

o  เสียเงินค่าฉีดยาโดยไม่จำเป็น

ข้อบ่งชี้การฉีดยาคือ อาการปวดที่รุนแรง เมื่อฉีดแล้วต้องพักข้อข้างที่ถูกฉีดให้เต็มที่ไม่ให้รับน้ำหนัก หรือใช้งานเวลา 1-2 สัปดาห์

3.  การรักษาโดยการผ่าตัด

o  ใช้การส่องกล้องเพื่อกวาดล้างสิ่งแปลกปลอมในข้ออก

o  ตัดกระดูกและจัดกระดูกที่โก่งงอให้ตรง

o  เปลี่ยนข้อเทียม ในกรณีที่ข้อเสื่อมขั้นรุนแรง

4.  การใช้เครื่องช่วยพยุงเข้า และใช้ไม้เท้าช่วยเดิน เพื่อ ลดการรับน้ำหนักของข้อ เครื่องช่วยพยุงข้อชนิดต่างๆ จะเสริมความมั่นคงของข้อให้กระชับและแข็งแรงขึ้น แต่ต้องหมั่นบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อป้องกันกล้ามเนื้อลีบเล็กลง

การป้องกันโรคข้อเสื่อม

การป้องกันในรายที่ยังไม่มีอาการใดๆ ได้แก่

1.  จำกัดอาหารมัน และหวานเพื่อมิให้น้ำหนักเกินพิกัด อาหารที่แนะนำ คือผักผลไม้ที่ไม่หวาน เต้าหู้ เนื้อปลา วุ้นเส้นที่ทำจากถั่วเขียว และดื่มน้ำต้มสุก ลดน้ำหวาน น้ำอัดลม

2.  หลีกเลี่ยงการใช้งานที่เกินกำลัง และท่าทางที่จะทำให้ข้อมีความดันเพิ่มสูง ได้แก่ ท่านั่งยองคุกเข่า พับเพียบ ท่าก้มหลัง เป็นต้น

3.  บริหารร่างกายให้แข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ

4.  หลีกเลี่ยงการบาดเจ็บจากอุบัติที่อาจทำให้กระดูกหักผ่านข้อ เอ็นยืดข้อฉีกขาด ข้อแพลง เป็นต้น

5.  ตรวจเช็คร่างกายอย่างสม่ำเสมอทุกปี

การป้องกันในรายที่ข้อมีอาการปวดบวมอักเสบ ที่สำคัญคือการป้องกัน การโก่งงอผิดรูปของข้อได้แก่

1.  ลดน้ำหนัก เปลี่ยนข้าวเป็นข้าวซ้อมมือ หรือข้าวกล้อง

2.  ลดการใช้งานเข่า การวิ่งหรือจ๊อกกิ้งจะทำให้ข้อเข่า ต้องรับน้ำหนัก 10 เท่าของน้ำหนักตัว การเดินเข่าจะรับน้ำหนัก ประมาณ 4.5 เท่าของน้ำหนักตัว ส่วนการถีบจักรยาน เข่าจะรับน้ำหนักเพียง 1.5 เท่าของน้ำหนักตัว

3.  ประคบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งเมื่อข้อเกิดการอักเสบ

4.  ใช้เครื่องช่วยพยุงข้อ หรือใช้ไม้เท้าช่วยเดินขณะเกิดการอักเสบ

5.  บริหารกล้ามเนื้อรอบเข่า และออกกำลังกาย ให้ร่างกายแข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ

6.  กินยาแก้ปวด แก้อักเสบ เป็นครั้งคราว หลีกเลี่ยงการฉีดยาเข่าข้อ ข้อเสื่อม..ซ่อมได้

ปัจจัยที่อาจเป็นต้นเหตุของโรคข้อเสื่อม

·     อายุและเพศ ข้อ เสื่อมพบบ่อยในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และพบในคนสูงอายุมากกว่าคนหนุ่มสาว ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลจากการขาดฮอ์โมนเพศหญิง เอสโตรเจน ของหญิงสูงอายุ ที่หมดประจำเดือน ขณะที่เด็กกำลังโตเป็นผู้ใหญ่ร่างกายจะมีกลไกที่ช่วยในการเจริญเติบโตหลาย กลไก อันจะทำให้เกิดการซ่อมแซม สมานบาดแผล กรณีที่เกิดการบาดเจ็บ หรือ อักเสบของข้อ ในคนที่มีอายุมากขึ้น กลไกเหล่านี้อาจบกพร่องทำให้การสมานตัวของเซลล์ที่บาดเจ็บ ไม่ดีเท่าในเด็ก หรือหนุ่มสาว ส่งผลให้เนื้อเยื่อต่างๆ ไม่แข็งแรง เส้นเอ็นหย่อนยาน ทำให้ข้อต่อต่างๆ หลวมไม่มั่นคง

·     การถ่ายทอดทางพันธุกรรม คุณ แม่ที่เป็นโรคข้อเสื่อม โดยเฉพาะข้อเสื่อมหลายๆ ข้อที่มีอาการตั้งแต่อายุน้อย สามารถถ่ายทอดสิ่งที่ไม่ดีไปให้ลูกหลานได้ ผู้ป่วยที่มีข้อนิ้วมือเสื่อมจะถ่ายทอดไปให้ลูกหลานได้มากกว่าข้อเข่าเสื่อม ขณะเดียวกันคนที่เป็นข้อเข่าเสื่อมจะมีข้อนิ้วมือเสื่อม หรือข้อกระดูกสันหลังเสื่อมได้พร้อมกัน กล่าวคือ เสื่อมได้ทุกข้อในร่างกาย ในขณะที่บางท่านอาจเสื่อมเฉพาะข้อใดข้อหนึ่งเพียงข้อเดียว

·     กระดูกพรุนกับข้อเสื่อม มี หลักฐานอ้างอิงพบว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุน มักจะไม่แสดงอาการของข้อเสื่อม ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่า ความหนาแน่นของกระดูกที่เสื่อมวัดได้สูงกว่าข้อกระดูกที่ไม่เสื่อม

·     โภชนาการกับข้อเสื่อม ขบวน การออกซิเดชั่น (การใช้ก๊าซออกซิเจน) มีผลทำให้เกิดโรคได้หลาย ๆ โรค สารต้านออกซิเดชั่นที่ได้จากอาหาร หรือจากการสังเคราะห์ สามารถป้องกัน หรือชะลอ การเกิดโรคได้ สารที่สำคัญที่ต่อต้านขบวนการออกซิเดชั่น คือ วิตามินซี, วิตามินอี, เบต้าคาโรทีน สารตัวอื่นที่สำคัญคือ วิตามินดี

·     การบาดเจ็บ การบาดเจ็บที่รุนแรงที่ทำให้ข้อแตกหัก หรือเอ็นฉีกขาดมีผลทำให้ข้อเสื่อมเร็วแน่นอน

·     น้ำหนักตัว น้ำหนัก ที่เกินทำให้ข้อต้องรับน้ำหนักมากขึ้นกว่าปกติตลอดเวลาที่ใช้งาน ขณะเดียวกันเซลล์ไขมันที่มีมากเกินไปในร่างกายจะมีผลต่อเซลล์กระดูกอ่อน และเซลล์กระดูกโดยจะทับถมทำให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้น

ปัจจัยที่เสี่ยงของโรคข้อเสื่อม คือ

1.  อายุเกิน 50 ปี (ข้อนี้คงขจัดไม่ได้ เพราะเราต้องแก่ลงทุกปี)

2.  เพศหญิง (ข้อนี้ก็ขจัดไม่ได้)

3.  ครอบครัวที่มีประวัติข้อเสื่อม (ข้อนี้ก็ขจัดไม่ได้)

4.  การบาดเจ็บที่รุนแรง หรือการผ่าตัดหัวเข่า

5.  โรคอ้วน, น้ำหนักเกิน

6.  งานที่ต้องแบกหาม ยืน เดินนาน

ข้อ 4-6 หลีกเลี่ยงได้คือ การลดน้ำหนัก, หลีกเลี่ยงการบาดเจ็บทั้งที่รุนแรง และไม่รุนแรง เช่น การเดินชนของแข็ง หยุดพักการใช้งานข้อที่ปวด อักเสบ และหลีกเลี่ยงการใช้งานเกินกำลัง การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา

การป้องกันโรคข้อเสื่อมมี 3 ระดับ ได้แก่

·     การป้องกันในระดับก่อนเกิดโรค

·     การป้องกันในระดับที่เกิดโรคแล้ว แต่ยังไม่มีอาการ (ป้องกันมิให้โรคพัฒนาต่อเนื่อง)

·     การป้องกันในระดับที่เกิดความพิการ ในระดับก่อนเกิดโรค หมายถึง ทุกท่านที่ยังมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ไม่มีอาการ ไม่มีโรคข้อเสื่อมใดๆ การป้องกันในระดับนี้คือ การขจัดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ดังกล่าวมาแล้ว

ขอขอบคุณ

Author
ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

โรคซึมเศร้า

4 สิงหาคม 2556 4.458

โรคซึมเศร้า เป็นโรคทางอารมณ์ชนิดหนึ่ง ซึ่งผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอารมณ์ซึมเศร้าอย่างรุนแรง โดยไม่มีสาเหตุอารมณ์ซึมเศร้า อาจเริ่มต้นจากน้อยๆ ไปหามาก ผู้ป่วยอาจมีอารมณ์ไม่แจ่มใส หดหู่ เศร้าหมอง มีทุกข์ จนถึงเบื่อหน่าย ท้อแท้ เบื่อชีวิต คิดว่าตนเองไร้ค่า คิดอยากตาย และอาจจะฆ่าตัวตายได้ ผู้ป่วยจะมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วยได้แก่ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลง ผอมลง เซื่องซึม นอนไม่หลับ ขาดสมาธิ ความจำเสื่อม เหนื่อยง่าย เพลีย ไม่มีแรง เบื่องาน หรือเบื่อกิจกรรมที่เคยทำแล้วสนุก ความรู้สึกทางเพศจะลดลงจนหมดไป การเบื่อสังคมอาจแสดงออกด้วยการเก็บตัว แยกตัว เซื่องซึม ขาดความมั่นใจในตนเอง เครียดง่าย กังวลง่าย มองโลกในแง่ร้าย ไม่เห็นทางแก้ไขปัญหา

คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยังตอน 3

27 สิงหาคม 2556 3.831

ระยะที่สาม คือ อาการงอเข่าไม่ค่อยสุด เเละอาจจะเหยียดไม่สุดด้วย ในปลายระยะนี้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม จะสังเกตตัวเอง ว่าเวลานั่งยองๆ มักจะเริ่มนั่งไม่ค่อยไหวครับ จะมีอาการปวดมากทุกครั้งที่เริ่มงอเข่ามากเกิน 90 องศา

การฝึกควบคุมปริมาตรกระเพาะอาหาร อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการลดความอ้วน

2 สิงหาคม 2556 3.042

หิว หรืออิ่มก็ยิ้มพอกัน ชีวิตกลางน้ำสุขสันต์ โอ้..สวรรค์..ใน..เรือนแพ" เพลงนี้อาจจะเก่าไปหน่อยสำหรับวัยรุ่น แต่เป็นเพลงที่บอกเล่าถึงความ"สุขใจ" กับทุกสถานการณ์ที่เจอ จะหิว จะอิ่มยังไงก็ได้

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ