โพสต์ 6 มิ.ย. 56 ปรับปรุง 8 มี.ค. 57 3,322 Views

กิ๊ฟท์และเด็กหลอดแก้ว

กิ๊ฟท์และเด็กหลอดแก้ว 

คู่สมรสที่ได้รับการตรวจหาสาเหตุจนครบ  และได้รับการรักษาตามสาเหตุ  ซึ่งแบ่งได้เป็น  2 กลุ่มใหญ่ ๆ  กลุ่มที่มีซีสต์ (cyst)  หรือเนื้องอก  มักได้รับการส่องกล้องผ่าตัด  ส่วนกลุ่มที่ไม่ต้องผ่าตัดมักได้รับการรักษาด้วยวิธีคัดเชื้อฉีดเข้าโพรงมดลูก  หรือ  IUI (intrauterine  insemination)  คู่สมรสไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งจะสามารถตั้งครรภ์ได้  แต่ผู้ที่ได้รับการรักษาเต็มที่  4  - 6  เดือนแล้ว ยังไม่ตั้งครรภ์  อาจต้องได้รับการรักษาด้วยเทคนิคช่วยการเจริญพันธุ์ ( Assisted  Reproductive  Technology ;  ART) 

เทคนิคช่วยการเจริญพันธุ์ที่รู้จักกันดี  ได้แก่  กิ๊ฟท์ (GIFT ; gamete  intra – fallopian  transfer)  และเด็กหลอดแก้ว  หรือการปฏิสนธินอกร่างกาย (IVF :  in  vitro  fertilization)  ทั้ง  2  วิธีนี้  ในระยะเริ่มต้นจะเหมือน ๆ  กัน  คือเริ่มด้วยการกระตุ้นไข่เพื่อจะได้ไข่หลาย ๆ  ใบ  แพทย์มักจะให้ยาฮอร์โมนชนิดพ่นจมูก  โดยให้เริ่มพ่นตั้งแต่  7  วันก่อนประจำเดือนจะมา  เมื่อประจำเดือนมาแล้ว  ในวันที่  3  จะเริ่มฉีดฮอร์โมนกระตุ้นไข่ทุกวัน  พอฉีดไป  5 – 6 วัน  จะนัดมาตรวจอัลตราซาวด์ทางช่องคลอดเพื่อดูขนาดและจำนวนของถุงไข่  ส่วนใหญ่ต้องฉีด  8 – 12 วัน  แล้วแต่การตอบสนองของแต่ละคน  จึงต้องตรวจอัลตราซาวด์  2 -  3 ครั้ง  พอไข่สุกเต็มที่จะฉีดยาฮอร์โมนให้เป็นเข็มสุดท้าย  หลังจากนั้น  34 – 36  ชั่วโมง  จะนัดมาเจาะเก็บไข่  ก่อนถึงวันเจาะเก็บไข่อาจมีการเจาะเลือดตรวจระดับฮอร์โมน  1 – 2 ครั้ง  ในวันเจาะเก็บไข่  ต้องงดน้ำงดอาหารมาประมาณ  8  ชั่วโมง  และวันนั้นสามีต้องมาเพื่อเก็บน้ำเชื้ออสุจิด้วย

กิ๊ฟท์และเด็กหลอดแก้วจะแตกต่างกันตรงช่วงนี้  คือ ถ้าทำกิ๊ฟท์จะเป็นการนำเอาไข่และอสุจิที่เตรียมด้วยน้ำยาแล้ว  ใส่กลับเข้าไปในท่อนำไข่  ดังนั้นผู้ป่วยจะต้องเข้าห้องผ่าตัด  ดมยาสลบ  และกรีดแผลเล็ก ๆ  ที่หน้าท้อง  3 ตำแหน่ง  เอากล้องส่องเข้าไปในช่องท้อง  แล้วเอาไข่เก็บอสุจิใส่ใน  catheter  สอดเข้าไปในท่อนำไข่  และฉีดไข่กับอสุจิไว้ตำแหน่งประมาณกึ่งกลางของท่อนำไข่  ผู้ป่วยจะต้องนอนโรงพยาบาล  1  คืน จึงจะกลับบ้านได้

ถ้าเป็นเด็กหลอดแก้ว  จะเจาะเก็บไข่ออกมาทางช่องคลอด  ผู้ป่วยนอนพัก  1 – 2 ชั่วโมงก็กลับบ้านได้  แพทย์จะนำไข่ที่ได้ใส่รวมกับอสุจิของสามีที่เตรียมด้วยน้ำยาแล้ว  นำเข้าไปเลี้ยงใน  incubator  ซึ่งเป็นตู้เพาะเลี้ยงตัวอ่อน  ที่มีอุณหภูมิ  37  องศาเซลเซียส  วันรุ่งขึ้นจะนำออกมาตรวจดู  หากมีการปฏิสนธิก็เลี้ยงต่อ  ประมาณ  3  วัน  เมื่อตัวอ่อนอยู่ในระยะ  6 – 8   เซลล์  ก็นำมาใส่กลับเข้าไปในโพรงมดลูกผ่านทางช่องคลอด  หรือจะเลี้ยง  5 วัน จนตัวอ่อนอยู่ในระยะ  blastocyst  แล้วค่อยใส่กลับก็ได้   ผู้ป่วยนอนพักประมาณ  2  ชั่วโมงก็กลับบ้านได้ไม่ต้องนอนในโรงพยาบาล  หลังใส่ตัวอ่อนแพทย์จะให้ยาฮอร์โมน  อาจเป็นยาฉีดหรือยาสอดช่องคลอด  เพื่อให้เยื่อบุโพรงมดลูกเหมาะแก่การฝังตัว  หลังใส่ตัวอ่อนประมาณ  12  วัน  แพทย์จะนัดมาเจาะเลือดตรวจดูว่ามีการตั้งครรภ์หรือไม่

ในช่วงแรกของการรักษาด้วยเทคนิคช่วยการเจริญพันธุ์  หรือประมาณสิบกว่าปีก่อน  มักนิยมทำกิ๊ฟท์มากกว่าเด็กหลอดแก้ว  เพราะอัตราการตั้งครรภ์สูงกว่า(ประมาณ  30%  ต่อ  15%)  แต่ต่อมาเมื่อห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อนและน้ำยาต่างๆ  มีการพัฒนามากขึ้น  อัตราการตั้งครรภ์ของทั้ง  2  วิธีใกล้เคียงกัน  คือประมาณ  30 %  ต่อรอบการรักษา  ดังนั้น ปัจจุบันจึงมักทำวิธีเด็กหลอดแก้วเพื่อจะได้ไม่ต้องเสี่ยงต่อการดมยาผ่าตัดเหมือนวิธีกิ๊ฟท์  และไม่ต้องนอนพักในโรงพยาบาล ทำให้ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลดลง

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

อาการเจ็บคอ

28 สิงหาคม 2556 6.063

อาการเจ็บคออาจมีสาเหตุได้จากหลายประการ แต่ที่พบบ่อยได้แก่พวกที่เกิดจากการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น ไข้หวัด , คอและต่อมทอนซิลอักเสบ

ปวดไหล่

6 มิถุนายน 2556 1.875

อาการ เจ็บ ปวด บริเวณข้อไหล่ ยกแขนข้างนั้นขึ้นไม่สุด ถ้าเป็นมากจะใช้มือข้างนั้นหวีผมโอบไปรักแร้ด้านตรงข้าม เกาหลังไม่ได้ หลังจากเกิดอุบัติเหตุล้มกระแทกพื้น

การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน

27 สิงหาคม 2556 1.450

หลาย ๆ ท่านในวัยใกล้หมดประจำเดือน หรือหมดประจำเดือนไปแล้ว มักจะถามแพทย์เสมอว่า จะทราบได้อย่างไรว่ากระดูกของตนเองยังดีปกติอยู่ หรือเข้าข่ายเริ่ม ๆ กระดูกพรุนแล้ว

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ