โพสต์ 23 พ.ย. 58 ปรับปรุง 28 พ.ค. 60 1,536 Views

กิน-อยู่ อย่างไรให้ห่างไกลอัมพฤกษ์ อัมพาต

อัมพฤกษ์-อัมพาต คือ โรคที่ผู้ป่วยมีอาการชา ไม่มีแรง หรือสูญเสียการใช้ของอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย เช่น แขน ขาไม่มีแรง ชา หรือยกแขน ขาไม่ได้ ถ้าเป็นมากอาจเป็นทั้งแขนและขา อาจหมดสติ หรือถึงกับเสียชีวิตได้ในทันที

สาเหตุของอัมพฤกษ์-อัมพาตมีมากมาย ตั้งแต่โรคของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองอาจมีการตีบ อุดตัน หรือเลือดออก (เรียกว่า cerebrovascular diseases หรือ CVA หรือ stroke) แต่อาจจะเกิดจากโรคมะเร็ง หรือก้อนเนื้อที่ไม่ใช่มะเร็ง หรืออาจจะเป็นโรคของเซลล์ประสาทเองก็ได้

ในที่นี้จะขอพูดเฉพาะโรคที่เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง

ปัจจัยเสี่ยงของการที่หลอดเลือดจะตีบและอุดตัน (atherosclerosis) ก็คล้ายๆโรคของหลอดเลือดตีบและอุดตันทั่วร่างกาย โดยเฉพาะหลอดเลือดของหัวใจ กล่าวคือ พันธุกรรม เพศชายอายุ ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน อ้วน ไม่ออกกำลังกาย ความเครียด ซึ่งพยาธิสภาพของหลอดเลือดมักมีขึ้นตั้งแต่เกิด แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทีละเล็กละน้อย โดยทั่วๆไปแล้วก่อนที่จะมีอาการโดยเฉพาะที่หัวใจ หลอดเลือดมักต้องตีบ 50-75% ของเส้นผ่าศูนย์กลางของหลอดเลือด ทั้งนี้จะต้องมีการแตกของ “ก้อนไขมัน” ที่อยู่ใต้ผนังหลอดเลือดทำให้มีปฏิกิริยาและเกิดการอุดตันของหลอดเลือด ฯลฯ

ผู้ที่เป็นอัมพฤกษ์-อัมพาตมักจะมีอาการขึ้นมาทันทีทันใด คือพูดไม่ได้ หรือ แขน ขาไม่มีแรง ชา หรือเคลื่อนไหวไม่ได้ ความผิดปกติอาจเป็นแค่นี้ หรือเป็นมากขึ้น หรือดีขึ้น อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว สาเหตุอาจเกิดจากการขาดเลือดไปเลี้ยงสมอง ถ้าขาดเลือดเพียงไม่กี่วินาทีจนถึงหลายนาทีอาจทำให้เกิดอาการอัมพฤกษ์อัมพาตได้ ถ้าเลือดสามารถไหลได้ตามปกติในระยะเวลาที่รวดเร็วผู้ป่วยอาจกลับคืนสู่สภาพเดิมได้อย่างครบถ้วน แต่ถ้าสมองขาดเลือดนานเกินไปเซลล์ของสมองอาจตายได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ร่างกายจะไม่กลับคืนสู่สภาพเดิม ถ้าอาการมีนานกว่า 24 ชั่วโมงถือได้ว่าเป็นโรคอัมพฤกษ์อัมพาตแล้ว

การไหลน้อยของเลือดในหลอดเลือดสมองอาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่มีความดันโลหิตต่ำ เช่น จากการเต้นไม่เป็นจังหวะของหัวใจ หลอดเลือดหัวใจอุดตัน หรือจากการเสียเลือดและช็อก ถ้าหลอดเลือดสมองมีเลือดน้อยไปนานๆจะทำให้เกิดการตายของเซลล์สมองได้ ซึ่งจะนำไปสู่อัมพฤกษ์อัมพาต

อัมพฤกษ์-อัมพาต ยังเกิดได้จากการที่หลอดเลือดสมองแตก ทำให้มีเลือดออกไปกดเซลล์สมองและมีอาการต่างๆตามมา เวลามีอัมพฤกษ์-อัมพาตเกิดขึ้นแพทย์จะต้องวินิจฉัยสาเหตุให้ได้ว่าเกิดจากโรคอะไร หลอดเลือด มะเร็ง หรือโรคทางเส้นประสาทเอง ถ้าเป็นโรคของหลอดเลือดเอง ต้องวินิจฉัยให้ได้ว่าเป็นการตีบ อุดตัน หรือหลอดเลือดแตก เพราะการรักษาไม่เหมือนกัน ถ้าวินิจฉัยและรักษาผิดอาจมีปัญหาเกิดขึ้นได้

การตีบของหลอดเลือดมักเกิดจากมีไขมันไปเกาะที่ใต้ผนังของหลอดเลือดใหญ่ที่อยู่นอกสมอง ไขมันนี้อาจหลุดและไหลไปอุดตันในหลอดเลือดที่เล็กกว่าในสมองทำให้เกิดอาการได้ หรือหลอดเลือดในสมองอาจมีการอุดตันเอง ผู้ป่วยอาจมีอาการเตือนมาก่อน คือ แขนขาไม่มีแรง แต่เป็นเพียงชั่วครู่ ถ้าไม่ได้รับการวินิจฉัย รักษาที่ถูกต้องอาจจะเป็นอัมพฤกษ์-อัมพาตได้ในโอกาสต่อมา

การอุดตันของหลอดเลือดสมองอาจมาจากก้อนเลือด(หรือไขมัน)ที่หลุดมาจากหัวใจหรือหลอดเลือดอื่นได้ ซึ่งในกรณีนี้อาการของอัมพฤกษ์-อัมพาตมักเป็นมากทันทีที่เกิดอาการ

การป้องกันการเกิดอัมพฤกษ์-อัมพาตคือ การหาปัจจัยเสี่ยง คือความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง บุหรี่ อ้วน ไม่ออกกำลังกาย และความเครียด ฉะนั้นทุกๆคนจึงควรหมั่นวัด

  1. ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตมี 2 ระดับ
    • ระดับบนเรียกว่า systolic ซึ่งไม่ควรสูงเกินกว่า 135 mmHg
    • ระดับล่างเรียกว่า diastolic ไม่ควรสูงเกินกว่า 85 mmHg
  2. เบาหวาน ควรวัดน้ำตาลในเลือดซึ่งควรอยู่ต่ำกว่า 100 มิลลิกรัม% ถ้าอยู่ระหว่าง 100-126 ถือว่าเป็นว่าที่เบาหวาน ถ้าสูงกว่า 126 ถือว่าเป็นเบาหวาน
  3. ไขมันในเลือดสูง ต้องวัดไขมันในเลือด หา total cholesterol, triglyceride และ HDL ซึ่งไขมัน 2 ตัวแรกเป็นไขมันที่ไม่ดีถ้ามีมากไป ส่วน HDL ยิ่งสูงจะยิ่งดี จะป้องกันโรคหลอดเลือดตีบและอุดตัน
    • total cholesterol ไม่ควรสูงเกิน 200 มิลลิกรัม%
    • triglyceride ไม่ควรเกิน 150 มิลลิกรัม%
    • HDL ควรสูงกว่า 50 มิลลิกรัม% ในชายและ 60 ในหญิง
    • อัตราส่วนของ cholesterol ต่อ HDL ในชายควรต่ำกว่า 5 ในหญิงควรต่ำกว่า 4.5
    • ไขมัน LDL (low density liproprotein) ซึ่งเป็นไขมันที่ไม่ดี ควรจะต่ำกว่า 130 มิลลิกรัมในผู้ที่ไม่เคยเป็นโรคหัวใจ แต่ผู้ที่เคยเป็นโรคหัวใจหรือเป็นเบาหวาน (ถึงแม้จะยังไม่เป็นโรคหัวใจ) LDL ควรต่ำกว่า 100

โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคไขมันในเลือดสูงควรได้รับการตรวจ วินิจฉัย รักษาภายใต้การควบคุมของแพทย์ แต่หลักการคือ ออกกำลังกายที่เหมาะสม และรับประทานอาหารที่เหมาะสม

  • การออกกำลังกายที่เหมาะสมคือ ต้องเป็นการออกกำลังกายที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องและนานพอคือ 30-40 นาที ซึ่งต้องหนักพอคือให้หัวใจเต้นประมาณ 70% ของความสามารถสูงสุดที่หัวใจจะเต้นได้ (วิธีคำนวณความสามารถสูงสุดที่หัวใจจะเต้นได้คือ 220-อายุ (ปี) เช่น คนอายุ 60 ปี = 220-60 = 160 ครั้ง 70% ของ 160 คือ 112 ครั้งต่อนาที) แต่ในทางปฏิบัติถ้าไม่มีเครื่องวัดชีพจรอาจไม่ต้องวัด แต่ออกกำลังกายให้รู้สึกเหนื่อย หอบเล็กน้อย และมีเหงื่อออก ต้องทำอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์วิธีการออกกำลังกายที่ดีคือการเดินเร็วๆ วิ่งเหยาะๆ ว่ายน้ำ ถีบจักรยานอยู่กับที่ เต้นแอโรบิก ฯลฯ
  • การรับประทานอาหารที่เหมาะสมคือ การรับประทานหนักไปทางผัก ปลา ข้าว ผลไม้ ควรหลีกเลี่ยงมันสัตว์ หนังสัตว์ เครื่องใน ไข่แดง (ไม่ควรทานมากกว่า 3 ฟองต่อสัปดาห์) กะทิ ของหวาน น้ำหวาน

ท่านควรดูแลตนเองด้วยการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่เหมาะสมตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และบอกลูกหลาน ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงให้ทำด้วย และถ้าเป็นไปได้ควรวัดความดันโลหิต ตรวจน้ำตาล ไขมันในเลือดด้วย เพราะการปฏิบัติตนเองเพียงแค่นี้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคอัมพฤกษ์-อัมพาตได้มากมาย และยังโรคอื่นๆด้วย เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง กระดูกพรุน โรคมะเร็งบางชนิด อาการปวดหลัง ฯลฯ

การสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ดีกว่ารอให้เป็นแล้วจึงรักษาครับ ได้ผลดีกว่า ประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย

ขอขอบคุณ

Author

นพ. วัชรพงศ์ ชูศรี

ประสาทวิทยา

1 บทความ

ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

ยาเฟนิลโปรปาโนลามีน (Phenylpropanolamine)

6 มิถุนายน 2556 744

ยาเฟนิลโปรปาโนลามีน (Phenylpropanolamine) หรือเรียกย่อ ๆ ว่าพีพีเอ (PPA) ได้นำมาใช้ในทางการแพทย์ประมาณ 30 ปีมาแล้ว ระยะแรกพบว่าใช้ได้ผลในการลดอาการคัดจมูก ต่อมาพบว่า สามารถใช้เป็นยาลดความอยากอาหารได้

ปัจจัยความสำเร็จของฟุตซอลไทย ใน ฟุตซอลโลก 2012

18 กุมภาพันธ์ 2557 958

ผมขออนุญาตเขียนถึงฟุตซอลไทยอีกสัปดาห์หนึ่ง เพราะได้มีโอกาสเข้าไปเป็นแพทย์ประจำทีมฟุตซอล ทีมชาติไทย ที่ไปร่วมแข่งขันฟุตซอลโลกที่บราซิล (FIFA Futsal World Cup Brazil 2008) และมีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณอดิศักดิ์ เบญจศิริวรรณ ผู้จัดการทีม

วิธีการเลือกรองเท้าให้เด็ก

19 กุมภาพันธ์ 2557 863

การดูแลบุตรหลานของท่าน นอกจากอาหารการกินที่เหมาะสมแล้ว ปัญหาเรื่องรองเท้าก็มีส่วนสำคัญ ที่ท่านควรทราบถึงวิธีการเลือกรองเท้าให้เด็ก เราขอแนะนำหลักการเลือกรองเท้า 8 ประการดังนี้คือ

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ