โพสต์ 8 ก.พ. 60 ปรับปรุง 11 ก.พ. 60 1,196 Views

การเพิ่มขีดความสามารถและฝึกการปรับตัวให้ลูก

โลกในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็ว แต่ละคนจึงต้องเตรียมพร้อม เรียนรู้ และปรับปรุง ตนเองเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ โดยเฉพาะการเตรียมพร้อมลูกหลานเยาวชนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและมีศักยภาพในการรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ อันจะช่วยให้เขาเหล่านั้นสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นปกติสุขไม่ตื่นตระหนกกับความเปลี่ยนแปลงจนอาจนำไปสู่ความสูญเสียสมดุลในการมีชีวิต และหากเกิดปัญหาหรืออุปสรรค ที่ไม่คาดคิด เขาเหล่านั้นก็จะสามารถรับมือและหาทางออกได้อย่างสร้างสรรค์ ในทางการแพทย์จึงให้ความสำคัญกับการสร้างเสริม “ความสามารถด้านการปรับตัว (Resilience)” ซึ่งเป็นพัฒนาการที่สำคัญด้านหนึ่งที่ผู้ปกครองควรปลูกฝังให้ลูกหลานตั้งแต่ยังเยาว์วัย (1)

Resilience สำหรับเด็ก คือ การที่เด็กสามารถปรับตัวหรือแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเผชิญกับปัญหาหรืออุปสรรค การที่เด็กแต่ละคนมีความสามารถในการปรับตัวที่แตกต่างกันนั้น ขึ้นอยู่กับความสมดุลระหว่างปัจจัยเสริมด้านบวกและด้านลบ กล่าวคือ หากเด็กมีปัจจัยเสริมด้านบวกมากกว่า ก็จะทำให้สามารถแก้ปัญหาในเชิงสร้างสรรค์มากกว่าการหาทางออกด้วยวิธีที่ผิดพลาดจนก่อให้เกิดผลเสียตามมา (2) เปรียบเสมือนตาชั่งที่มีแขนข้างหนึ่งรับปัจจัยด้านบวก อีกข้างรับปัจจัยด้านลบ หากมีปัจจัยบวกมากกว่า ก็จะสามารถถ่วงให้เกิดความสมดุลได้แม้เวลาที่มีปัญหาอุปสรรคหรือปัจจัยด้านลบถาโถมเข้าใส่ นอกจากนี้ การที่เด็กมีปัจจัยด้านบวกมาก ยังจะสามารถเปลี่ยนความเครียดที่เป็นพิษ (Toxic stress) ให้กลายเป็นความเครียดที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ (Positive stress) อันนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้อีกด้วย

ผู้ปกครองสามารถสร้างเสริมประสบการณ์ที่เป็นปัจจัยด้านบวกให้กับลูกหลานได้ ดังนี้ (3, 4)

  1. สานสัมพันธภาพเชิงบวกผ่านการเข้าใจและตอบสนองได้ตรงกับตัวตนของเด็ก (Stable and committed relationship with a supportive parent) โดยเริ่มจากการที่ผู้ปกครองเข้าใจในความแตกต่างของเด็กแต่ละคน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความสามารถในการเรียนรู้ แล้วจึงกระตุ้นให้เด็กได้รับประสบการณ์ที่เหมาะสมกับความแตกต่างนั้น ๆ ตัวอย่างเช่น หากเด็กมีพื้นอารมณ์แบบต้องการเวลาในการปรับตัวนาน (Slow to warm-up) ผู้ปกครองอาจพิจารณาเตรียมความพร้อมให้กับเด็กก่อนเข้าโรงเรียนด้วยการพาเด็กเข้าไปเดินดูสถานที่ ลองให้รู้จักคุ้นเคยกับเพื่อนและคุณครู รวมทั้งลองให้อยู่ที่โรงเรียนเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ก่อนจะเพิ่มให้เด็กไปอยู่ที่โรงเรียนทั้งวัน จะช่วยให้เด็กเริ่มเรียนรู้การปรับอารมณ์ตนเอง อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างเด็กและผู้ปกครองได้อีกด้วย การส่งเสริมเช่นนี้จะช่วยให้เด็กรู้ว่าผู้ปกครองเข้าใจเขา และไม่ละทิ้งเขาไปในช่วงเวลาที่ต้องการกำลังใจจากผู้ปกครอง ซึ่งการมีสัมพันธภาพเชิงบวกดังกล่าวนี้ จะทำให้เด็กตระหนักได้ว่าตนเองมีคุณค่าต่อผู้ปกครอง
  2. สร้างคุณค่าในตัวเอง (Building a sense of self-efficacy and mastery) โดยผู้ปกครองสังเกตว่า เด็กมีความถนัดด้านใด แล้วจึงส่งเสริมให้เด็กเกิดการเรียนรู้ผ่านทักษะด้านนั้น ๆ จะช่วยให้เด็กตระหนักถึงศักยภาพที่แท้จริงของตนเองได้ ตัวอย่างเช่น หากเด็กที่มีความถนัดในการเรียนรู้ผ่านการมองเห็น ผู้ปกครองอาจสอนโดยการทำให้ดู จะทำให้เด็กเข้าใจและสามารถทำได้มากกว่าการใช้วิธีอธิบายให้ฟัง หรือผู้ปกครองอาจจัดหาของเล่นที่ตรงกับความถนัดของเด็ก จะทำให้เด็กสนใจและสามารถต่อยอดความคิดจากของเล่นที่ตนชอบได้มากกว่าของเล่นที่ไม่ตรงกับความถนัด ตัวอย่างเช่น หากเด็กมีความถนัดในด้านภาษา ผู้ปกครองควรส่งเสริมของเล่นที่ใช้ภาษาในการเรียนรู้ อาทิ หนังสือ เกมครอสเวิร์ด เป็นต้น ทั้นี้ เมื่อเด็กทราบความถนัดของตนเองและพัฒนาจนเกิดเป็นจุดเด่นของตนเองได้แล้ว จะทำให้เด็กตระหนักถึงคุณค่าของตนเอง อันจะนำไปสู่ความมั่นใจในตนเอง และการที่เด็กรู้ว่าตนเป็นคนที่มีคุณค่านี้เองจะเป็นปัจจัยด้านบวกที่ทำให้กล้าปฏิเสธ สิ่งที่คนอื่นชักชวนไปในทางที่ผิดได้
  3. สร้างโอกาสให้รู้จักการปรับตัว (Providing opportunities to strengthen adaptive skills and self-regulatory capacities) โดยผู้ปกครองควรฝึกให้เด็กรับมือกับปัญหาด้วยตนเอง เริ่มจากปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ตามสภาพความเป็นจริง หลังจากนั้นก็ปล่อยให้เด็กเผชิญกับอุปสรรคที่ใหญ่ขึ้นตามวัย เพื่อเตรียมพร้อมให้เด็กรับมือกับอุปสรรคที่อาจใหญ่ขึ้นในอนาคตได้ ทั้งนี้ มีงานวิจัยทางการแพทย์บ่งชี้เรื่องดังกล่าว โดยมีการแบ่งเด็กเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ (1)กลุ่มเด็กที่มีความสามารถแต่ไม่เคยต้องเผชิญกับสภาวะยากลำบากที่ต้องปรับตัว (Competence group) (2) กลุ่มเด็กที่ความสามารถและเผชิญกับอุปสรรคที่ต้องปรับตัวอยู่บ่อยครั้ง (Resilient group) และ (3) กลุ่มที่ไม่มีความสามารถและไม่เคยเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องปรับตัวเลย (Maladaptive group) การวิจัยพบว่าเด็กกลุ่มที่ 2 คือ เด็กทีมีโอกาสเผชิญกับปัญหาหรืออุปสรรคที่ต้องปรับตัวอยู่บ่อยครั้ง จะมีคะแนน IQ เฉลี่ยดีกว่าเด็กกลุ่มอื่นและใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างปกติสุขได้มากกว่ากลุ่มอื่นอีกด้วย นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบอีกว่าหากเด็กเผชิญกับอุปสรรคที่เหมาะสม (Positive stress) จะส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของตนเองได้มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี หากเด็กต้องปรับตัวในสถานการณ์ที่ยากเกินไป จะกลายเป็นปัจจัยด้านลบต่อการปรับตัวของเด็กได้ (Toxic stress) ดังนั้น การสร้างโอกาสให้ลูกหลานรู้จักปรับตัวและเผชิญกับอุปสรรคด้วยตนเองก็ต้องคำนึงถึงระดับที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละวัยด้วย
  4. สร้างพลังแห่งศรัทธาและความหวัง (Mobilizing sources of faith, hope, and cultural traditions) โดยผู้ปกครองควรให้การเลี้ยงดูลูกหลานผ่านการปลูกฝังความเชื่อในสิ่งทีดีงามและถูกต้อง ซึ่งสอดคล้องกับผลวิจัยทางการแพทย์ที่ว่าเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูโดยปลูกฝังให้มีความเชื่อ ศาสนา หรือมีวัฒนธรรม จะรับมือกับอุปสรรคที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้ดีกว่าเด็กที่ไม่มีความเชื่อใด ๆ เลย นอกจากนี้ การเลี้ยงดูให้เด็กมีความเชื่อในสิ่งที่ดีงามและถูกต้อง ยังจะเป็นพลังที่สะสมอยู่ภายในใจให้เด็กพร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งเลวร้ายที่อาจผ่านเข้ามาในชีวิตได้อย่างมีความหวัง

นอกเหนือจากการสร้างเสริมประสบการณ์ที่เป็นปัจจัยด้านบวกให้กับลูกหลานแล้ว การฝึกการบริหารจัดการตัวเอง (Executive function) ยังจะช่วยให้เด็กมีทักษะในการปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย (5) ซึ่งผู้ปกครองสามารถฝึกทักษะการบริหารจัดการตนเองให้แก่ลูกหลานได้เด็กได้ ดังนี้

  1. ฝึกให้รู้จักการควบคุมตนเอง เช่น การยับยั้งชั่งใจ การคิดไตร่ตรองก่อนตัดสินใจ การรู้จักรอคอย เป็นต้น
  2. ฝึกให้มีความยืดหยุ่นทางความคิด เช่น รู้จักการปรับเปลี่ยนวิธีการแก้ปัญหาในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน
  3. ฝึกให้บริหารความจำเพื่อนำมาใช้งาน เช่น จำกติกาของเกมเพื่อสามารถเล่นกับคนอื่นได้ รับผิดชอบงานที่ครูสั่งได้ เป็นต้น

การที่ลูกหลานจะเติบโตอย่างมีศักยภาพและมีความสุขในสังคมยุคปัจจุบัน มีความจำเป็นอย่างยิ่งผู้ปกครองจะต้องใส่ใจให้การเลี้ยงดูเพื่อให้เขาเหล่านั้นยืนหยัดในความเป็นตัวตนและยืดหยุ่นกับสภาวะต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป ในทุกวันและเวลาของชีวิต ดังนั้น การปลูกฝังให้ลูกหลานมีความสามารถในการปรับตัวและบริหารจัดการตนเองได้ จะทำให้เขาเหล่านั้นเติบโตอย่างมีคุณภาพและศักยภาพ รวมถึงใช้ชีวิตอยู่ได้ในวันที่ไม่มีผู้ปกครองคอยโอบอุ้มเขาอีกแล้ว

Reference

  1. Masten AS, Obradovic J. Competence and resilience in development. Annals of the New York Academy of Sciences. 2006;1094:13-27.
  2. Masten AS, Tellegen A. Resilience in developmental psychopathology: contributions of the Project Competence Longitudinal Study. Development and psychopathology. 2012;24(2):345-61.
  3. Promoting Resilience [electronic]. www.aap.org/en-us/advocacy-and-policy/aap-health-initiatives/resilience/Pages/Promoting-Resilience.aspx: American Academy of Pediatrics.
  4. The Science of Resilience [Electronic]. www.developingchild.harvard.edu: Center on the Developing Child at Harvard University.; 2015.
  5. Greenberg MT. Promoting resilience in children and youth: preventive interventions and their interface with neuroscience. Annals of the New York Academy of Sciences. 2006;1094:139-50.

ขอขอบคุณ

Author

พญ. มัณฑนา ชลานันต์

กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก

1 บทความ

ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

Global Fund To Fight AIDS, TB, And Malaria

17 กุมภาพันธ์ 2557 615

จากการสนับสนุนของเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ United Nations Secretary General Kofi Annan กองทุนเพื่อต่อสู้กับโรคเอดส์, วัณโรค และ มาลาเรีย ได้รับเงินสนับสนุนมากถึง 2,100 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา

เบาหวานกับต้อกระจก

15 กุมภาพันธ์ 2557 644

โรคต้อกระจก ส่วนใหญ่พบในผู้สูงอายุ และเป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญของโรคเบาหวานแม้ว่าต้อกระจกไม่ใช่โรคทางพันธุกรรมโดยตรง แต่ปัจจุบันพบว่า มีปัจจัยทางพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง

การเก็บรักษายาอย่างมีคุณภาพ

6 มิถุนายน 2556 1.218

"ยา" ควรได้รับการเก็บรักษาไว้รวมกันและเก็บอยู่ในตู้เฉพาะควรจัดแยกให้เป็นสัดส่วนยาทุกชนิดต้องบรรจุอยู่ในภาชนะที่มีฝาปิดสนิทแน่นและมีฉลากติดให้เรียบร้อย

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ