โพสต์ 8 ก.พ. 60 ปรับปรุง 11 ก.พ. 60 1,499 Views

การเพิ่มขีดความสามารถและฝึกการปรับตัวให้ลูก

โลกในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็ว แต่ละคนจึงต้องเตรียมพร้อม เรียนรู้ และปรับปรุง ตนเองเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ โดยเฉพาะการเตรียมพร้อมลูกหลานเยาวชนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและมีศักยภาพในการรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ อันจะช่วยให้เขาเหล่านั้นสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นปกติสุขไม่ตื่นตระหนกกับความเปลี่ยนแปลงจนอาจนำไปสู่ความสูญเสียสมดุลในการมีชีวิต และหากเกิดปัญหาหรืออุปสรรค ที่ไม่คาดคิด เขาเหล่านั้นก็จะสามารถรับมือและหาทางออกได้อย่างสร้างสรรค์ ในทางการแพทย์จึงให้ความสำคัญกับการสร้างเสริม “ความสามารถด้านการปรับตัว (Resilience)” ซึ่งเป็นพัฒนาการที่สำคัญด้านหนึ่งที่ผู้ปกครองควรปลูกฝังให้ลูกหลานตั้งแต่ยังเยาว์วัย (1)

Resilience สำหรับเด็ก คือ การที่เด็กสามารถปรับตัวหรือแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเผชิญกับปัญหาหรืออุปสรรค การที่เด็กแต่ละคนมีความสามารถในการปรับตัวที่แตกต่างกันนั้น ขึ้นอยู่กับความสมดุลระหว่างปัจจัยเสริมด้านบวกและด้านลบ กล่าวคือ หากเด็กมีปัจจัยเสริมด้านบวกมากกว่า ก็จะทำให้สามารถแก้ปัญหาในเชิงสร้างสรรค์มากกว่าการหาทางออกด้วยวิธีที่ผิดพลาดจนก่อให้เกิดผลเสียตามมา (2) เปรียบเสมือนตาชั่งที่มีแขนข้างหนึ่งรับปัจจัยด้านบวก อีกข้างรับปัจจัยด้านลบ หากมีปัจจัยบวกมากกว่า ก็จะสามารถถ่วงให้เกิดความสมดุลได้แม้เวลาที่มีปัญหาอุปสรรคหรือปัจจัยด้านลบถาโถมเข้าใส่ นอกจากนี้ การที่เด็กมีปัจจัยด้านบวกมาก ยังจะสามารถเปลี่ยนความเครียดที่เป็นพิษ (Toxic stress) ให้กลายเป็นความเครียดที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ (Positive stress) อันนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้อีกด้วย

ผู้ปกครองสามารถสร้างเสริมประสบการณ์ที่เป็นปัจจัยด้านบวกให้กับลูกหลานได้ ดังนี้ (3, 4)

  1. สานสัมพันธภาพเชิงบวกผ่านการเข้าใจและตอบสนองได้ตรงกับตัวตนของเด็ก (Stable and committed relationship with a supportive parent) โดยเริ่มจากการที่ผู้ปกครองเข้าใจในความแตกต่างของเด็กแต่ละคน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความสามารถในการเรียนรู้ แล้วจึงกระตุ้นให้เด็กได้รับประสบการณ์ที่เหมาะสมกับความแตกต่างนั้น ๆ ตัวอย่างเช่น หากเด็กมีพื้นอารมณ์แบบต้องการเวลาในการปรับตัวนาน (Slow to warm-up) ผู้ปกครองอาจพิจารณาเตรียมความพร้อมให้กับเด็กก่อนเข้าโรงเรียนด้วยการพาเด็กเข้าไปเดินดูสถานที่ ลองให้รู้จักคุ้นเคยกับเพื่อนและคุณครู รวมทั้งลองให้อยู่ที่โรงเรียนเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ก่อนจะเพิ่มให้เด็กไปอยู่ที่โรงเรียนทั้งวัน จะช่วยให้เด็กเริ่มเรียนรู้การปรับอารมณ์ตนเอง อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างเด็กและผู้ปกครองได้อีกด้วย การส่งเสริมเช่นนี้จะช่วยให้เด็กรู้ว่าผู้ปกครองเข้าใจเขา และไม่ละทิ้งเขาไปในช่วงเวลาที่ต้องการกำลังใจจากผู้ปกครอง ซึ่งการมีสัมพันธภาพเชิงบวกดังกล่าวนี้ จะทำให้เด็กตระหนักได้ว่าตนเองมีคุณค่าต่อผู้ปกครอง
  2. สร้างคุณค่าในตัวเอง (Building a sense of self-efficacy and mastery) โดยผู้ปกครองสังเกตว่า เด็กมีความถนัดด้านใด แล้วจึงส่งเสริมให้เด็กเกิดการเรียนรู้ผ่านทักษะด้านนั้น ๆ จะช่วยให้เด็กตระหนักถึงศักยภาพที่แท้จริงของตนเองได้ ตัวอย่างเช่น หากเด็กที่มีความถนัดในการเรียนรู้ผ่านการมองเห็น ผู้ปกครองอาจสอนโดยการทำให้ดู จะทำให้เด็กเข้าใจและสามารถทำได้มากกว่าการใช้วิธีอธิบายให้ฟัง หรือผู้ปกครองอาจจัดหาของเล่นที่ตรงกับความถนัดของเด็ก จะทำให้เด็กสนใจและสามารถต่อยอดความคิดจากของเล่นที่ตนชอบได้มากกว่าของเล่นที่ไม่ตรงกับความถนัด ตัวอย่างเช่น หากเด็กมีความถนัดในด้านภาษา ผู้ปกครองควรส่งเสริมของเล่นที่ใช้ภาษาในการเรียนรู้ อาทิ หนังสือ เกมครอสเวิร์ด เป็นต้น ทั้นี้ เมื่อเด็กทราบความถนัดของตนเองและพัฒนาจนเกิดเป็นจุดเด่นของตนเองได้แล้ว จะทำให้เด็กตระหนักถึงคุณค่าของตนเอง อันจะนำไปสู่ความมั่นใจในตนเอง และการที่เด็กรู้ว่าตนเป็นคนที่มีคุณค่านี้เองจะเป็นปัจจัยด้านบวกที่ทำให้กล้าปฏิเสธ สิ่งที่คนอื่นชักชวนไปในทางที่ผิดได้
  3. สร้างโอกาสให้รู้จักการปรับตัว (Providing opportunities to strengthen adaptive skills and self-regulatory capacities) โดยผู้ปกครองควรฝึกให้เด็กรับมือกับปัญหาด้วยตนเอง เริ่มจากปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ตามสภาพความเป็นจริง หลังจากนั้นก็ปล่อยให้เด็กเผชิญกับอุปสรรคที่ใหญ่ขึ้นตามวัย เพื่อเตรียมพร้อมให้เด็กรับมือกับอุปสรรคที่อาจใหญ่ขึ้นในอนาคตได้ ทั้งนี้ มีงานวิจัยทางการแพทย์บ่งชี้เรื่องดังกล่าว โดยมีการแบ่งเด็กเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ (1)กลุ่มเด็กที่มีความสามารถแต่ไม่เคยต้องเผชิญกับสภาวะยากลำบากที่ต้องปรับตัว (Competence group) (2) กลุ่มเด็กที่ความสามารถและเผชิญกับอุปสรรคที่ต้องปรับตัวอยู่บ่อยครั้ง (Resilient group) และ (3) กลุ่มที่ไม่มีความสามารถและไม่เคยเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องปรับตัวเลย (Maladaptive group) การวิจัยพบว่าเด็กกลุ่มที่ 2 คือ เด็กทีมีโอกาสเผชิญกับปัญหาหรืออุปสรรคที่ต้องปรับตัวอยู่บ่อยครั้ง จะมีคะแนน IQ เฉลี่ยดีกว่าเด็กกลุ่มอื่นและใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างปกติสุขได้มากกว่ากลุ่มอื่นอีกด้วย นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบอีกว่าหากเด็กเผชิญกับอุปสรรคที่เหมาะสม (Positive stress) จะส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของตนเองได้มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี หากเด็กต้องปรับตัวในสถานการณ์ที่ยากเกินไป จะกลายเป็นปัจจัยด้านลบต่อการปรับตัวของเด็กได้ (Toxic stress) ดังนั้น การสร้างโอกาสให้ลูกหลานรู้จักปรับตัวและเผชิญกับอุปสรรคด้วยตนเองก็ต้องคำนึงถึงระดับที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละวัยด้วย
  4. สร้างพลังแห่งศรัทธาและความหวัง (Mobilizing sources of faith, hope, and cultural traditions) โดยผู้ปกครองควรให้การเลี้ยงดูลูกหลานผ่านการปลูกฝังความเชื่อในสิ่งทีดีงามและถูกต้อง ซึ่งสอดคล้องกับผลวิจัยทางการแพทย์ที่ว่าเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูโดยปลูกฝังให้มีความเชื่อ ศาสนา หรือมีวัฒนธรรม จะรับมือกับอุปสรรคที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้ดีกว่าเด็กที่ไม่มีความเชื่อใด ๆ เลย นอกจากนี้ การเลี้ยงดูให้เด็กมีความเชื่อในสิ่งที่ดีงามและถูกต้อง ยังจะเป็นพลังที่สะสมอยู่ภายในใจให้เด็กพร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งเลวร้ายที่อาจผ่านเข้ามาในชีวิตได้อย่างมีความหวัง

นอกเหนือจากการสร้างเสริมประสบการณ์ที่เป็นปัจจัยด้านบวกให้กับลูกหลานแล้ว การฝึกการบริหารจัดการตัวเอง (Executive function) ยังจะช่วยให้เด็กมีทักษะในการปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย (5) ซึ่งผู้ปกครองสามารถฝึกทักษะการบริหารจัดการตนเองให้แก่ลูกหลานได้เด็กได้ ดังนี้

  1. ฝึกให้รู้จักการควบคุมตนเอง เช่น การยับยั้งชั่งใจ การคิดไตร่ตรองก่อนตัดสินใจ การรู้จักรอคอย เป็นต้น
  2. ฝึกให้มีความยืดหยุ่นทางความคิด เช่น รู้จักการปรับเปลี่ยนวิธีการแก้ปัญหาในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน
  3. ฝึกให้บริหารความจำเพื่อนำมาใช้งาน เช่น จำกติกาของเกมเพื่อสามารถเล่นกับคนอื่นได้ รับผิดชอบงานที่ครูสั่งได้ เป็นต้น

การที่ลูกหลานจะเติบโตอย่างมีศักยภาพและมีความสุขในสังคมยุคปัจจุบัน มีความจำเป็นอย่างยิ่งผู้ปกครองจะต้องใส่ใจให้การเลี้ยงดูเพื่อให้เขาเหล่านั้นยืนหยัดในความเป็นตัวตนและยืดหยุ่นกับสภาวะต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป ในทุกวันและเวลาของชีวิต ดังนั้น การปลูกฝังให้ลูกหลานมีความสามารถในการปรับตัวและบริหารจัดการตนเองได้ จะทำให้เขาเหล่านั้นเติบโตอย่างมีคุณภาพและศักยภาพ รวมถึงใช้ชีวิตอยู่ได้ในวันที่ไม่มีผู้ปกครองคอยโอบอุ้มเขาอีกแล้ว

Reference

  1. Masten AS, Obradovic J. Competence and resilience in development. Annals of the New York Academy of Sciences. 2006;1094:13-27.
  2. Masten AS, Tellegen A. Resilience in developmental psychopathology: contributions of the Project Competence Longitudinal Study. Development and psychopathology. 2012;24(2):345-61.
  3. Promoting Resilience [electronic]. www.aap.org/en-us/advocacy-and-policy/aap-health-initiatives/resilience/Pages/Promoting-Resilience.aspx: American Academy of Pediatrics.
  4. The Science of Resilience [Electronic]. www.developingchild.harvard.edu: Center on the Developing Child at Harvard University.; 2015.
  5. Greenberg MT. Promoting resilience in children and youth: preventive interventions and their interface with neuroscience. Annals of the New York Academy of Sciences. 2006;1094:139-50.

ขอขอบคุณ

Author

พญ. มัณฑนา ชลานันต์

กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก

1 บทความ

ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทำไมคนจึงติดยาเสพติด

7 มิถุนายน 2556 1.958

การดำเนินชีวิตอยู่ของเด็กวัยรุ่น หรือวัยทำงานที่อยู่ในครอบครัวที่มีความสุข สิ่งแวดล้อมที่ดี หรืออยู่ในแวดวงของเพื่อนพ้องที่มีความรักใคร่กลมเกลียว และมีความหวังดีแก่เพื่อนเสมอ ย่อมเป็นกลุ่มคนที่ไม่เสี่ยงต่อการติดยาเสพติด

12 วิธีเลี้ยงลูกให้ดี...E.Q. สูง

20 กุมภาพันธ์ 2557 1.303

วันนี้เราจะมาคุยกันด้วยเรื่องที่ต่อเดือนที่แล้วว่าจะเลี้ยงลูกให้มี E.Q.สูงได้อย่างไร อย่าง ที่ผมได้พูดคุยกับท่านผู้อ่านไปแล้วว่าเรื่องของ I.Q.หรือระดับสติปัญญานั้นขึ้นกับปัจจัยหลักคือสมองและระบบประสาทที่ดี พร้อมที่จะรับรู้ข้อมูลและเรียนรู้ อิทธิพลที่มีผลของระดับสติปัญญาขึ้นกับพันธุกรรม (Gene) ค่อนข้างมาก พูดง่ายๆ ก็คือถ้าพ่อแม่เฉลียวฉลาดย่อมมีโอกาสสูงที่ลูกจะเฉลียวฉลาดเช่นกัน ปัจจัยอื่นๆก็คือการได้รับสารอาหารเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของสมองตั้งแต่ เด็กยังอยู่ในครรภ์และตลอดช่วงวัยเด็ก

การดูเเลรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมเเนวใหม่ตอนที่ 1 (The New Concepts of Knee Osteoarthritis Treatment 1)

27 สิงหาคม 2556 1.188

หลังผ่านช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ประชากรมีความสุขที่สงครามยุติเสียที เริ่มที่จะผลิตลูกหลานออกมามากขึ้นเราเรียกช่วงเวลานั้นว่า Baby Boom เเละเรียกประชากรที่เกิดในช่วงนี้ว่า Baby Boomer

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ