โพสต์ 18 ก.ค. 56 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 6,337 Views

การรักษาโรคเมลิออยโดสิส

โรคเมลิออยโดสิส (Melioidosis)

เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียซึ่งไม่มีอาการจำเพาะ ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด หรือมี

อาการรุนแรง เช่น พบเนื้อตาย แผล ฝีหนองที่ปอด ตับ หรือม้าม หรือพบการติดเชื้อในกระแสโลหิต

อย่างรวดเร็ว โรคเมลิออยโดสิสเป็นโรคติดเชื้อที่เป็นปัญหาของหลายประเทศ รายงานว่าประเทศ

ทางแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทางเหนือของทวีปออสเตรเลีย เป็นบริเวณที่มีโรคชุกชุม และ

สามารถตรวจพบโรคนี้ได้บ้างในฮ่องกง ไต้หวัน อินเดีย นิวซีแลนด์ และประเทศอื่นๆ ทั่วโลก โรคเมลิ

ออยโดสิสเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Burkholderia pseudomallei ระยะฟักตัวไม่แน่นอน อาจสั้นเพียง

2-3 วัน หรือยาวนานเป็นปี เชื้อมีอยู่ในดินน้ำ สัตว์หลายชนิด เช่น โค กระบือ แพะ แกะ ม้า สุกร ลิง

และสัตว์แทะ เป็นแหล่งแพร่โรค โรคนี้ติดต่อโดยการได้รับเชื้อเข้าไปทางบาดแผล หรือโดยการกิน

และการหายใจ ผู้ป่วยอาจมีอาการและอาการแสดงอาการที่พบมีตั้งแต่อาการเล็กๆ น้อยๆ จนถึงขั้น

รุนแรงมาก เช่น มีไข้ ปอดบวม พบมีการติดเชื้อในกระแสโลหิต และเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็วมาก

อาจมีอาการคล้ายไข้ไทฟอยด์ หรือวัณโรคถุงลมปอดโป่งพอง ฝีเรื้อรังหรือข้อกระดูกอักเสบเป็นต้น

โรคนี้พบได้บ่อยในประเทศไทยโดยเฉพาะทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การชันสูตรทำได้โดยการ

เพาะเชื้อจากตัวอย่างแล้วตรวจวินิจฉัย และการตรวจปฏิกิริยาน้ำเหลือง ในรายที่อาการไม่รุนแรง

สามารถรักษาให้หายได้โดยใช้ยาปฏิชีวนะ

 

 

 

โรคเมลิออยโดสิสมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าโรคมงคล่อเทียม เป็นโรคที่พบในสัตว์หลายชนิด ที่พบ

บ่อยคือ สุกร แพะ แกะ นอกจากนี้ยังพบในโค กระบือ ม้า สุนัข แมว สัตว์ฟันแทะ สัตว์ป่าหลายชนิด

โรคนี้สามารถติดต่อมายังคนได้ พบในทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียง

เหนือและระบาดมากในช่วงฤดูฝน ในประเทศไทยพบผู้ป่วยได้ทุกภาคทั่วประเทศ แต่พบมากทาง

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดขอนแก่น และอุบลราชธานี อุบัติการณ์ของโรค

มากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉลี่ย 4.4 ต่อ 100,000 คน ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นชาวไร่

ชาวนาหรือผู้ที่ทำงานกับดิน และน้ำ พบผู้ป่วยมากในฤดูฝน คาดว่าจะมีผู้ป่วยมากกว่าปีละ 2,500

รายในประเทศไทย แต่ขาดการศึกษายืนยัน และไม่มีการรายงานในผู้ป่วยส่วนมาก จากการสำรวจ

ระดับแอนติบอดีต่อเชื้อของคนปกติในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบมีการติดเชื้อประมาณร้อยละ 25

จากการพบผู้ป่วยด้วยโรคนี้มีอาการหลายรูปแบบ ที่อาจคล้ายคลึงกับโรคอื่นๆ เช่น มาลาเรีย วัณโรค

จึงได้ชื่อว่า “ยอดนักเลียนแบบ” เชื้อโรคชนิดนี้มีความพิเศษตรงที่สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองโดยหลบ

หลีกระบบการตรวจสอบสิ่งแปลกปลอมของร่างกาย ทำให้สามารถหลบซ่อนอยู่ในร่างกายของเราได้

นาน 20-30 ปี แต่ทั้งนี้ระยะฟักตัวอาจสั้นเพียง 2 วันหรือเป็นปี ขึ้นอยู่กับระยะการติดเชื้อและอาการ

ของโรค

 

 

 

สาเหตุ

  1.  
  2. เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Burkholderia pseudomallei (Pseudomonas psudomalle) ซึ่งเป็น
  3. แบคทีเรียชนิดแกรมลบ มีลักษณะจำเพาะคือเซลล์จะติดสีเข้มหัวท้าย เมื่อย้อมด้วยสีแกรม
  4. ทำให้มีลักษณะคล้ายเข็มกลัดซ่อนปลาย ไม่สร้างสปอร์ เคลื่อนที่โดยใช้แฟลกเจลลา เชื้อ
  5. สามารถเจริญได้ดีในอาหารเลี้ยงเชื้อแบคทีเรียทั่วๆไป ลักษณะโคโลนีและสีจะเปลี่ยนเเปลง
  6. ตามชนิดอาหารเลี้ยงเชื้อ มีความทนทานต่อสิ่งแวดล้อม สามารถเจริญได้ในภาวะเป็นกรด pH
  7. 4.5-8 และอุณหภูมิระหว่าง 15-42 องศาเซลเซียส โคโลนีบน Blood agar มีสีขาวขุ่น และจะ
  8. เหี่ยวย่นเมื่อบ่มไว้นานกว่า 2 วัน พบมี beta hemolysis zoneรอบๆโคโลนีและมีกลิ่นเฉพาะ
  9. คล้ายกลิ่นดิ
  10.  
  11. ในประเทศไทยมีรายงานแยกเชื้อได้จากดินและน้ำของทุกภาค พบมากที่สุดในภาคตะวันออก
  12. เฉียงเหนือ มี 2 biotypes เชื้อที่แยกได้จากผู้ป่วยเป็นสายพันธุ์ Arabinose negative (Ara-) ใน
  13. ขณะที่แยกได้จากสิ่งแวดล้อมมีทั้ง Arabinose negative และ Arabinose positive (Ara+)
  14. ความสามารถในการก่อโรคของสายพันธุ์ Ara- มากกว่า Ara+ โดยมีค่า LD50 เท่ากับ 102
  15. cfu/mouse และ 109 cfu/mouse ตามลำดับ ปัจจุบัน Ara+ ถูกจัดให้อยู่ในสปีชีส์ใหม่ ชื่อ
  16. Burkholderia thailandnensis
  17.  
  18. วิธีการติดต่อโดยทั่วไปสามารถติดต่อจากการสัมผัสกับดินหรือน้ำผ่านทางแผลที่ผิวหนังหรือ
  19. หายใจเอาฝุ่นจากดินที่มีเชื้อหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อเจือปนเชื้อเมลิออยโดสิสสามารถอยู่ได้ในซาก
  20. สัตว์ที่อยู่ในดินและน้ำ
  21.  
  22. ระยะฟักตัวอาจสั้นเพียง 2 วัน หรือเป็นปีขึ้นอยู่กับระยะการติดเชื้อและระยะเวลาแสดงอาการ
  23. ของโรค กลไกการก่อโรคยังไม่ทราบแน่ชัด คาดว่ามีหลายปัจจัยที่มีผลก่อให้เกิดความรุนแรง
  24. ของโรค เช่น ความสามารถในการก่อโรค จำนวนและวิธีที่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย ภาวะภูมิต้านทาน
  25. ของผู้ป่วย ความรุนแรงของเชื้อที่สำคัญได้แก่ endotoxin exotoxin และ เอ็นซัยม์หลายชนิด
  26. การสร้าง biofilm ห่อหุ้มเซลล์ ซึ่งมีผลทำให้เชื้อสามารถเจริญได้ในเซลล์เม็ดเลือดขาวโดยไม่
  27. ถูกจับกินและสามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะต่างๆ นอกจากนั้น biofilmยังป้องกันไม่ให้ยา
  28. ต้านจุลชีพซึมเข้าสู่เซลล์ทำให้เชื้อสามารถทนต่อยาต้านจุลชีพที่ความเข้มข้นสูงขึ้น
  29.  
  30. เมลิออยโดสิสเป็นโรคติดเชื้อที่เป็นปัญหาของหลายประเทศ รายงานว่าประเทศทางแถบเอเชีย
  31. ตะวันออกเฉียงใต้และทางเหนือของทวีปออสเตรเลียเป็นบริเวณที่มีโรคชุกชุม และสามารถ
  32. ตรวจพบโรคนี้ได้บ้างในฮ่องกง ไต้หวัน อินเดีย นิวซีแลนด์ และประเทศอื่นๆทั่วโลก ใน
  33. ประเทศไทยพบผู้ป่วยได้ทุกภาคทั่วประเทศ แต่พบมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดย
  34. เฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดขอนแก่นและอุบลราชธานี ผู้ป่วยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 60-95)เป็นชาวไร่
  35. ชาวนาหรือผู้ที่ทำงานกับดินและน้ำพบผู้ป่วยมากในฤดูฝนมีรายงานการติดเชื้อในโรงพยาบาลผู้
  36. ป่วยส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่มีปัจจัยเสี่ยงเช่นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจเรื้อรังวัณโรคเบาหวานโรค
  37. ไตโรคเลือดมะเร็งและภาวะบกพร่องทางภูมิคุ้มกันเป็นต้นเด็กเป็นโรคนี้น้อยกว่าผู้ใหญ่

 

 

อาการ

 

  1.  
  2. อาการไข้นานไม่ทราบสาเหตุผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมาพบแพทย์ด้วยอาการมีไข้เป็นเวลานานโดยที่ไม่
  3. ทราบสาเหตุที่แน่ชัดพบว่าน้ำหนักลดลงร่างกายอ่อนเพลียต่อมาจึงเกิดอาการที่รุนแรงขึ้น
  4. ลักษณะทางคลินิกของโรคนี้สามารถเลียนแบบโรคอื่นๆได้เกือบทุกโรคขึ้นอยู่กับตำแหน่งของ
  5. อวัยวะที่เกิดโรค
  6.  
  7. ผู้ป่วยมาด้วยอาการของการติดเชื้อเฉพาะที่ส่วนใหญ่พบการติดเชื้อที่ปอดมีอาการเหมือนปอด
  8. อักเสบคือมีไข้ไอมีเสมหะเล็กน้อยน้ำหนักลดบางรายไอมีเสมหะปนเลือดเจ็บหน้าอกพบว่าการ
  9. เกิดโรคมีความสัมพันธ์กับการเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจเรื้อรังผู้ป่วยบางรายมีอาการของฝี
  10. ในตับฝีในกระดูกหรือเป็นเพียงฝีที่ผิวหนังเท่านั้นถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาให้ถูก
  11. ต้องอาจเกิดอาการรุนแรงขึ้น
  12.  
  13. การติดเชื้อในกระแสโลหิต เชื้อจะกระจายเข้าสู่กระแสเลือดไปทั่วร่างกาย ผู้ป่วยจะมีอาการ
  14. รุนแรง และอาจเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่มักเสียชีวิตภายใน 2-3 วันหลังเข้าโรง
  15. พยาบาล เชื้อจะกระจายเข้าสู่กระแสเลือดไปทั่วร่างกาย ผู้ป่วยจะมีอาการรุนแรงและตายอย่าง
  16. รวดเร็ว อัตราป่วยสูงมาก ส่วนใหญ่มักเสียชีวิตภายใน 2 - 3 วันหลังเข้าโรงพยาบาล ผู้ป่วยกลุ่ม
  17. นี้มากกว่าร้อยละ 50 ไม่มีประวัติเป็นมาก่อน ร้อยละ 25-30 มีประวัติเป็นโรคที่ปอดมาก่อน และ
  18. ร้อยละ 20-25มีประวัติเป็นโรคนี้ที่บริเวณผิวหนังและบริเวณอื่นๆ
  19.  
  20. จากการศึกษาที่จังหวัดอุบลราชธานี พบโรคเมลิออยโดสิสเฉพาะที่ปอดร้อยละ 40-50 ของผู้
  21. ป่วยโรคนี้ รองลงมาคือ ที่ผิวหนังและชนิดเชื้อแพร่กระจายในเลือดประมาณร้อยละ 20เท่าๆกัน
  22.  
  23. . อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคเมลิออยโดสิสชนิดติดเชื้อในกระแสเลือดประมาณร้อยละ 60-
  24. 70

 

 

การวินิจฉัยโรค

 

  1. อาการ และอาการแสดงของผู้ป่วยโรคเมลิออยโดสิสคล้ายกับโรคติดเชื้ออื่นหลายโรค เช่น เลปโตสไปโรซิส สครับไทฟัส มาเลเรีย ดังนั้นการตรวจทางห้องปฏิบัติการจึงมีความสำคัญมาก การวินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง รวดเร็ว จะมีผลต่อการรักษา และการรอดชีวิตของผู้ป่วย เพราะผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสโลหิตเฉียบพลันมักเสียชีวิตเร็ว หลังการรักษา 1-2 วัน
  2.  
  3. การเพาะเชื้อแบคทีเรียเป็นวิธีมาตรฐาน สามารถเพาะแยกเชื้อได้ในอาหารเลี้ยงเชื้อปกติ ใช้เวลาประมาณ 2-5วันตัวอย่างที่ใช้ตรวจได้แก่เลือดเสมหะน้ำจากปอดหนองจากฝีปัสสาวะเมื่อเชื้อขึ้นจะทำการพิสูจน์ชนิดของเชื้อด้วยการทดสอบทางชีวเคมีและทดสอบความไวต่อสารต้านจุลชีพซึ่งจะช่วยให้สามารถเลือกใช้ยารักษาได้เหมาะสม
  4.  
  5. การเลือกใช้อาหารเลี้ยงเชื้อชนิด meat nutrient agar หรือการเติม 1-5% glucose ลงไปในอาหารเลี้ยงเฃื้อ ช่วยให้ผลเพาะเชื้อดีขึ้นร้อยละ 30
  6.  
  7. การตรวจแอนติบอดีจำเพาะต่อ B. pseudomallei ในซีรัมผู้ป่วยด้วยวิธี IHA เป็นการทดสอบโดยใช้เม็ดเลือดแดงที่เคลือบแอนติเจนของ B. pseudomalleiทำปฏิกิริยากับแอนติบอดีจำเพาะในซีรัมผู้ป่วยในกรณีที่มีการติดเชื้อจะเกิดการจับกลุ่มของเม็ดเลือดแดงมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
  8.  
  9. การตรวจแอนติบอดีจำเพาะต่อ B. pseudomallei ในซีรัมผู้ป่วยด้วยวิธี IFA เป็นการตรวจแอนติบอดีจำเพาะชนิด IgG และ IgM ในซีรัมผู้ป่วย ต่อเชื้อ B. pseudomallei ที่เคลือบไว้บนสไลด์ และติดตามปฏิกิริยาด้วยการย้อมสารที่ติดฉลากด้วยสารเรืองแสง ซึ่งจะเห็นตัวเชื้อ B. pseudomalleiเรืองแสงสีเขียวเมื่อดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิดเรืองแสง
  10.  
  11. วิธี ELISA เป็นการตรวจแอนติบอดีต่อ B. pseudomallei ในซีรัมผู้ป่วยโดยการทำปฏิกิริยากับสารสกัดจาก B.pseudomallei ที่เคลือบไว้บนไมโครเพลตหรือเมมเบรน และติดตามปฏิกิริยาด้วยแอนติบอดีจำเพาะต่อ IgG หรือ IgM ที่ติดฉลากด้วยเอ็นซัยม์ทำให้เกิดสีซึ่งสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าหรือวัดปริมาณด้วยเครื่องวัด
  12.  
  13. การตรวจแอนติเจนของเชื้อในตัวอย่างของผู้ป่วย ซึ่งได้แก่ เลือด ปัสสาวะ หนอง วิธีทีใช้ทดสอบทำได้หลายวิธี ช่วยให้สามารถวินิจฉัยการติดเชื้อในกระแสโลหิตได้เร็วขึ้น การตรวจหาสารพันธุกรรมด้วยวิธี PCRมีการศึกษาวิจัยในหลายสถาบันพบว่ามีความไวและความจำเพาะสูงแต่ยังไม่แพร่หลายในห้องปฏิบัติการทั่วๆไป
  14.  
  15. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ได้พัฒนาชุดทดสอบสำหรับตรวจแอนติบอดีด้วยวิธี IHA โดยใช้ extracellular protein (EXP) เป็นแอนติเจนเคลือบเม็ดเลือดแดง ซึ่งมีความไวและความจำเพาะเท่ากับร้อยละ 88.6 และ 93.3 ตามลำดับ ได้ผลิตเพื่อให้การสนับสนุนแก่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ และห้องปฏิบัติการทั่วไป นอกจากนั้นยังให้บริการการตรวจวิเคราะห์ด้วยวิธี IFA และ IHA

 

การส่งตัวอย่างทางห้องปฏิบัติการ

ประเทศไทยมีเครือข่ายการตรวจวินิจฉัยดังนี้

- สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ นนทบุรี
- ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์เขต 12 แห่งในส่วนภูมิภาค
- สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร กรมแพทย์ทหารบก ถนนราชวิถี กรุงเทพฯ
- ศูนย์วิจัยโรคเลปโตสไปโรซิส โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน ถนนราชวิถี กรุงเทพฯ
- สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติและศูนย์วิจัย และชันสูตรโรคสัตว์ประจำภาคต่างๆ 12 แห่ง

 

การเก็บตัวอย่างจากผู้ป่วย

  1. เก็บตัวอย่างได้จากแผลโดยการดูดหนองใส่ภาชนะที่สะอาดหรือป้ายเชื้อลงในอาหารเลี้ยงเชื้อเพื่อย้อมสีแกรมหรือเพาะแยกเชื้อ
  2.  
  3. เก็บเสมหะโดยให้มีน้ำลายปนมาน้อยที่สุดโดยเอาเสมหะที่ออกมาหลังจากการไอการทำให้ไอหรือดูดจากลำคอ
  4.  
  5. การเจาะเลือดเพื่อมาเพาะเชื้อหรือนำซีรั่มมาทดสอบทางซีรั่มวิทยา

การรักษา

  1. แยกผู้ป่วยไม่ให้ผู้อื่นสัมผัสกับสิ่งคัดหลั่งจากทางเดินหายใจและโพรงจมูก
  2.  
  3. นำสารคัดหลั่งสิ่งส่งตรวจของผู้ป่วย เช่น เลือด ปัสสาวะ เสมหะ หรือหนอง มาเพาะเลี้ยง แล้วนำมาทดสอบดูว่ามีเชื้อนี้อยู่หรือไม่ ซึ่งจะใช้เวลา 3-5 วันจึงจะรู้ผล
  4.  
  5. พิจารณาให้ยาปฏิชีวนะแก่ผู้ป่วย โดยให้ยาฉีดในระยะแรก 2 สัปดาห์ และให้ยารับประทานต่อจนครบ 20สัปดาห์เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
  6.  
  7. เนื่องจากผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด จะเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว การใช้ยาต้านจุลชีพที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ยาที่นิยมใช้กันได้แก่ tetracycline, chloramphenicol, kanamycin, cotrimoxazole และ novobiocin ที่ใช้ได้ผลดีคือ ceftazidime 4 กรัม/วัน นาน 1 เดือน ต่อเนื่องด้วย tetracycline นาน 6 เดือน
  8.  
  9. ปัจจุบันมีแนวทางการรักษาแบบยาชนิดเดียว โดยใช้ ceftazidime 120 มก./กก./วัน โดยฉีดเข้ากล้าม หรือฉีดเข้าเส้นเลือดนาน 14 วัน ในผู้ป่วยอาการหนัก ซึ่งให้ผลอัตราการรอดชีวิตประมาณร้อยละ 60 แบะการรักษาแบบยา 2 ชนิด ceftazidimne 100 มก./กก./วัน ร่มกับ cotrimoxazole นาน 7 วัน อัตราการรอดชีวิตในผู้ป่วยหนักถึงร้อยละ 70-75จากนั้นผู้ป่วยควรได้ยาชนิดรับประทานต่อไป
  10.  
  11. ในรายที่ฝีจะต้องมีการผ่าตัดเอาฝีออกซึ่งจะให้ผลดีกว่าการใช้เข็มเจาะหรือดูดเอาแต่หนองออกการทำผ่าตัดควรทำเมื่อตรวจไม่พบเชื้อในกระแสโลหิตแล้ว
  12.  
  13. โรคเมลิออยโดสิสนับเป็นปัญหาสาธารณสุขของไทยเนื่องจากพบมีอัตราป่วยตายสูงโดยเฉพาะผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสโลหิตและมักพบอาการรุนแรงถึงเสียชีวิตในคนที่เป็นโรคเรื้อรังเช่นโรคเบาหวานโรคไตทั้งนี้มักมีการกลับซ้ำของโรคในกรณีให้การรักษาระยะสั้นและผู้ป่วยมีภาวะภูมิต้านทานบกพร่อง นอกจากนั้นอาการของโรคยังคล้ายกับโรคติดเชื้ออื่นหลายโรคอาจทำให้วินิจฉัยผิดได้ซึ่งจะมีผลต่อการรักษาเพราะการรักษาโรคเมลิออยโดสิสมีรูปแบบจำเพาะไม่เหมือนโรคติดเชื้ออื่นและยามีราคาค่อนข้างแพงจึงจำเป็นต้องพัฒนาวิธีตรวจกรองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและสามารถตรวจได้ทุกห้องปฏิบัติการ

การป้องกันโรค

  1. ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคเมลิออยโดสิสการควบคุมป้องกันโรคทำได้ยากเนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นชาวนาที่ต้องสัมผัสดินและน้ำขณะทำงานผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานบกพร่องผู้ป่วยโรคเบาหวานโรคเรื้อรังหรือมีบาดแผลที่ผิวหนังควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสดินโดยสวมรองเท้าบูทขณะทำงานลุยน้ำลุยโคลนรวมทั้งบุคคลที่มีอาการของโรคเบาหวานและแผลบาดเจ็บรุนแรงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับดินและน้ำเช่นในไร่นา
  2.  
  3. ป้องกันไม่ให้เกิดบาดแผลเมื่อต้องสัมผัสดินและน้ำหรือรีบทำความสะอาดร่างกายหลังการทำงานในบุคคลที่มีอาการของโรคเบาหวานและแผลบาดเจ็บรุนแรงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับดินและน้ำถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้อาจต้องสวมถุงมือรองเท้ายางเพื่อป้องกัน
  4.  
  5. หากมีแผลถลอกหรือไหม้ซึ่งสัมผัสกับดินหรือน้ำในพื้นที่ที่เกิดโรคควรทำความสะอาดทันที
  6.  
  7. เมื่อมีบาดแผลและเกิดมีไข้หรือเกิดการอักเสบเรื้อรังควรรีบไปพบแพทย์นอกจากนี้แล้วการมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคต่างๆและการดูแลสุขภาพของร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆได้
  8.  
  9. การป้องกันโรคเป็นไปได้ยากเพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นชาวไร่ชาวนาที่ต้องทำงานสัมผัสดินและน้ำซึ่งในถิ่นระบาดพบเชื้อสาเหตุอยู่ทั่วไป
 

ขอขอบคุณ

Author

นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ

ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

174 บทความ

ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัลตราซาวด์

2 สิงหาคม 2556 4.705

อัลตราซาวด์ เป็นการตรวจวิเคราะห์โดยการใช้เคลื่อนเสียงความถี่สูง โดยมีหลักการคือ การส่งคลื่นเสียงความถี่สูงออกจากเครื่องอัลตราซาวด์ ผ่านผนังหน้าท้องเข้าไปภายในช่องท้อง

ต้องเอาโลหะที่ดามออกหรือไม่

27 สิงหาคม 2556 3.769

การผ่าตัดดามกระดูกหักด้วยโลหะมีหลายวิธี บางวิธีโลหะที่ดามเอาไว้จะต้องเอาออกอย่างแน่นอน เพราะถ้าเก็บเอาไว้จะทำให้มีการอักเสบติดเชื้อ หรือ ถ้าเก็บไว้อาจขัดขวางการเคลื่อนไหวของเอ็นหรือกล้ามเนื้อ เวลาให้ผู้ป่วยบริหารร่างกายส่วนที่หัก

การเสียวฟัน

27 กันยายน 2556 1.944

ถ้าคุณเคยรู้สึกเสียวฟันขณะดื่มกาแฟร้อน ๆ หรือน้ำเย็น ๆ แสดงว่าคุณมีฟันที่มีความรู้สึกไวกว่าปกติ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นฟันที่มีรอยสึกที่คอฟัน หรือมีเหงือกร่น เมื่อเหงือกร่นลงไปต่ำกว่าคอฟัน

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ