โพสต์ 15 ก.พ. 57 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 5,494 Views

การผ่าตัดและการให้เคมีบำบัดมะเร็งลำไส้ใหญ่

การผ่าตัดและการให้เคมีบำบัดมะเร็งลำไส้ใหญ่

การผ่าตัดยังถือเป็นการรักษาหลักสำหรับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยพิจารณาจากระยะของโรคว่าเป็น

มากน้อยขนาดไหน มีการลุกลามไปไปที่ใดหรือไม่ รวมทั้งสภาพร่างกายของผู้ป่วย บางรายแพทย์อาจ

พิจารณาให้การรักษาด้วยเคมีบำบัดและฉายแสงร่วมด้วยถือเป็นการรักษาร่วมที่สำคัญ

 

การผ่าตัดลำไส้ส่วนที่เป็นมะเร็งออกอย่างเพียงพอทำได้สองวิธี ซึ่งมักจะทำในผู้ป่วยส่วนใหญ่

ประมาณร้อยละ 80–90 ซึ่งอาจผ่าตัดเปิดหน้าท้องหรือทำการผ่าตัดผ่านกล้องก็ได้ แต่วิธีหลังได้รับ

ความนิยมน้อยกว่า ในการผ่าตัดศัลยแพทย์จะทำการผ่าตัดโดยไม่แตะต้องกับเนื้อลำไส้ส่วนที่เป็น

มะเร็ง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ซึ่งเกิดขึ้นได้ง่ายเป็นการกระจายผ่านทาง

กระแสเลือด หลังจากตัดส่วนลำไส้ที่เป็นมะเร็งออกแล้วจึงนำลำไส้มาต่อกัน จากนั้นเลาะต่อมน้ำ

เหลืองในบริเวณใกล้เคียงออกให้หมด ในกรณีที่ไม่สามารถต่อลำไส้ได้ ก็จะเปิดไปที่หน้าท้อง

ประมาณร้อยละ 15 ของผู้ป่วยจะมีลำไส้เปิดที่หน้าท้อง

 

การผ่าตัดลำไส้ส่วนที่เป็นมะเร็งและต่อมน้ำเหลืองออกถือเป็นการผ่าตัดใหญ่ ผู้ป่วยได้รับวางยาสลบ

โดยทั่วไปก่อนผ่าตัดแพทย์ให้ยาปฏิชีวนะและควบคุมอาหารบางประเภท ถือเป็นการเตรียมลำไส้ก่อน

ผ่าตัดซึ่งเป็นวิธีการที่สำคัญอย่างหนึ่ง การให้ยาปฎิชีวนะที่เหมาะสมช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนหลัง

ผ่าตัดที่สำคัญในเรื่องของการติดเชื้อ ระยะเวลาที่ใช้ในการพักฟื้นขึ้นอยู่กับภาพร่างกายของผู้ป่วยเป็น

หลัก และขึ้นกับการผ่าตัดว่ามากน้อยขนาดไหน หลังผ่าตัดผู้ป่วยมีอาการปวด อ่อนเพลีย และทาน

อาหารไม่ค่อยได้ การปรับภาวะโภชนาการในระยะนี้ช่วยให้สภาพร่างกายของผู้ป่วยดีขึ้นได้ จนกระทั่ง

ร่างกายกลับเข้าสู่สภาพที่ปกติ

 

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

 เป็นเรื่องของการแพ้ยาสลบ ลำไส้อุดตัน ก้อนเลือดอุดตัน และการติดเชื้อ บางรายอาจมีปัญหาลำไส้ที่

นำมาตัดต่อเอาไว้เกิดรั่ว ในรายที่ได้รับการผ่าตัดโดยใช้กล้อง ผู้ป่วยจะนอนโรงพยาบาลสั้นกว่าในราย

ที่ผ่าตัดเปิดหน้าท้อง ผลแทรกซ้อนที่อาจพบได้กับท่อไตซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน อาจเกิดแก๊ซ

คาร์บอนไดออกไซด์ในกระแสเลือด และอาจพบไส้เลื่อนที่บริเวณแผลผ่าตัด ในกรณีที่มะเร็ง

ลำไส้ใหญ่ลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง การผ่าตัดอาจต้องขยายไปยังอวัยวะเหล่านั้นด้วย เช่น

กระเพาะอาหาร ตับ ไต ลำไส้เล็ก รังไข่ หรือกล้ามเนื้อผนังหน้าท้อง ในรายที่มะเร็งลุกลามไปที่ตับ

ศัลยแพทย์จะพิจารณาตัดตับบางส่วนออกไปด้วยเช่นกัน

 

image

การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่โดยยาเคมีบำบัดถือว่าเป็นการรักษาทั่วร่างกาย โดยตัวยาเข้าไปในกระแส

เลือดและออกฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็ง หลักสำคัญคือยาทำลายหรือหยุดยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง

อาจเป็นยาเคมีบำบัดชนิดรับประทานหรือชนิดฉีดเข้าเส้น ยาเคมีบำบัดมักใช้ในรายที่มะเร็งแพร่กระจาย

อาจใช้ยาเคมีบำบัดก่อนผ่าตัด เพื่อหวังผลให้ก้อนมะเร็งยุบลงบางส่วน หรือใช้ยาเคมีบำบัดตามหลัง

การผ่าตัด และอาจใช้ร่วมกับการบำบัดทางอิมมูน หรือรังสีรักษาร่วมด้วย

 

ปัจจุบันนิยมใช้ยาเคมีบำบัดชนิดร่วม เช่น FOLFOX ประกอบไปด้วยตัวยาฟลูโอยูเรซิล (5-

fluorouracil), ลิวโคโวรินleucovorin, และออกซาลิพลาติน oxaliplatin หรือใช้สูตร FOFIRI ประกอบ

ไปด้วยตัวยาฟลูโอยูเรซิล (5-fluorouracil), และเออริโนทีแคน irinotecan (Camptosar) ซึ่งได้ผลดี

ในการใช้ก่อนผ่าตัดหรือพิจารณาให้ยาหลังผ่าตัด การใช้ยาเคมีบำบัด ฟลูโอยูเรซิล (5-fluorouracil),

ลิวโคโวริน leucovorin, และ เออริโนทีแคน irinotecan ร่วมกันทางหลอดเลือดถือเป็นมาตราฐานใน

การรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ชนิดแพร่กระจายในปัจจุบัน ผลข้างเคียงประกอบด้วยอาการท้องเสีย,

เจ็บปากเนื่องจากเยื่อบุปากอักเสบ, เม็ดเลือดขาวต่ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิล,

และผมร่วง สำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ลามไปตับอาจพิจารณาให้การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดชื่อ ฟลอกซู

 

ริดีน floxuridine โดยฉีดเข้าหลอดเลือดแดง ผลข้างเคียงได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และเยื่อบุ

ลำไส้อักเสบ

 

นอกจากตัวยาเคมีบำบัดดังกล่าวแล้ว ยังได้มีการนำยาต้านมะเร็งที่มีชื่อว่าเซ็ตทูซิแมบ cetuximab

(Erbitux) มาใช้รักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ชนิดลุกลาม ซึ่งออกฤทธิ์ที่ระดับโมเลกุลต้านเซลล์มะเร็งไม่ให้

ไปจับกับสารที่ช่วยให้เซลล์มะเร็งเจริญเติบโต เรียกว่า อีปิเดอมัล โกรท แฟคเตอร์ epidermal growth

 

factor เมื่อตัวยาออกฤทธิ์ยับยั้งต้านสารดังกล่าวจะทำให้เซลล์มะเร็งตายในที่สุด
 

ยาเซ็ตทูซิแมบไม่มีผลข้างเคียงที่ร้ายแรงเหมือนยาเคมีบำบัด อาจเกิดปฎิกิริยาแพ้ได้บ้างเล็กน้อย  

เช่น ผื่นขึ้นอีกชนิดหนึ่งที่เริ่มนำมาใช้มากขึ้น ชื่อยาบีวาซิซูแมบ Bevacizumab (Avastin) ออกฤทธิ์

โดยยับยั้งการสร้างเส้นเลือดโดยเซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งไม่สามารถเจริญเติบโตได้และตายใน

ที่สุด

 

โดยที่ตัวยาเองไม่มีผลต่อเส้นเลือดของเซลล์ร่างกายที่มีอยู่แล้ว ยาบีวาซิซูแมบไม่มีผลข้างเคียงร้าย

แรงเข่นกัน อาจมีผลต่อการแข็งตัวของเลือดและมีผลต่อความดันโลหิตบ้างแต่สามารถแก้ไขได้โดย

ง่าย

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

รังสีอัลตราไวโอเล็ตชนิดยูวีเอ (UV-A)

16 กุมภาพันธ์ 2557 1.075

รังสีอัลตราไวโอเล็ตชนิดยูวีเอ (UV-A) มีความยาวคลื่นมากกว่ายูวีบี จึงมีพลังงานต่ำกว่า การนำมาใช้รักษาจึงต้องอาศัยยา ซึ่งกระตุ้นให้ผิวหนังมีความไวต่อแสงมากขึ้น ร่วมด้วย อาจให้ในรูปยารับประทาน หรือให้ทางผิวหนังในรูปยาทา

ต่อมลูกหมากโต : อาการ

15 กุมภาพันธ์ 2557 737

ต่อมลูกหมากโตเป็นปัญหาของผู้ชายที่มีอายุมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในวัย 60 ปี และเชื่อกันว่าไม่มีทางป้องกันได้ ต่อมลูกหมากปกติจะมีขนาดเท่าลูกเกาลัด เป็นอวัยวะในระบบสืบพันธ์เพศชาย อยู่บริเวณรอบท่อปัสสาวะส่วนต้นที่เริ่มออกจากกระเพาะปัสสาวะ

โรคหัวใจขาดเลือด

6 มิถุนายน 2556 1.527

ปกติหัวใจคนเราทำงานตลอด 24 ชม. ไม่มีเวลาพักผ่อนหรือหยุดเต้นเลยแม้แต่วินาทีเดียว หัวใจมีหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งตัวหัวใจเองด้วย

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ