โพสต์ 3 ส.ค. 56 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 1,422 Views

การผ่าตัดแก้ไข “ขาโก่ง” หรือ “ข้อเข่าโก่ง (เสื่อม)” ตอนที่ 2

การผ่าตัดแก้ไข “ขาโก่ง” หรือ “ข้อเข่าโก่ง (เสื่อม)” ตอนที่ 2

ตอนที่ 2 เมื่อไหร่ต้องผ่าตัดแก้ไขขาโก่ง หรือ ข้อเข่าโก่ง

1. เมื่อเข่าทั้งสองข้างโก่งไม่เท่ากัน

เข่าที่โก่งไม่เท่ากันทำให้ขายาวไม่เท่ากันครับเวลาเดินจะทำให้ตัวโยกเยก รองเท้าที่ใส่จะสึกที่ส้นไม่เท่ากันเมื่อเดินโยกเยกมากๆ เดินไกลๆ หรือยืนนานๆก็จะทำให้ปวดหลังเรื้อรังตามมาโดยที่ไม่มีใครคาดคิดว่าที่แท้ต้นเหตุเกิดจากเข่าที่โก่งไม่เท่ากัน

2. เมื่อมีอาการปวดเข่าเรื้อรัง และปวดมากขึ้นเรื่อยๆ

โดยเฉพาะจุดปวดมักอยู่บริเวณด้านในของเข่าทั้งสองข้าง อาจเริ่มปวดเข่าข้างใดข้างหนึ่งก่อนแล้วจึงลุกลามไปอีกข้างเมื่อรับประทานยาแก้ปวดแก้อักเสบก็อาจจะดีขึ้นชั่วคราวแต่เมื่อกลับไปใช้งานมาก เดินไกล ใส่ส้นสูง เล่นกีฬาที่ต้องเดินนานหรือวิ่งกระแทกแรงๆ ก็จะปวดบวมข้อเข่าอีกและอาจจะรุนแรงกว่าเดิม

3. เมื่อความโก่งของเข่าเพิ่มมากขึ้นทุกปี

บางคนมาพบแพทย์เพราะว่าในปีที่แล้วสังเกตว่าเข่าข้างซ้ายโก่งก่อนแต่ไม่ปวด พอมาปีนี้เข่าขวาเริ่มโก่งบ้างและปวดเข่ารุนแรงจนทนไม่ไหวต้องมาพบแพทย์ทันที  ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ เหตุผลที่เข่าแรกเริ่มโก่งแต่ไม่ปวดเพราว่าร่างกายสามารถปรับตัวเดินลงน้ำหนักไปที่เข่าอีกข้างจนกระดูกอ่อนของเข่าข้างดีทนไม่ไหวจนเริ่มสึกและโก่งตาม เกิดอาการอักเสบ ปวดบวม เดินไม่ถนัดเหมือนเก่าและไม่สามารถที่ผ่อนแรงไปเข่าอีกข้างได้เพราะเข่าอีกข้างก็โก่งและสั้นกว่า  ผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ด้วยอาการแบบนี้จึงมักได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเข่าข้างที่โก่งน้อยกว่าแต่ปวดมากก่อนครับ 

4. เมื่อมุมเข่าโก่งมาก

เมื่อวัดมุมโก่งของเข่าจากภาพเอกซเรย์ของคนปกติอาจอยู่ที่ 0 ถึง 3 องศาแต่สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องการเดินก็อาจมีมุมเข่าโก่งมากในช่วง 8 ถึง 10 องศา ซึ่งมีผลต่อการเดินและการใช้ชีวิตประจำวันเวลาใช้งานจึงไม่สะดวกเท่าคนปกติ เกิดอาการปวดข้อเข่าและข้อเท้ามากการแก้ไขให้เข่ากลับมาตรงเหมือนคนปกติจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นครับ

ถ้าท่านมีข้อเข่าโก่งและมีลักษณะดังที่กล่าวเพียง 1 ใน  4 ข้อควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาวิธีแก้ไขอย่างถูกต้องก่อนที่เข่าจะโก่งมากขึ้นทุกปีหรือก่อนที่กระดูกอ่อนข้อเข่าจะพังเสียหายถาวรจนต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเท่านั้นครับ

โปรดติดตาม วิธีการผ่าตัดแก้ไข"ขาโก่ง" หรือ "เข่าโก่ง" (หรือเสื่อม) ในตอนที่ 3

ขอขอบคุณ

Author

นพ. สมศักดิ์ เหล่าวัฒนา

ศัลยแพทย์โรคกระดูก

28 บทความ

ผู้ประพันธ์
Author

นพ. สุทร บวรรัตนเวช

ศัลยแพทย์โรคกระดูก

3 บทความ

ที่ปรึกษา

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

โรคริดสีดวงตา (trachoma)

15 กุมภาพันธ์ 2557 1.970

โรคริดสีดวงตา (trachoma) เป็นโรคตาอักเสบเรื้อรังที่พบได้บ่อยในคนทุกเพศทุกวัย ส่วนใหญ่พบมากในเด็กวัยก่อนเรียนที่ชอบเล่นสกปรกทั้งวัน คำว่าริดสีดวงตา โดยทั่วไปหมายถึง อาการเคืองตา คันตาเรื้อรัง

ภาวะฉุกเฉินในผู้ป่วยเบาหวาน

15 กุมภาพันธ์ 2557 1.426

ภาวะฉุกเฉินในผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวานอาจมีปัญหาเรื่องการหมดสติ และทำให้เสียชีวิตได้ โดยจำแนกออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ หมดสติจากสาเหตุอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน เช่น ได้รับสารพิษหรืออุบัติเหตุกระทบกระเทือนทางสมอง เช่นเดียวกับคนปกติทั่วไป

การผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช

17 กุมภาพันธ์ 2557 3.610

ในปัจจุบัน การผ่าตัดมีความก้าวหน้า และพัฒนาด้านเครื่องมือ เทคโนโลยี รวมทั้งเครื่องมือต่างๆ เป็นอย่างมากทำให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาที่ดีขึ้น มีแผลผ่าตัดเล็กลงนอนโรงพยาบาลน้อย ใช้เวลาพักฟื้นน้อยลง สามารถกลับไปทำงานและใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้น โดยแพทย์สอดกล้องผ่านผนังหน้าท้องเข้าไปในช่องท้อง ทำให้แพทย์สามารถตรวจวินิจฉัยโรค และดูอวัยวะในอุ้งเชิงกราน เช่น มดลูก ปีกมดลูก รวมทั้งสามารถทำผ่าตัดได้ในขณะเดียวกัน โดยเปิดแผลเล็กๆ 2-3 แผล ขนาด 0.5-1.0 เซนติเมตรเท่านั้น และสามารถทดแทนการผ่าตัดเปิดหน้าท้องแบบดั้งเดิมที่ต้องเปิดแผลกว่างได้เก็บทั้งหมด โดยเป็นที่นิยม และยอมรับในต่างประเทศ ทั้งยุโรป และสหรัฐอเมริกา

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ