โพสต์ 3 ส.ค. 56 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 4,341 Views

การผ่าตัดแก้ไข “ขาโก่ง” หรือ “ข้อเข่าโก่ง (เสื่อม)” ตอนที่ 1

การผ่าตัดแก้ไข “ขาโก่ง” หรือ “ข้อเข่าโก่ง (เสื่อม)” ตอนที่ 1

ตอนที่ 1 ข้อเสียของการ "ขาโก่ง" หรือ "เข่าโก่ง"

เมื่อผู้ป่วยมีปัญหาปวดเข่าและมาพบแพทย์ บางครั้งแพทย์อาจทักว่าเข่าของผู้ป่วยมีรูปร่างผิดปกติหรือเข่าโก่งอย่างเห็นได้ชัดซึ่งมักทำให้ผู้ป่วยแปลกใจเพราะอาจเพิ่งผ่านวัยเบญจเพสมาได้ไม่กี่ปีแต่ทำไมเข่าจึงโก่งได้ บางคนเข่าโก่งมากจนเด็กตัวเล็กๆสามารถเดินลอดใต้หว่างขาได้เลยครับผู้ป่วยบางรายพยายามหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองว่าเข่าโก่งมาตั้งแต่เด็กแล้วเวลาใส่กางเกงขาสั้นเล่นฟุตบอลก็มักจะถูกเพื่อนๆ ล้ออยู่เรื่อยบางคนก็โทษว่าเป็นจากกรรมพันธุ์ ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยเข่าโก่งอย่างนี้มาตั้งนานแล้วไม่น่าจะมีผลเสียอะไรแต่ความเป็นจริงทางการแพทย์พบว่าเข่าที่โก่งมากกว่าปกติทำให้เกิดผลเสียครับ

ข้อเสียของข้อเข่าโก่ง มีดังต่อไปนี้

1. กระดูกอ่อนที่ผิวข้อด้านในจะสึกเร็วกว่าปกติ (Medial Compartment knee Joint Destruction)

น้ำหนักตัวที่กดลงมาที่ข้อเข่าที่โก่งจะไม่ถูกกระจายไปที่ผิวข้ออย่างที่ควรจะเป็นแต่จะกระจุกตัวอยู่ที่ด้านในของเข่าทั้งสองข้างเมื่อมีแรงกระเทือนที่ข้อเข่าซ้ำๆกันหลายหน (คนเราเดินเฉลี่ยวันละ 5000-8000 ก้าว)บวกกับปัจจัยเสี่ยงที่เจ้าของข้อเข่ามีอายุเพิ่มขึ้นทุกปีแต่กล้ามเนื้อต้นขากลับอ่อนแอลง ทำให้กระดูกอ่อน(cartilage cell) ที่ผิวสัมผัสของข้อเข่ารับแรงกระเทือนนี้ต่อไปไม่ไหวจนกระดูกอ่อนบริเวณดังกล่าวสึกกร่อนมากขึ้นเรื่อยๆข้อเข่าก็จะเอียงแถมยังทำให้มุมเข่าโก่งเพิ่มมากขึ้นอีกแรงกดที่กระดูกอ่อนฝั่งด้านในจึงเพิ่มขึ้นทุกปีเป็นเงาตามตัวเป็นวงจรแบบนี้ไม่รู้จบจนผู้ป่วยเริ่มมีอาการปวด บวมเข่าสุดท้ายจึงปรากฏอาการของโรคข้อเข่าเสื่อมก่อนวัยควร

2. การเสียเปรียบเชิงกลของกล้ามเนื้อข้อเข่า

เมื่อเปรียบเทียบการเดินแต่ละก้าวของคนเราพบว่าคนที่เข่าโก่งจะต้องออกแรงที่กล้ามเนื้อต้นขา(Quadriceps muscle) มากกว่าคนที่เข่าไม่โก่งซึ่งกล้ามเนื้อต้นขามัดนี้มีความสำคัญต่อการเดินและต่อโรคข้อเข่าเสื่อมมากถ้าแนวแรงในการดึงกระดูกบริเวณข้อเข่าของกล้ามเนื้ออยู่ในแนวตรงแรงต้านก็จะน้อยไม่ต้องใช้แรงมากการยกขาก้าวเดินออกไปจึงทำได้ง่ายเหมือนไม่ได้ออกแรง แต่ถ้าเข่าโก่งเมื่อก้าวเดินแต่ละก้าว กล้ามเนื้อต้นขาจะถูกใช้งานอย่างหนักแรงเสียดสีที่เกิดจากกระดูกสะบ้ากดลงบนข้อเข่าเวลามีการเหยียดหรืองอเข่าจะมีเพิ่มมากขึ้น จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่คนเข่าโก่งเมื่อเดินไกลๆ นานๆจะเหนื่อยเร็วกว่า และมีอาการปวดรอบๆกระดูกสะบ้าในเวลากลางคืนครับ

3.  คนที่ข้อเข่าโก่งจะมีโอกาสเกิดเอ็นเข่าด้านในอักเสบและปวดเรื้อรังง่ายกว่า

แรงกระเทือนจากการเดินจะถูกเคลื่อนจากกึ่งกลางข้อเข่ามากระจุกรวมตัวกันที่ด้านในทำให้แรงกระเทือนจุดนี้มีมากกว่าปกติส่งผลให้อวัยวะที่อยู่บริเวณนี้ได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงนอกจากจะทำให้กระดูกอ่อนเสียหายแล้ว ยังทำให้เอ็นรอบๆเข่าอักเสบได้ง่ายแต่หายยากครับบางคนจึงต้องรับประทานยาแก้ปวดแก้อักเสบติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆซึ่งก็อาจมีผลข้างเคียงจากยา เช่น เป็นโรคกระเพาะหรือภาวะไตวาย

4. ข้อต่อส่วนอื่นจะมีรูปร่างผิดปกติตามมา (Mal-alignment of other Joints)

ที่เห็นได้ชัดเวลาผู้ป่วยเข่าโก่งยืนตรงหันหน้าเข้าหากระจกจะเห็นรูปร่างของข้อเท้าที่ต้องบิดตัวกลับเพื่อรับกับข้อเข่าที่โก่งมากขึ้นเพื่อให้ผู้ป่วยเดินได้ถนัดครับแต่การปรับตัวของมุมข้อเท้าแบบนี้ถือว่าผิดธรรมชาติครับทำให้เวลาเดินจะเกิดแรงกระเทือนที่ข้อเท้ามากกว่าปกติและเกิดปัญหากระดูกข้อเท้าสึกและเสื่อมตามมา

รูปร่างของคนแตกต่างกันตามเชื้อชาติช่วงขาของคนเอเชียอาจจะเสียเปรียบคนยุโรป บริเวณที่โก่งกว่าและสั้นกว่าอย่างเช่นในประเทศญี่ปุ่นหรือไทยหลายครั้งที่เราเห็นผู้คนมากมายที่หน้าตาและรูปร่างส่วนบนสมส่วนดีแต่เมื่อมองช่วล่างก็ต้องประหลาดใจที่เห็นรูปร่างของเข่าที่โก่งและคดอย่างชัดเจน

รูปร่างของเข่าที่โก่งแต่ไม่ปวดก็ไม่จำเป็นต้องรักษาอะไร ยกเว้นว่าเจ้าของร่างกายมีความทุกข์ใจไม่พอใจรูปร่างของเข่าที่โก่งจนไม่กล้าใส่กางเกงหรือกระโปรงขาสั้นไม่กล้าใส่กางเกงยีนส์รัดรูปถ้าเป็นเช่นนั้นก็ต้องหาวิธีแก้ไขซึ่งทำได้ด้วยการผ่าตัด 

โปรดติดตาม เมื่อไหร่ต้องผ่าตัดแก้ไข"ขาโก่ง"หรือ "เข่าโก่ง" และวิธีการผ่าตัดแก้ไข"ขาโก่ง" หรือ "เข่าโก่ง" (หรือเสื่อม) ในตอนที่ 2 และ ตอนที่ 3 

ขอขอบคุณ

Author

นพ. สมศักดิ์ เหล่าวัฒนา

ศัลยแพทย์โรคกระดูก

27 บทความ

ผู้ประพันธ์
Author

นพ. สุทร บวรรัตนเวช

ศัลยแพทย์โรคกระดูก

3 บทความ

ที่ปรึกษา

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

ปวดท้องที่ไม่ธรรมดา

2 สิงหาคม 2556 311.739

เรื่องสำคัญเกี่ยวกับอาการปวดท้องที่คนทั่วไปควรสนใจได้แก่ การแยกให้ได้ว่ากรณีใดควรรักษาตนเอง และกรณีใดควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที อาการปวดท้องที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้บ่อยๆ และสามารถรักษาด้วยตนเองได้ เช่น ปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหาร และปวดท้องจากโรคอาหารเป็นพิษ

เรียนรู้ “ยูโร 2012”

4 สิงหาคม 2556 2.382

ถ้าเอ่ยถึงยูโร 2012 ในปัจจุบันอาจหมายความถึงวิกฤตหนี้ยูโรโชนที่ทำให้หลายประเทศในทวีปยุโรปสะบัดร้อนสะบัดหนาวกันอยู่ แต่ขณะเดียวกันเมื่อพูดถึง “ยูโร 2012” ในชั่วโมงนี้ คนทั่วโลกน่าจะคิดถึงฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่กำลังแข่งขันกันอยู่ระหว่างวันที่ 8 มิ.ย.55 ถึง 1 ก.ค. 55 นี้ คนไทยเรามีฟุตบอลกันอยู่ในหัวใจมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นทัวร์นาเมนต์ไหนคนไทยก็ไม่พลาด แม้ว่าปีนี้ทีวีบางบ้านอาจมีจอดำกันบ้างแต่ก็คงพออาศัยข้างบ้านหรือใช้เสาหนวดแมว หนวดกุ้งหรือเสาก้างปลาแทนชั่วคราวกันไปก่อน ถ้าท่านมีโอกาสไปแถวปราจีนบุรีก็อาจเห็นเสาอากาศไทยประดิษฐ์แบบกะละมังซึ่งก็สามารถรับสัญญาณได้ไม่น้อยหน้าเสาอากาศชนิดไหนๆ เนื่องจากการแข่งขันถือเอาเวลาในประเทศยุโรปเป็นหลักซึ่งก็ต่างจากเวลาของประเทศไทยอยู่ราว 6 ชั่วโมง หัวข้อการสนทนาเรื่องนี้จึงเหมาะกับสภากาแฟในตอนเช้าของบ้านเรามาก

แรงบันดาลใจในการออกกำลังกายในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 (ชนิดไม่ต้องพึ่งอินซูลิน (NIDDM))

16 ตุลาคม 2558 3.146

การออกกำลังกายที่เหมาะสมและสม่ำเสมอสามารถทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงได้ เพราะว่าร่างกายจะต้องใช้พลังงานในขณะที่ออกกำลังกาย และแหล่งพลังงานที่สำคัญที่สุดในร่างกายก็คือน้ำตาล หากออกกำลังกายให้เพียงพอร่างกายจะใช้น้ำตาลในเลือดเพื่อเปลี่ยนไปเป็นพลังงาน

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ