โพสต์ 19 พ.ย. 56 ปรับปรุง 28 ก.พ. 57 3,858 Views

การปลูกถ่ายอุจจาระ

การปลูกถ่ายอุจจาระ

ในร่างกายของเรามีจุลชีพอาศัยอยู่มากมายหลายชนิด ทั้งจุลชีพประจำถิ่น (Normal flora) ที่ไม่ก่อให้เกิดโรคและจุลชีพชนิดที่ก่อให้เกิดโรค อาศัยอยู่ร่วมกันและควบคุมกันเองจนเป็นระบบนิเวศของจุลชีพ (Microbial Ecology) ที่อยู่ในภาวะสมดุลและถูกควบคุมด้วยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกชั้นหนึ่ง จุลชีพเหล่านี้จึงไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วย แต่เมื่อวิทยาการด้านการแพทย์เจริญก้าวหน้า มีการพัฒนายาปฏิชีวนะที่สามารถออกฤทธิ์กำจัดแบคทีเรียได้หลายชนิดเป็นวงกว้าง (Broad-spectrum antibiotics) และมีการนำยาเหล่านี้มาใช้กันอย่างแพร่หลายจนบางครั้งใช้พร่ำเพรื่อโดยไม่จำเป็น จนก่อให้เกิดปัญหาอื่นตามมา ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อเราทานยาปฏิชีวนะเข้าไป ยาจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและแพร่กระจายไปแทบจะทุกส่วนของร่างกาย เมื่อยาเดินทางไปถึงส่วนใด ก็จะออกฤทธิ์กำจัดแบคทีเรียที่อยู่ในบริเวณนั้น แบคทีเรียชนิดใดที่ไม่สามารถทนต่อฤทธิ์ของยาได้ก็จะตายไป ส่วนชนิดใดที่สามารถทนได้ก็จะรอดและเพิ่มจำนวนมากขึ้น ส่งผลให้สมดุลของระบบนิเวศของจุลชีพในร่างกายของเราผิดไปจากสภาวะปกติ

 

คลอสตริเดียม ดิฟฟิไซล (Clostridium difficile) เป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ตามปกติในลำไส้ใหญ่ของคนทั่วไปโดยที่ ไม่ก่อให้เกิดโรค แต่เมื่อเราได้รับยาปฏิชีวนะที่สามารถออกฤทธิ์ได้เป็นวงกว้าง เช่น อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) หรือ เซฟาเล็กซิน (Cefalexin) เป็นเวลานานๆ ทำให้สมดุลของระบบนิเวศของจุลชีพในลำไส้เปลี่ยนไป หรือเมื่อเรามีสุขภาพอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ไม่ดีนัก เช่น ในผู้สูงอายุหรือผู้ที่ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน ก็จะเป็นโอกาสให้ คลอสตริเดียม ดิฟฟิไซล นี้สามารถกลายเป็นผู้ร้ายก่อให้เกิดโรคอย่างรุนแรงได้ โดยคลอสตริเดียมจะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว พร้อมกับสร้างและปล่อยสารพิษและแก็สออกมาในลำไส้ ทำให้ลำไส้อักเสบ เกิดเป็นแผลในลำไส้และเกิดเนื้อตาย ผู้ป่วยมักมีอาการปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเหลว เมื่อรักษาด้วยยาปฏิชีวนะจนอาการดีขึ้นแล้วก็ยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำสูง และเมื่อกลับมาเป็นซ้ำก็มักจะไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ซึ่งอาการอาจรุนแรงมากจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

เมื่อคลอสตริเดียมตัวร้ายก่อปัญหาและยาปฏิชีวนะใช้ไม่ได้ผล นักวิทยาศาสตร์จึงมีแนวคิดที่จะนำจุลชีพชนิดต่างๆ กลับเข้ามาในลำไส้ เพื่อให้จุลชีพชุดใหม่นี้ควบคุมและลดบทบาทของคลอสตริเดียมลง ทำให้ระบบนิเวศของจุลชีพในลำไส้กลับเข้าสู่ภาวะสมดุลอีกครั้ง โดยวิธีการนำจุลชีพชุดใหม่กลับเข้าสู่ลำไส้นั้นมีหลายวิธี เช่น การรับประทานผลิตภัณฑ์ประเภทโยเกิร์ต นมเปรี้ยว หรือโปรไบโอติกส์ (Probiotics) ซึ่งมีจุลชีพที่ยังมีชีวิตอยู่เข้าไป พบว่าได้ผลที่ไม่แน่นอน ผู้ป่วยบางคนมีอาการดีขึ้น บางคนมีอาการเหมือนเดิม จึงมีการนำอุจจาระจากผู้ที่มีสุขภาพดีไปใส่ในลำไส้ของผู้ป่วยโดยตรง โดยเรียกวิธีการนี้ว่า “การปลูกถ่ายอุจจาระ” (Fecal transplant) ซึ่งเมื่อเห็นชื่อแล้วทำให้นึกถึงการปลูกถ่ายอวัยวะที่มีการผ่าตัดนำเอา อวัยวะ เช่น ตับ ไต หรือ หัวใจ จากผู้บริจาคมาใส่ในร่างกายของผู้รับอวัยวะ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การปลูกถ่ายอุจจาระนั้นไม่ได้เป็นการนำเอาอุจจาระทั้งก้อนจากผู้บริจาคมาใส่ ในลำไส้ของผู้รับ แต่เป็นการนำเอาอุจจาระมาละลายน้ำและกรองเอาเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำแล้วฉีดเข้าไปในลำไส้ของผู้ป่วยผ่านทางท่อสวน ดังนั้นเพื่อให้การสื่อความมีความชัดเจนยิ่งขึ้น นักวิชาการจึงมักใช้คำว่า “การปลูกถ่ายจุลชีพประจำถิ่นในอุจจาระ” (Fecal Microbiota Transplantation; FMT) แทน

ขั้นตอนการปลูกถ่ายเริ่มจากการขอรับบริจาคอุจจาระจากผู้บริจาคที่มี สุขภาพดี ตรวจสุขภาพแล้วปราศจากโรคติดเชื้อต่างๆ เช่น ตับอักเสบ เอชไอวี และพยาธิ์ จากนั้นทำการเก็บอุจจาระในวันที่จะทำการปลูกถ่าย โดยใช้อุจจาระปริมาณ 50 กรัม ละลายในน้ำเกลือครึ่งลิตรแล้วกรองผ่านผ้าก๊อซเก็บไว้เฉพาะส่วนที่เป็นน้ำใส และนำไปใช้งานทันที ส่วนตัวผู้ป่วยนั้น เตรียมความพร้อมด้วยการทำความสะอาดลำไส้ก่อนล่วงหน้าหนึ่งวัน เมื่อผู้ป่วยพร้อม ทำการสอดท่อทางช่องจมูก ผ่านหลอดอาหารไปยังลำไส้เล็กส่วนต้น จากนั้นใช้กระบอกฉีดยาดูดสารละลายที่กรองได้จากอุจจาระทะยอยฉีดผ่านท่อดัง กล่าวครั้งละ 50 ซีซี ช้าๆ จนหมด แล้วให้ผู้ป่วยนอนพักอย่างน้อย 30 นาที เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนแล้วผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ นอกจากการใส่เชื้อจุลชีพจากอุจจาระเข้าท่อผ่านทางหลอดอาหารแล้วอาจใช้วิธี การใส่เชื้อจุลชีพโดยสอดท่อผ่านทางทวารหนักก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยและการพิจารณาความเหมาะสมของแพทย์

ปัจจุบันมีการนำวิธีการนี้มาใช้ในการรักษาโรคลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อ คลอสตริเดียม ดิฟฟิไซล และได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย มีการตีพิมพ์ผลการทดลองรักษาเผยแพร่ในวารสาร เดอะ นิวอิงแลนด์ เจอร์นัล ออฟ เมดดิซีน (The New England Journal of Medicine) และวารสารด้านการแพทย์อื่นๆ อีกหลายฉบับ โดยมีการเปรียบเทียบผลการรักษาโดยใช้ยาปฏิชีวนะกับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายจุลชีพประจำถิ่นในอุจจาระ พบว่าการรักษาโดยการใช้ยาปฏิชีวนะนั้นได้ผล ทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคได้เพียง 31% ส่วนการรักษาด้วย การ ปลูกถ่ายจุลชีพประจำถิ่นในอุจจาระนั้นให้ผลการรักษาที่ดีกว่า คือหลังจากการปลูกถ่ายครั้งแรกพบว่าผู้ป่วยหายจากโรค 81% และผู้ป่วยอีก 12.5% หายจากโรค หลังจากการปลูกถ่ายครั้งที่สอง นอกจากนี้ยังไม่พบว่าผลข้างเคียงจากการปลูกถ่ายดังกล่าว ในอีกไม่นานนี้อาจมีการนำวิธีการการปลูกถ่ายจุลชีพประจำถิ่นในอุจจาระมาใช้ เป็นวิธีการมาตรฐานในการรักษาโรคลำไส้อักเสบเนื่องจากติดเชื้อ คลอสตริเดียม ดิฟฟิไซล ในประเทศสหรัฐอเมริกาและอาจรวมถึงในประเทศไทยด้วย

 

เอกสารอ้างอิง

  1. van Nood E, Vrieze A, Nieuwdorp M, Fuentes S, Zoetendal EG, de Vos WM, Visser CE, Kuijper EJ, Bartelsman JF, Tijssen JG, Speelman P, Dijkgraaf MG, Keller JJ. Duodenal infusion of donor feces for recurrent Clostridium difficile. N Engl J Med. 2013;368:407-415.
  2. Faith Rohlke, Neil Stollman. Fecal microbiota transplantation in relapsing Clostridium difficile infection. Therap Adv Gastroenterol. 2012;5:403-420.

 

ที่มา: ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ
 

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

การปลูกถ่ายอวัยวะ

7 มิถุนายน 2556 11.132

การปลูกถ่ายอวัยวะ (organ transplantation) อาจจะเป็นคำใหม่ที่ท่านจะเคยได้ยินครั้งนี้เป็นครั้งแรก แต่ในอนาคตคนไทยทุกคน หรือทั่วโลกจะต้องรู้จักกันมากยิ่งขึ้น

การล้างไต

22 สิงหาคม 2556 20.360

การล้างไต เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาภาวะไตวาย ซึ่งในปัจจุบันมีการรักษาอยู่ 3 วิธี วิธีแรกเป็นการรักษาทั่วไป เช่น การควบคุมอาหารและการรักษาด้วยยา ส่วนวิธีที่สองคือ การล้างไต ซึ่งแบ่งเป็นการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และการล้างไตทางช่องท้อง

ยุงลายเสือหรือยุงเสือ เป็นพาหะของโรคเท้าช้าง

31 กรกฎาคม 2558 19.824

เมื่อยุงมากัดคน ตัวอ่อนระยะติดต่อนี้จะไชผ่านผิวหนังบริเวณแผลที่ยุงกัด และเข้าไปเจริญและเพิ่มจำนวนในคน ซึ่งต่อมาจะก่อให้เกิดโรคเท้าช้างขึ้

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ