โพสต์ 6 มิ.ย. 56 ปรับปรุง 8 มี.ค. 57 39,964 Views

การชักนำให้ไข่ตกในหญิงที่มีภาวะมีบุตรยาก

การชักนำให้ไข่ตกในหญิงที่มีภาวะมีบุตรยาก 

การชักนำให้ไข่ตก (Ovulation induction) เป็นการใช้ยากระตุ้นการเจริญเติบโตของฟองไข่ (Follicle) จนถึงระยะที่เหมาะสมจนกระทั่งมีการตกไข่ (ovulation) หรือใช้ฮอร์โมนเพื่อชักนำให้เกิดการตกไข่ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ตัวอสุจิที่ผ่านโพรงมดลูกเข้าไปยังท่อนำไข่จนพบกับไข่ที่ตกมาจากรังไข่และเกิดการปฏิสนธิต่อไป

จุดมุ่งหมายต้องการให้มีไข่ตกเหมือนรอบธรรมชาติแต่มีความแน่นอนมากขึ้น เนื่องจากตามรอบธรรมชาติแม้จะมีประจำเดือนอย่างสม่ำเสมอแต่พบว่ามีการตกไข่เพียงแต่ร้อยละ 80 เท่านั้น หมายความว่าในการมีประจำเดือนประมาณ 12-13 ครั้งในหนึ่งปีจะพบว่ามีไข่ตกเพียง 9-10 รอบเท่านั้นและจะน้อยกว่านี้ถ้าหญิงนั้นมีประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ แต่การใช้ยาจากภายนอกกระตุ้นนั้นจะพบไข่ตกได้ถึงร้อยละ 80-90 ดังนั้นการรักษานี้จึงเหมาะกับคู่สมรสที่ฝ่ายหญิงมีปัญหาไข่ไม่ตก หรือในกรณีที่ไม่พบปัญหาชัดเจน

ขั้นตอนการรักษา

ขั้นตอนประกอบด้วยการเริ่มใช้ยากระตุ้นรังไข่ในช่วงต้นของรอบเดือน การติดตามการเจริญเติบโตของฟองไข่ การชักนำให้ไข่ตกด้วยยาฮอร์โมนหรือตรวจหาวันไข่ตกด้วยแถบตรวจฮอร์โมนจากปัสสาวะ และการกำหนดวันมีเพศสัมพันธ์หรือฉีดเชื้อผสมเทียม การรักษาด้วยวิธีนี้ไม่สามารถใช้เพียงการรับประทานยาและกำหนดวันมีเพศสัมพันธ์ได้เลย แต่ต้องประกอบด้วยส่วนที่สำคัญมากคือการติดตามและประเมินการเติบโตของฟองไข่หรือการตรวจด้วยวิธีต่างๆเพื่อหาวันไข่ตกซึ่งแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน เพื่อให้การกำหนดวันไข่ตกมีความแม่นยำมากที่สุด

การใช้ยา

ยาที่ใช้มีทั้งยารับประทานและยาฉีด ยารับประทานแพทย์มักให้เริ่มทานในช่วงวันที่ 3-5 ของการมีประจำเดือนวันละ 1-3 เม็ดเป็นระยะเวลา 5 วัน ส่วนยาฉีดมักใช้ร่วมกับยารับประทาน หรืออาจใช้ยาฉีดอย่างเดียวก็ได้ในบางกรณี แต่ขนาดยาและวันที่ฉีดมีความแตกต่างได้มากตามการปรับยาของแพทย์เพื่อให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละคน ยาเหล่านี้เป็นยาที่ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ จึงไม่แนะนำให้ไปซื้อยาใช้เองเนื่องจากอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยาได้

การประเมินวันไข่ตก

แพทย์มักใช้การตรวจอัลตราซาวด์ทางช่องคลอดเพื่อติดตามการเจริญเติบโตของฟองไข่เป็นระยะตามช่วงเวลาที่เหมาะสม ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะได้รับการตรวจ 1-2 ครั้งในรอบเดือนนั้นๆ โดยทั่วไปในรอบธรรมชาติที่ไม่ได้ใช้ยากระตุ้น เมื่อฟองไข่โตจนกระทั่งเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 18 มิลลิเมตขึ้นไปก็จะเกิดการตกไข่ แต่รอบที่ได้รับยากระตุ้นขนาดของฟองไข่ก่อนการตกไข่มักจะโตกว่านั้นเล็กน้อย ซึ่งแพทย์ผู้รักษาจะใช้ความเชี่ยวชาญประเมินวันไข่ตกจากข้อมูลการตรวจอัลตราซาวด์แต่ละครั้ง
นอกจากนี้ยังมีการตรวจหาวันไข่ตกด้วยการตรวจระดับฮอร์โมน LH ในปัสสาวะ ธรรมชาติของร่างกายมนุษย์จะผลิตฮอร์โมน LH ขึ้นมาจนถึงระดับสูงสุดประมาณ 1 วันก่อนการตกไข่ แต่มักจะไม่มีความแน่นอนว่าต้องเป็นวันที่เท่าไรในรอบเดือนนั้น ดังนั้นหลักการปฏิบัติในวิธีนี้จึงต้องคาดการณ์วันไข่ตกก่อนแล้วใช้การตรวจทั้งก่อนและหลังวันไข่ตกที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะสามารถให้คำแนะนำได้เป็นอย่างดี และการตรวจวิธีนี้มีความแม่นยำร้อยละ 80-90

ส่วนการตรวจอุณหภูมิกายช่วงตื่นนอนตอนเช้าได้เสื่อมความนิยมในการใช้ตรวจหาวันไข่ตกไปมากแล้ว เนื่องจากความแม่นยำต่ำ มีความยุ่งยากในการจดบันทึก และมีวิธีที่ง่ายกว่าคือการตรวจระดับฮอร์โมน LH ในปัสสาวะมาทดแทนซึ่งราคาถูกลงมากในปัจจุบัน จึงขอเว้นไม่อธิบายรายละเอียดในที่นี้

การกำหนดวันไข่ตกอีกวิธีหนึ่งคือการฉีดยากระตุ้นการตกไข่ แพทย์จะวัดขนาดฟองไข่จากการตรวจอัลตราซาวด์ทางช่องคลอดก่อน เมื่อได้ขนาดที่เหมาะสมแล้วแพทย์จะฉีดยากระตุ้นการตกไข่เข้ากล้าม และหลังจากนั้นอีกประมาณ 34-46 ชั่วโมงจะเกิดการตกไข่ ดังนั้นแพทย์จึงแนะนำให้ฉีดเชื้อผสมเทียมหรือมีเพศสัมพันธ์หลังการฉีดยากระตุ้นการตกไข่ประมาณ 36 ชั่วโมง

ระหว่างการตรวจระดับฮอร์โมน LH ในปัสสาวะกับการฉีดยากระตุ้นการตกไข่อาจมีผู้สงสัยว่าวิธีใดดีกว่ากัน ได้มีการวิจัยเปรียบเทียบแล้วพบว่ามีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปตามปัญหาพื้นฐานของผู้ป่วยแต่ละคน รวมทั้งเทคนิคในการกระตุ้นไข่แต่ละแบบ ดังนั้นแพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้พิจารณาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย

โอกาสประสบความสำเร็จ

จากบทความก่อนหน้านี้เคยอธิบายโอกาสการตั้งครรภ์ในคู่สมรสปกติประมาณร้อยละ 30 ในเดือนแรกไปแล้ว ดังนั้นโอกาสการตั้งครรภ์ในคู่สมรสที่มีปัญหามีบุตรยากที่ใช้การรักษาวิธีนี้ก็ไม่สามารถจะมากกว่าร้อยละ 30 ไปได้ โดยเฉลี่ยโอกาสการตั้งครรภ์จะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 10-20 ต่อรอบเดือน ด้วยเหตุนี้จึงแนะนำให้ทำการชักนำให้ไข่ตกซ้ำประมาณ 3-6 รอบเดือนก่อนจะเปลี่ยนไปรักษาด้วยวิธีอื่นต่อไป

ภาวะแทรกซ้อน

จุดมุ่งหมายของการชักนำให้ไข่ตกนั้นต้องการให้มีไข่ตกเพียง 1 ใบเท่านั้น แต่การตอบสนองต่อยากระตุ้นไข่ในผู้ป่วยแต่ละรายไม่เท่ากัน ทำให้บางรายมีไข่ตกมากกว่า 1 ใบต่อรอบ จึงพบโอกาสการตั้งครรภ์แฝดจากการรักษาด้วยวิธีนี้ประมาณร้อยละ 5-8 ซึ่งมากกว่าตามธรรมชาติ การตั้งครรภ์แฝดนี้ถือว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนของการรักษานี้ เนื่องจากเป็นการตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงต่อทั้งมารดาและทารก แต่ในประเทศไทยคู่สมรสทีมีปัญหามีบุตรยากส่วนใหญ่ยินดีที่จะมีลูกแฝด และมีความเชื่อมั่นในการดูแลของสูติแพทย์สูงมาก จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าการรักษาผู้มีบุตรยากนั้นจงใจให้เกิดครรภ์แฝดได้ อย่างไรก็ตามแพทย์ผู้ทำการรักษานั้นจะแจ้งเตือนผู้ป่วยก่อนเสมอโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ารอบใดคาดว่าจะมีไข่ตกมากกว่า 1 ใบ เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางการรักษาในรอบนั้นๆ
สุดท้ายในวันไข่ตกต้องมีตัวอสุจิว่ายเข้าไปในโพรงมดลูกจนถึงท่อนำไข่เพื่อเจาะเข้าไปในไข่ให้เกิดการปฏิสนธิตามมา โดยอาจมีเพศสัมพันธ์ตามปกติหรือใช้การฉีดเชื้อผสมเทียมก็ได้ พิจารณาตามความเหมาะสมของปัญหาในผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งจะได้อธิบายรายละเอียดในตอนต่อไป

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

อันตรายที่เกิดจากความผิดปกติของการนอนมีอะไรอีกบ้าง? (ตอน 4)

8 สิงหาคม 2556 2.337

อันตรายที่พบได้ เกิดจากการที่ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอในช่วงที่ควรจะพัก (ช่วงนอน)รวมทั้งหากท่านมีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจในขณะหลับ เช่น กรนมาก, หยุดหายใจขณะหลับจะทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักในขณะหลับเพื่อที่จะต่อสู้กับปัญหาการหายใจที่เกิดขึ้น

อาการทางหูที่ควรรีบปรึกษาแพทย์ทางหูคอ จมูก

7 สิงหาคม 2556 2.166

อาการทางหูที่ควรรีบปรึกษาแพทย์ทางหูคอ จมูก 1. ปวดหูมาก 2. การได้ยินเสียงต่างๆ ลดลง 3. เวียนศีรษะรู้สึกตัวหมุน หรือสิ่งแวดล้อมหมุน 4. มีเสียงดังในหู คล้ายมีแมลงบิน หรือเสียงเครื่องจักร 5. มีน้ำหรือหนองไหลออกจากหู

เวชศาสตร์ฟื้นฟู /กายภาพบำบัด

17 กุมภาพันธ์ 2557 2.732

เมื่อมีการบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย หรือการเล่นกีฬาเกิดขึ้น ในระหว่างที่ให้การรักษาอยู่ และภายหลังการรักษาจากแพทย์ผ่านพ้นไปแล้ว ผู้ที่เชี่ยวชาญ ที่จะให้การฟื้นฟูอวัยวะส่วนที่ได้รับบาดเจ็บ ให้กลับคืนสู่สภาพปกติอย่างรวดเร็ว

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ