โพสต์ 7 มิ.ย. 56 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 39,166 Views

กัญชา

กัญชา

กัญชา (cannabis)เป็นพืชล้มลุกจำพวกหญ้า ขึ้นได้ง่ายในเขตร้อน พบหลักฐานว่ามีการปลูกกัญชากันมานานกว่า 10,000 ปี ลำต้นสูงประมาณ 2-4 ฟุต ลักษณะใบจะแยกออกเป็นแฉกประมาณ 5-8 แฉก คล้ายใบมันสำปะหลัง ที่ขอบใบทุกใบจะมีรอยหยักอยู่เป็นระยะๆ ออกดอกเป็นช่อเล็กๆ ตามง่ามของกิ่ง และก้าน


ชื่อทางพฤกษศาสตร์ของกัญชา คือ Cannabis sativa ส่วนคำในภาษาอังกฤษที่ใช้เรียกกัญชา ได้แก่ marijuana, weed, Mary Jane, hash, hashish, pot, reefer, grass (all arounder), ganja, dope, gage, sess, sens, smoke, skunk, hemp

ในปี ค.ศ. 1964 Gaoni และMechoulam เป็นผู้ค้นพบสารออกฤทธิ์ในกัญชา ต่อมาในปี 1970 Mechoulam ศึกษาโครงสร้างทางเคมี และกลไกการออกฤทธิ์ การศึกษาวิจัยที่สำคัญอีกครั้งเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1996 เมื่อ Onaivi ค้นพบโปรตีนตัวรับที่ทำให้เกิดการออกฤทธิ์ในร่างกาย รวมทั้งผลงานตีพิมพ์ของ Breivogel และ Childers ในปี 1998

สารเสพติด

สารเสพติดเป็นสารประเภทหนึ่งที่เข้าสู่ร่างกายโดยการกิน สูบ หรือฉีดแล้วจะเกิดความต้องการอีก และจะต้องการปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนไม่สามารถหยุดได้ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย และจิตใจ ปัญหาสารเสพติด เป็นปัญหาที่รุนแรงและเรื้อรัง และก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมต่างๆ ตามมามากมาย


สารเสพติดมีหลายประเภท ได้แก่

1. ประเภทกดประสาท เช่น ยานอนหลับ เหล้าแห้ง เฮโรอีน ฯลฯ เมื่อเสพแล้วจะทำให้มึนงง สมองทำงานช้าลง

2. ประเภทกระตุ้นประสาท เช่น ชา กาแฟ บุหรี่ ยาบ้า ฯลฯ เมื่อเสพแล้วจะทำให้อาการตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา ตาแข็ง ไม่ง่วงนอน

3. ประเภทหลอนประสาท เช่น แอลเอสดี เมื่อเสพแล้วทำให้อารมณ์แปรปรวน เลอะเลือน เกิดอาการประสาทหลอน และควบคุมสติไม่ได้

 

4. ประเภทออกฤทธิ์หลายอย่าง เช่น กัญชา เมื่อเสพแล้ว ครั้งแรกจะรู้สึกตื่นเต้น สนุกสนาน ต่อมาอาการเซื่องซึม และเกิดประสาทหลอนควบคุมตนเองไม่ได้

การสำรวจในประเทศไทย

จากการสำรวจผู้ใช้ยาเสพติดในช่วง 30 วัน โดยจำแนกตามพื้นที่และชนิดของยาเสพติด พบว่า

1. ผู้ใช้กัญชาเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุด รองลงมาคือ ภาคเหนือและภาคกลาง ผู้ใช้กระท่อมเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในภาคใต้มากที่สุด รองลงมาคือ จังหวัดในปริมณฑลและภาคกลาง

2. ผู้ใช้ฝิ่นเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุดจำนวน ๕,๓๐๐ คน รองลงมาคือ ภาคเหนือ ๔,๘๐๐ คน และภาคกลาง ๑,๖๐๐ คน แต่เมื่อคิดอัตราผู้ใช้ฝิ่นต่อประชากร ๑,๐๐๐ คน ในแต่ละพื้นที่กลับพบว่า ภาคเหนือมีอัตราสูงสุดคือมีผู้ใช้ฝิ่น ๑ คน ต่อประชากร ๑,๐๐๐ คน ในขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีผู้ใช้ฝิ่น ๐.๓ คน ต่อประชากร ๑,๐๐๐ คน

3. ผู้ใช้สารระเหยเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุด รองลงมาคือ ภาคเหนือและภาคกลาง

4. ผู้ใช้ยาบ้า เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุด รองลงมาคือ ภาคกลางและภาคเหนือ

 

5. ผู้ใช้ยาอี/ยาเลิฟ เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในภาคเหนือมากที่สุด รองลงมาคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้

ส่วนที่นำมาใช้เสพ

1. ส่วนของกัญชาที่นำมาใช้เสพ คือ ใบ และยอดช่อดอกกัญชาตัวเมีย โดยนำมาตากแห้ง และบดเป็นผงหยาบๆ แล้วนำมามวนบุหรี่

2. บุหรี่กัญชาสังเกตได้จากไส้บุหรี่ซึ่งมีสีเขียวต่างจากไส้ยาสูบ และเวลาจุดสูบจะมีกลิ่นเหมือนเชือกหรือหญ้าแห้งไหม้ไฟ

3. บางคนอาจสูบด้วยกล้อง หรือบ้องกัญชา โดยนิยมสูบผ่านน้ำ ซึ่งจะไม่ทำให้คอแห้งมาก

4. อาจเคี้ยวใบ หรือเจือปนกับอาหารรับประทาน ซึ่งช่วยเจริญอาหารได้ ดังปรากฏข่าวแม่ค้าขายส้มตำ และอาหารอีสาน เอาใบกัญชาแห้งมาต้มใส่ปลาร้า ทำให้ลูกค้าติดใจในรสชาติ ถึงขนาดคนติดกันทั้งหมู่บ้าน

แพทย์แผนโบราณ

 

ในอดีตแพทย์แผนโบราณได้ใช้กัญชาเพื่อเป็นยาเจริญอาหาร ยาระงับประสาท และยานอนหลับ

เตตราไฮโดรแคนนาบินอล
1. ในใบ และยอดช่อกัญชาตัวเมียนี้ มีสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอลค่อนข้างมาก จึงมีฤทธิ์แรงกว่าส่วนอื่น
2. กัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษ ที่ออกฤทธิ์หลายอย่างต่อระบบประสาทส่วนกลาง คือ ทั้งกระตุ้นประสาท กด และหลอนประสาท สารออกฤทธิ์ที่อยู่ในกัญชามีหลายชนิด แต่สารที่สำคัญที่สุดที่มีฤทธิ์ต่อสมองและทำให้ร่างกาย อารมณ์ และจิตใจเปลี่ยนแปลงไป คือ เตตราไฮโดรแคนนาบินอล (tetrahydrocannabinol) หรือ THC ที่มีอยู่มากในส่วนของยอดช่อดอกกัญชา
3. สาร THC นี้ในเบื้องต้นจะออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทำให้ผู้เสพตื่นเต้น ช่างพูด และหัวเราะตลอดเวลา ต่อมาจะกดประสาท ทำให้ผู้เสพมีอาการคล้ายเมาเหล้าอย่างอ่อนๆ เซื่องซึม และง่วงนอน หากเสพเข้าไปในปริมาณมากๆ จะหลอนประสาททำให้เห็นภาพลวงตา หูแว่ว ความคิดสับสน ควบคุมตนเองไม่ได้
 
ระบบประสาท
1. ฤทธิ์ของกัญชาต่อระบบประสาทส่วนกลาง อยู่ในลักษณะผสมผสานตามขนาดของยาที่เสพ และวิธีเสพ ในเบื้องต้นจะกระตุ้นประสาททำให้ผู้เสพตื่นเต้น ร่าเริง ช่างพูด หัวเราะตลอดเวลา ต่อมาจะกดประสาทซึ่งผู้เสพมีอาการคล้ายเมาเหล้าอย่างอ่อนๆ มีอาการง่วงนอน เซื่องซึม และเมื่อเสพมากจะหลอนประสาท อาจเห็นภาพลวงตา หูแว่ว หรือมีอาการหวาดระแวง ความคิดสับสนควบคุมไม่ได้ บางรายอาจไม่รู้จักตนเอง หรือไม่เข้าใจสิ่งต่างๆ รอบตัว
2. ฤทธิ์ทำลายสมอง การเสพกัญชาแม้เพียงในระยะสั้น ทำให้ผู้เสพบางรายสูญเสียความทรงจำ เพราะฤทธิ์ของกัญชาจะทำให้สมอง และความจำเสื่อม เกิดความสับสน วิตกกังวล และหากผู้เสพเป็นผู้มีอาการของโรคจิตเภท หรือป่วยเป็นโรคซึมเศร้า จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการรุนแรงมากกว่าคนปกติทั่วไป
3. อาการทางจิตประสาทที่พบได้บ่อย ได้แก่ ความจำแย่ลง สมาธิน้อยลง มีปัญหาในการตัดสินใจ และบางคนอาจมีปัญหาการทรงตัว
4. ความรู้สึกเคลิบเคลิ้มจากการสูบกัญชา หรือที่ฝรั่งเรียกว่า high จะเกิดขึ้นภายใน 2-4 ชั่วโมงหลังสูบ แต่ถ้าเสพโดยการกิน ฤทธิ์ดังกล่าวจะเกิดช้ากว่าแต่นานกว่าการสูบ
 
ผลอื่นๆ ต่อร่างกาย
1. หัวใจเต้นเร็ว พบว่าอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น 20-50 ครั้งต่อนาที
2. ม่านตาหรี่
3. ตาแดง เกิดจากการขยายตัวของเส้นเลือดในตา
4. กระตุ้นให้อยากรับประทานอาหารมากขึ้น
5. ความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ
 
ร่างกายอ่อนแอ
1. บางคนอาจจะยังไม่ทราบว่า สารในกัญชาทำลายระบบการทำงานของอวัยวะในร่างกายหลายส่วน จึงทำให้ร่างกายอ่อนแอ และทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้ง่าย เช่น โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง อ่อนเพลีย และน้ำหนักลด
2. กัญชามีฤทธิ์ทำลายสมรรถภาพทางกาย ผู้เสพกัญชาในปริมาณมากๆ เป็นระยะเวลานานๆ จะทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม จนไม่สามารถประกอบกิจการงานใดๆ ได้ โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้แรงงาน ความคิด และการตัดสินใจ
3. จะมีลักษณะอาการที่เรียกว่า amotivation syndrome หมายถึง การหมดแรงจูงใจของชีวิต จะไม่คิดทำอะไรเลย อยากอยู่เฉยๆ ไปวันๆ ซึ่งมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต และการทำงานเป็นอย่างมาก
 
ระบบภูมิคุ้มกัน
1. กัญชาทำลายระบบการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ร่างกายอ่อนแอ และทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้ง่าย เช่น โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง
2. การเสพติดกัญชามีผลร้ายคล้ายกับการติดเชื้อเอดส์ โดยจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานเสื่อมลงหรือบกพร่อง ร่างกายจะอ่อนแอ และติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่าย
 
อาการทางจิต
1. ผู้เสพติดกัญชาส่วนใหญ่มักป่วยเป็นโรคจิตในภายหลัง
2. โดยปกติผู้ที่สูบกัญชามีความเสี่ยงกับปัญหาทางจิตสูงกว่าคนไม่สูบอยู่แล้ว โดยผู้ที่สูบกัญชาจะเกิดปัญหาต่างๆ อย่างเช่น เริ่มวิตกกังวล หรือหวาดระแวง ซึ่งอาการเหล่านี้ถือเป็นอาการเตือน ซึ่งผู้ที่สูบควรจะตระหนักได้ว่าควรจะเลิกเสียหรือลดจำนวนครั้งหรือปริมาณที่สูบลง ก่อนที่อาการต่างๆ จะรุนแรงขึ้นจนยากแก่การแก้ไข
3. ผู้ที่สูบกัญชามีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคจิตสูงกว่าผู้ที่ไม่สูบมาก ผู้ที่เคยสูบกัญชามีโอกาสที่จะเป็นโรคจิตยิ่งกว่าคนที่ไม่สูบมากถึงร้อยละ 60 และหากกว่ายิ่งสูบมาก และเป็นเวลานาน ก็ยิ่งเสี่ยงหนักขึ้นไปอีก โดยผู้ที่สูบหนักที่สุดจะมีโอกาสที่จะเป็นโรคจิตสูงกว่าคนไม่สูบ 4-6 เท่า
4. ฤทธิ์ของกัญชาจะทำให้ผู้เสพมีอาการเลื่อนลอย ฝันเฟื่อง ความคิดสับสน และมีอาการประสาทหลอน จนควบคุมตนเองไม่ได้ ซึ่งถ้าเสพเป็นระยะเวลานาน จะทำให้มีอาการจิตเสื่อม
 
ความรู้สึกทางเพศ
1. ฤทธิ์ทำลายความรู้สึกทางเพศ
2. กัญชาจะทำให้ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในชายลดลง
3. ทำให้ปริมาณอสุจิน้อยลง
4. ผู้เสพติดกัญชาจะมีปัญหาเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในที่สุด
 
มะเร็งปอด
1. ทำให้เกิดมะเร็งปอด เนื่องจากผู้เสพจะอัดควันกัญชาเข้าไปในปอดลึก นานหลายวินาที
2. การสูบบุหรี่ยัดไส้กัญชาเพียง 4 มวน ซึ่งเท่ากับการสูบบุหรี่ 1 ซอง หรือ 20 มวนนั้น สามารถทำลายการทำงานของระบบทางเดินหายใจ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ได้มากกว่าคนสูบบุหรี่ธรรมดาถึง 5 เท่า
3. ในกัญชายังมีสารก่อมะเร็งที่เป็นอันตราย ซึ่งเป็นสารเคมีที่สามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ เมื่อเทียบกับบุหรี่ ในกัญชามมากกว่าถึงร้อยละ 50-70
 
ทารกในครรภ์
1. เกิดผลเสียต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ พบว่ากัญชามีฤทธิ์ทำลายโครโมโซมของทารก
2. หญิงที่เสพกัญชาในระยะตั้งครรภ์ ทารกที่เกิดมาจะพิการ พบมีความผิดปกติทางร่างกาย เช่น ความผิดปกติของเซลส์ประสาทในสมอง ความผิดปกติของฮอร์โมนเพศ และอาจเป็นโรคทางพันธุกรรม
 
อุบัติเหตุ
การขับรถขณะเมากัญชาก่อให้เกิดอันตรายได้มาก เพราะฤทธิ์ของกัญชาจะทำให้เสียสมาธิ ทำให้การตัดสินใจผิดพลาด การตอบสนองช้าลง การรับรู้ทางสายตาบิดเบือนความสามารถในการมองเห็นสิ่งเคลื่อนที่ด้อยลง จึงเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อผู้ขับขี่รถยนต์ รวมทั้งผู้ที่เดินบนท้องถนนด้วย
 
อาการขาดยา
เมื่อร่างกายขาดยาอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นมักเป็นอาการทางด้านจิตใจ เช่น กระสับกระส่าย วิตกกังวล อ่อนเพลีย และนอนไม่หลับ

ขอขอบคุณ

Author

นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ

ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

174 บทความ

ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

ไขมัน : ความสำคัญต่อร่างกาย

6 มิถุนายน 2556 1.691

ร่างกายคนเราจำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่สำคัญครบทั้ง 6 ประเภท ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ และน้ำ จึงจะทำให้อวัยวะต่างๆทำหน้าที่ได้ตามปกติ

สายพันธุ์ของเชื้อไวรัส เอชไอวี

8 สิงหาคม 2556 8.148

สายพันธุ์ของเชื้อไวรัส เอชไอวี เป็นเชื้อที่กลายพันธุ์ได้รวดเร็วมาก เกิดมิวเตชันแทบตลอดเวลา ในร่างกายของผู้ติดเชื้อจะพบเชื้อไวรัสเอชไอวีสายพันธุ์ต่างๆ ในตัวคนเดียวกัน

โรคฮิต ฤดูฝน ตอนที่ 3 : กลุ่มโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจ

11 มิถุนายน 2557 9.370

ฤดูฝนมีความชื้นมาก เชื้อโรคเจริญเติบโตและแพร่เชื้อได้ดี จึงมีโอกาสเกิดโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจได้ง่าย

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ