ผลการศึกษาล่าสุดลงตีพิมพ์ในวารสารจิตเวชศาสตร์น่าสนใจมากครับ
จริงๆ แล้วเป็นที่กังวลกันมานานว่ายาที่ใช้รักษาเด็กสมาธิสั้น
ซึ่งหลักๆ เป็นยากระตุ้นสมอง และระบบประสาท หรือที่เรียกว่า stimulants นั้น
จะทำให้เกิดการติดยาหรือไม่
ก็ต้องมาอ่านผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ซึ่งตอบเสียงดังฟังชัดเลยครับ ว่า "ไม่"
โดยคณะผู้วิจัยรวบรวมผู้ป่วยเด็กจำนวน 100 คน ติดตามผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดไปเป็นเวลา
10 ปี จนโตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันนั่นแหละครับ
พบว่าไม่เกี่ยวข้องกับการติดยากลุ่มนี้แม้แต่น้อย
แถามการวิเคราะห์ทางสถิติยังพบว่าไม่เกี่ยวข้องกับการติดสุราอีกด้วยครับ
ผลการวิจัยลงตีพิมพ์ในวารสาร
American Journal of Psychiatry
ขณะนี้ยังเป็น online version อยู่ครับ หัวหน้าทีมวิจัยคือ
Joseph Biederman, MD
อยู่ที่ Massachusetts General Hospital (MGH) ครับ
ท่านเชี่ยวชาญเรื่องการใช้ยาทางจิตเวชมาก และมีผลงานวิจัยออกมามากมาย
การออกแบบงานวิจัยในลักษณะถือว่าค่อนข้างยาก
เนื่องจากต้องตอบโจทย์ที่เป็นที่สนใจในวงกว้าง
ซึ่งสำคัญคือระยะเวลาที่ใช้ติดตามคนไข้ครับ ซึ่งในรายงานใช้เวลาถึง 10 ปี
นับว่าเพิ่มคุณค่าของงานวิจัยได้เป็นอย่างดี ในบ้านเรา
งานวิจัยที่ต้องติดตามคนไข้นานถึง 10 ปีไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ เลยครับ
ยาในกลุ่มออกฤทธิ์กระตุ้นถือเป็นยาที่ใช้ได้ผลดีสำหรับโรคสมาธิสั้น
ยิ่งถ้ามีงานวิจัยสนับสนุนว่าเป็นยาที่ปลอดภัย มีผลข้างเคียงน้อย
และมีประสิทธิภาพในการรักษาสูง ที่สำคัญไม่ทำให้ติดยา
ก็ยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้กับครอบครัวผู้ป่วยมากขึ้น
บางทีก็เรียกกันว่ายาเพิ่มสมาธิครับ นั่นก็เพราะยากลุ่มนี้จะช่วยให้เด็กมีสมาธิดีขึ้น
ซนน้อยลง ดูสงบลง ความสามารถในการควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น ช่วยให้ผลการเรียนดีขึ้น
ผลที่ตามมาเมื่อเด็กได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี
จะช่วยให้เด็กรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองเพิ่มขึ้น
และยังช่วยทำให้ความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือคนรอบข้างดีขึ้นอีกด้วย
ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่
methylphenidate (Ritalin, Metadate, Concerta) และ amphetamine (Dexedrine,
Dextrostat, Adderall)
รายงานทางการแพทย์ล่าสุดพบว่าการรักษาเด็กสมาธิสั้นด้วยยา stimulants
ได้ผลดีมากถึงร้อยละ 70-90 และไม่ทำให้ติดยาครับ